ฮูหยินบ้านนากับคุณชายต้องสาป

    35





    “ถึงท่านพ่อกับนายหญิงไม่ทำอะไรแล้วเราจะแน่ใจได้เช่นไรละเจ้าคะว่าหลิงม่านนางจะยอมปล่อยให้เจินเออร์นางคลอดเด็กออกมาได้อย่างปลอดภัยจริงๆ”อวี้ม่านเอ่ยกับคนทั้งสองด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

    “หากเป็นเช่นนั้นข้าเชื่อว่ามี่เจินนางจะสามารถรับมือกับหลิงม่านได้อย่างแน่นอน”เย่จินที่เชื่อว่ามี่เจินนั้นจะสามารถรับมือกับความร้ายกาจของหลิงม่านได้อย่างสบายๆเอ่ยกับแม่และพี่สาวของตนอย่างวางใจ

    “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเจินเออร์ไปหรอกแม่ว่าเจ้าควรห่วงเรื่องของเจ้ากับรองแม่ทัพหมิงจะดีกว่านี้มันก็เกินหนึ่งเดือนแล้วแต่เหตุใดเจ้ายังไม่ยอมถอยออกมาจากเขาตามที่สัญญากับเจินเออร์อีกเล่า เฮ้อม่านเออร์เจ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือว่าการแต่งกับคนที่ไม่มีรักให้เรานั้นมันทุกข์ทรมานเช่นใดแล้วเหตุใดเจ้าจึงได้คิดที่จะใช้ชีวิตเช่นเดียวกันกับแม่อีก”อนุอี้เอ่ยพร้อมกับมองไปที่บุตรสาวของตนอย่างเศร้าใจที่บุตรสาวของนั้นคิกจะใช้ชีวิตเช่นเดียวกันกับนาง

    “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านแม่แต่ข้าขออยู่ดูแลท่านป้าหม่าให้แข็งแรงดีเสียก่อน แล้วข้าจะถอยออกมาตามที่ข้าตกลงเอาไว้กับมี่เจินเจ้าค่ะ”อวี้ม่านเอ่ยด้วยสายตาเศร้าที่สุดท้ายแล้วนางก็ไม่สามารถสมหวังด้านความรักกับชายที่นางแอบมีใจมาให้ได้เช่นตามที่หวัง

    “ข้าจะหาชายที่เหมาะสมให้กับพี่รองเองขอรับ”เย่จินที่ได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยบอกพี่สาวของตนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    “อะไรเล่าเรื่องคู่ครองของข้าเหตุใด ต้องให้เจ้าหาให้ด้วยเล่าข้าต้องเป็นผู้หาด้วยตนเองสิ”อวี้ม่านเอ่ยพร้อมกับยืดอกของตนขึ้นด้วยท่าทางถือดี

    “เช่นนั้นก็แล้วแต่ท่านเถอะขอรับ”เย่จินที่เห็นท่าทางไม่ยินยอมของพี่สาวของตนเช่นนั้นเขาก็ได้ยกมือยอมแพ้พี่สาวของตน นั้นจึงทำให้อวี้ม่านที่เห็นเช่นนั้นนางจึงยกยิ้มให้น้องชายของตนอย่างเหนือกว่า

    ตระกูลหลิน

    “หากมี่เจินได้ลูกชายลูกของนางก็จะเป็นคุณชายใหญ่ของตระกูลอินแล้วเช่นนี้เรื่องที่เราจะขอกิจการของเราคืนจากกลุ่มการค้าอี้อินจะเป็นจริงได้เช่นไร”จินไฉที่ได้รับรายงานเรื่องของมี่เจินเอ่ยกับบุตรสาวของตนด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

    “ถึงลูกของนางจะได้เป็นคุณชายใหญ่แต่คนที่จะได้สืบทอดตำแหน่งจาวบ้านของตระกูลอินย่อมเป็นลูกชายที่เกิดจากข้าเท่านั้นเจ้าค่ะท่านพ่อเพราะถึงแม้ว่าเด็กนั้นจะได้เกิดเป็นบุตรคนโตของพี่เวยแต่ถึงอย่างไรเด็กนั้นก็เป็นลูกของเมียน้อยเช่นนั้นแล้วลูกของมี่เจินคงไม่มีค่ามากเท่ากับลูกที่เกิดจากลูกของฮูหยินเอกของข้าได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”หลิงม่านเอ่ยพร้อมกับมองเหยียดไปที่เจียงซีที่นั่งยกชาขึ้นดื่มอย่างไม่คิดสนใจเรื่องที่นางและพี่ชายกำลังปรึกษากับพ่อของนางอยู่

    “หึ”เจียงซีที่ได้ยินเช่นนั้นก็แค่นเสียงออกมาเบาๆนางวางจอกชาลงแล้วแสยะยิ้มร้ายให้กับสองพี่น้องตรงหน้าของตนด้วยรอยยิ้มร้าย

    “ก่อนจะไปวุ่นวายเรื่องของพี่เจินข้าว่าพวกท่านเอาเวลาไปดูแลกิจการที่เหลืออยู่ของพวกท่านไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”เจียงซีเอ่ยพร้อมกับหัวเราะออกมาในลำคอด้วยท่าทางอันชั่วร้ายนั้นจึงทำให้เลี่ยงซีที่รู้สึกด้อยกว่าสตรีตรงหน้านั้นลุกขึ้นยืนจ้องหน้าของเจียงซีด้วยสายตาเกลียดชังทางด้านเจียงซีเองก็ไม่คิดจะอยู่ต่ำกว่าชายตรงหน้านางลุกขึ้นมายืนบนเก้าอี้พร้อมกับจ้องตาของเลี่ยงซีกลับอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน

