เมื่อวานซูไท่ไท่ไม่ได้กินสิ่งใดเลยตลอดทั้งวันร่างกายอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง ความรู้สึกหิวโหยในกระเพาะอาหารเลือนหายไปชั่วขณะแต่เมื่อพยุงกายลุกขึ้นยืน กลับแทบจะทรงตัวไม่อยู่
โดยปกติร่างกายของนางแข็งแรงดีทว่าการหนีภัยแล้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาก็มักจะต้องทนทุกข์ทรมานจากความอดอยากหิวโหย ร่างกายจึงทรุดโทรมกว่าแต่ก่อนมากครั้นเมื่อลุกขึ้นยืน จึงรู้สึกวิงเวียนตาลายแทบล้มลงไปอีกครั้ง
หลังจากทรงตัวได้แล้วนางจึงก้าวเท้าอย่างอ่อนแรง เดินโซเซไปยังปากซอยทีละก้าว
ยามนี้บนถนนเรียงรายไปด้วยร้านอาหารเช้ามีทั้งร้านขายเกี๊ยวน้ำ แป้งทอด ร้านขายซาลาเปาและปาท่องโก๋ บ๊ะจ่างและโจ๊กรวมไปถึงร้านบะหมี่ อาหารเช้าหลากหลายชนิดละลานตาไปหมด
ในบรรดาร้านเหล่านั้นแน่นอนว่าร้านอาหารเช้าของพวกซูอี้หว่านนั้นขายดีที่สุด
ว่ากันว่าในแวดวงเดียวกันนี้มีการแข่งขันสูงต่างฝ่ายต่างไม่ค่อยลงรอยกัน กระนั้นซูอี้หว่านและมารดากลับเป็นที่รักใคร่ของเหล่าผู้ค้าขายข้างเคียง
ประการแรกทุกคนต่างทราบถึงชะตากรรมของครอบครัวพวกนาง จึงอดไม่ได้ที่จะเห็นใจทั้งยังชื่นชมความสามารถที่พวกนางสามารถพลิกฟื้นชีวิตให้รุ่งเรืองได้ในปัจจุบันดังนั้นการอยู่ร่วมกันจึงมิได้มีการกระทบกระทั่งกันมากนัก
ประการต่อมาก็เป็นเพราะผลประโยชน์
ร้านของซูอี้หว่านขายดีดึงดูดลูกค้าไปได้มากมายจริง แต่ก็เพราะร้านของพวกนางมีชื่อเสียงโด่งดังดึงดูดให้ผู้ที่ไม่ค่อยออกมาซื้ออาหารเช้าให้ตื่นแต่เช้าออกมาเดินบนถนน
ถึงแม้ว่าซูอี้หว่านจะมีอาหารเช้าหลากหลายชนิดเตรียมของมาอย่างเพียงพอ ทว่ากำลังคนก็มีจำกัดไม่สามารถจัดหาอาหารให้ลูกค้าได้ทั้งหมด ผู้ที่มาสายจึงไม่สามารถซื้ออะไรได้เลย
เมื่อคนเหล่านั้นออกมาเดินบนถนนแล้วก็ไม่อยากกลับไปทำอาหารเอง จึงซื้ออาหารจากร้านอื่นแทน
ด้วยเหตุนี้ร้านของซูอี้หว่านจึงกลับกลายเป็นช่วยกระตุ้นธุรกิจของทุกคนดังนั้นถึงแม้จะเป็นคนในวงการเดียวกัน ก็ไม่อาจนับได้ว่าเป็นการแก่งแย่งชิงดี
ขณะนี้ลูกค้ายังไม่มากนักทุกคนต่างยุ่งอยู่กับงานของตนเอง พร้อมกับเสียงพูดคุยบรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
กลิ่นหอมของอาหารนานาชนิดลอยคลุ้งอยู่ในอากาศผสมปนเปกันจนแทบจะอดใจไม่ไหว
ซูไท่ไท่หมอบอยู่ข้างกำแพงยื่นหน้าออกไปมองร้านค้าที่เรียงรายอยู่ ได้กลิ่นหอมเช่นนี้กระเพาะอาหารที่ไม่รู้สึกหิวเมื่อครู่ กลับร้องครวญครางขึ้นมาทันที
นางกลืนน้ำลายลงคออย่างอดไม่ได้ก้าวเท้าอย่างอ่อนแรง เดินช้าๆ ไปยังถนน
ซูอี้หว่านกำลังยุ่งอยู่กับการทอดขนมเปี๊ยะทอดพันชั้นไส้หมูให้ลูกค้านางไม่ได้สังเกตเห็นซูไท่ไท่ ทว่าจางอ้ายหลินที่กำลังทำเสี่ยวหลงเปาอยู่ข้างๆกลับเงยหน้าขึ้นมาเห็นนางโดยบังเอิญ
"หว่านหว่าน" จางอ้ายหลินยกศอกกระทุ้งซูอี้หว่าน"ดูยายแก่คนนั้นสิ ไม่ได้เจอกันวันสองวันตอนนี้กลายเป็นยาจกไปแล้ว"
เมื่อได้ยินดังนั้นซูอี้หว่านก็เงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นสภาพที่น่าเวทนาของซูไท่ไท่ก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปาก จากนั้นก็เผยรอยยิ้มสมน้ำหน้า"ยายแก่ผู้นี้เป็นอะไรไป ทำไมถึงได้น่าสมเพชเช่นนี้?"
นี่คงเป็นสิ่งที่สมควรได้รับแล้วสำหรับนาง ซูอี้หว่านไม่มีความเห็นใจแม้แต่น้อยยายแก่ผู้นี้ข่มเหงครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมอย่างโหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรมคนเช่นนี้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ก็ถือว่ายังปรานีต่อนางแล้ว
แน่นอนว่าจางอ้ายหลินก็คิดเช่นเดียวกันนางหัวเราะเยาะ "หากนางบังอาจเข้ามาสร้างความเดือดร้อนอีกข้าจะจัดการนางเสียให้เข็ด!"
ซูไท่ไท่ก็มีเจตนาเช่นนั้นอยู่บ้างก็จริงทว่ายามนี้นางมิได้มีเจตนาจะสร้างปัญหา เวลานี้เพียงต้องการให้อิ่มท้องเท่านั้น
ความรู้สึกหิวจนแทบขาดใจนั้นช่างทรมานนางจ้องมองอาหารนานาชนิดที่วางขายอยู่ทั้งสองข้างทางดวงตาเป็นประกายราวกับหมาป่าหิวโซ บางครั้งมีคนสบตากับนาง ก็ตกใจจนต้องขมวดคิ้ว
เจ้าของร้านขายแป้งทอดเห็นนางจ้องมองร้านของตนก็ขมวดคิ้วไล่นางเสียงดัง "ยายแก่นี่มาจากไหนรีบไปให้พ้น อย่ามาขวางที่ทางทำมาหากิน"
พลางกล่าวเขาก็ยกมือขึ้นปัดไปมาตรงหน้าจมูก แล้วย่นจมูกด้วยท่าทางรังเกียจ"ตัวเหม็นคลุ้งไปทั่ว อย่ามาทำให้ของซื้อของขายเหม็นไปด้วยเลย!"
เถ้าแก่เจ้าของร้านข้างเคียงได้ยินเสียงด่าทอของเขาต่างก็มองไปยังซูไท่ไท่ แล้วแสดงสีหน้ารังเกียจออกมาอย่างพร้อมเพรียงต่างคนต่างก็ไล่นาง
คนที่ตัวเหม็นเช่นนี้ยืนอยู่ใกล้แผงของตนลูกค้าที่ไหนจะอยากเข้ามา คงมิได้ทำมาหากินเป็นแน่?
ก็ใช่ว่าไม่มีคนใจอ่อนเมื่อเห็นว่านางเป็นยายแก่ที่น่าสงสาร ก็อยากจะแบ่งปันอาหารให้นางบ้างแต่ก็มีคนสายตาดี สังเกตอยู่ครู่หนึ่ง แล้วร้องออกมาทันที"ยายแก่คนนี้...ไม่ใช่คนที่มาก่อเรื่องที่ร้านของตระกูลซูหรอกหรือ?"
สิ้นคำก็มีคนจำได้ทันที "มิผิดข้าก็ว่าคุ้นหน้าเหลือเกิน เป็นนางนั่นเอง!"
"ยายแก่คนนี้ข่มเหงลูกสะใภ้และหลานสาวของตนเองตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็สมควรแล้ว นี่คือผลกรรม ใครก็ตามที่ช่วยนางก็จะต้องรับกรรมร่วมกับนาง!"
เมื่อได้ยินว่าซูไท่ไท่คือแม่ผัวใจร้ายคนที่เคยสงสารนางก็ไม่รู้สึกสงสารอีกต่อไป เมื่อได้ยินคำว่ารับกรรมก็ไม่อยากจะยุ่งกับนาง
ยายแก่ใจร้ายเช่นนี้จะช่วยนางไปทำไม?
ให้นางกินไปก็เสียของเปล่าสมควรแล้วที่นางจะต้องตกอยู่ในสภาพที่น่าสมเพชเช่นนี้!
ชั่วขณะนั้นซูไท่ไท่ก็กลายเป็นหนูข้างถนนที่ทุกคนต่างรุมตี ทุกคนต่างหลีกหนีนางราวกับรังเกียจนางจะกล้าไปก่อเรื่องที่ร้านของซูอี้หว่านได้อย่างไร?
ในที่สุดซูไท่ไท่ก็ทำได้เพียงลากสังขารที่อ่อนแรง เดินคอตกหายลับไปตรงมุมถนน
"เชอะ!"
เมื่อเห็นนางจากไปซูอี้หว่านก็ส่ายหน้า ไม่สามารถออกไปจัดการยายแก่ด้วยตนเองได้นางกลับรู้สึกเสียดาย
อย่างไรก็ตามซูอี้หว่านมีลางสังหรณ์ว่ายายแก่ผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะจัดการได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ซูไท่ไท่ก็รู้ที่อยู่ของพวกนางแล้วอีกไม่นานนางคงจะต้องไปหาเรื่องที่เรือนของพวกนางอีก
เมื่อคิดได้เช่นนี้นางก็ไม่รู้สึกเสียดายอีกต่อไป ในใจกลับบังเกิดความรำคาญขึ้นมา
วันนี้ที่ร้านก็ยังคงคึกคักเช่นเคยสิ่งที่ทำให้สองแม่ลูกอารมณ์ดีมากยิ่งขึ้นก็คือ ขณะที่ลูกค้ารอซื้ออาหารอยู่ก็ไม่รู้ว่าใครเริ่มพูดถึงเรื่องที่ท่านหลงประสบเคราะห์ร้ายเมื่อคืนขึ้นมา
คนผู้นี้หูตาไวเสียจริงคนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ยินเรื่องนี้เลย เมื่อได้ยินดังนั้น ก็มีคนถามขึ้นทันที"เกิดอะไรขึ้น เล่าให้ฟังหน่อยสิ"
ถึงแม้ว่าทุกคนจะกลัวท่านหลงโดยปกติไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์เขา แต่เมื่อได้ยินว่าเขาประสบเคราะห์ร้ายก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสมน้ำหน้า
ท้ายที่สุดแล้วก็มิใช่ตนเองที่พูดขึ้นมาก่อนคิดแล้วท่านหลงคงไม่มีทางล่วงรู้ว่ามีคนเคยนินทาถึงเขาในทางเสียๆ หายๆ
ถึงแม้ผู้ที่เริ่มพูดก่อนจะกังวลอยู่บ้างแต่เมื่อคิดถึงสภาพของท่านหลงในเวลานี้แล้วคงมิอาจใส่ใจต่อคำนินทาทั้งปวงจากภายนอกได้ จึงตัดสินใจรวบรวมความกล้า
ยิ่งเห็นสายตาใครต่อใครจับจ้องมาด้วยความสงสัยใคร่รู้เขาก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา จึงยืดตัวขึ้นเล็กน้อย พร้อมกระแอมในลำคอ แล้วกล่าวว่า"เรื่องราวเป็นเช่นนี้..."