    ปังจินไฉที่หมดความอดทนกับลูกทั้งสามของตนตบโต๊ะตรงหน้าของตนเสียงดัง

    “นี้พวกเจ้าคิดจะทะเลาะกันทุกครั้งที่พบหน้ากันเลยหรือ”จินไฉตวาดถามบุตรทั้งสามของตนอย่างไม่พอใจที่ลูกๆของเขานั้นไม่เคยเกรงใจเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

    “ข้าขออภัยเจ้าค่ะ”เจียงซีที่เห็นท่าทางเดือดดาลเช่นนั้นของบิดาของตนนางจึงได้แต่ยอมขอโทษบิดาของตนอย่างรู้สึกผิดแล้วนั่งลงกลับไปเช่นเดิม

    “เจ้าบอกว่าให้พวกเรากลับไปสนใจกิจการที่เหลืออยู่ไม่ใช่ว่าเจ้าไปรู้อะไรมาหรอกใช่หรือไม่”จินไฉเอ่ยถามบุตรสาวของตนอย่างรู้ทัน

    “ท่านพ่อคิดว่าคุณชายรองกลับมาเมืองฉีซานของเราเพียงเพื่อรอร่วมแสดงความยินดีกับพี่เจินจริงๆหรือเจ้าคะ”เจียงซีเลิกคิ้วถามบิดาของตนนั้นจึงทำให้ทั้งจินไฉและเลี่ยงซีที่ได้ยินเช่นนั้นถึงมีสีหน้าตึงเครียดทันที

    “เค้าจะลงมือทำอะไร”เลี่ยงซีเอ่ยถามเสียงเคร่ง

    “แล้วข้าจะไปรู้ได้เช่นไรละเจ้าคะถึงข้าจะพอเดาทางของคุณชายรองออกบางแต่ข้าก็ไม่รู้ว่าเขานั้นจะมีวิธีการใดที่จะสั่งสอนท่าน”เจียงซีเอ่ยตอบพร้อมกับยกยิ้มมุมปาก

    “ซีเออร์”จินไฉที่เห็นท่าทางยียวนของเจียงซีที่มีให้กับบุตรอีกสองคนที่เหลือของตนเขาจึงได้เอ่ยปรามบุตรสาวของตนด้วยน้ำเสียงเรียบ

    “หึ”หลิงม่านที่เห็นเช่นนั้นก็ให้แค่นยิ้มให้กับเจียงซีออกมาเบาๆ

    “หมายความว่าเย่จินกลับมาเพื่อจัดการเรื่องกิจการของเราเช่นนั้นหรือ”จินไฉเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

    “มันย่อมเป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือเจ้าคะในเมื่อการทำเช่นนั้นจะทำให้พี่เจินกับลูกของนางปลอดภัยจากเงื้อมือของพวกท่านไปอีกระยะหนึ่ง”เจียงซีเอียงหน้าตอบบิดาของตนด้วยรอยยิ้มนึกสนุก

    “เจ้าไม่คิดจะช่วยรักษากิจการของตระกูลเราบ้างหรือเจ้าจะยอมเป็นคุณหนูที่ตระกุลตกต่ำได้เช่นนั้นหรือ”จินไฉเอ่ยถามบุตรสาวของตนด้วยน้ำเสียงสงสัยเพราะที่ผ่านมาไม่ว่ากิจการของพวกเขานั้นจะประสบปัญหาเจียงซีก็ไม่เคยคิดที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเขากอบกู้กิจการของตระกูลหลินเลยแม้แต่น้อย

    “นั้นมันเป็นกิจการของพวกท่านไม่ใช่หรือเจ้าคะแล้วจะให้คนนอกเช่นข้ายื่นมือเข้าไปในกิจการของผู้อื่นได้เช่นไรละเจ้าคะ”เจียงซีเอ่ยตอบอย่างต้องการบ่ายเบี่ยง

    “เจียงซีเจ้าควรจะเลิกถือทิฐิซะเถอะเพราะการที่เจ้ายังมีทิฐิอยู่เช่นนี้นั้นจึงทำให้ตระกูลของเราไม่มีความสามัคคีเช่นนั้นหากเจ้าเห็นแก่พ่อ เจ้าควรละทิ้งความแค้นเหล่านั้น แล้วมาช่วยดูแลเราฟื้นฟูความรุ่งเรืองของตระกูลหลินของเราเถอะ”จินไฉเอ่ยพร้อมกับมองมาที่ลูกรักของตนอย่างต้องการขอร้อง

    “เรื่องนั้นข้าคงทำไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”เจียงซีที่นึกถึงภาพการตายของแม่ของตนทุกครั้งที่เห็นหน้าของสองพี่น้องนางจึงเอ่ยตอบปฏิเสธคำขอของบิดาของตนทันทีที่เขาเอ่ยจบ

    “เห็นหรือไม่ขอรับท่านพ่อสุดท้ายแล้วท่านก็มีเพียงแค่พวกเราสองคนเท่านั้นที่คอยอยู่เคียงข้างท่านพ่อ”เลี่ยงซีที่ได้ยินคำตอบของเจียงซีเขาก็หันไปเอ่ยกับบิดาของตนด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันทันที

    “หุบปากของพวกเจ้าซะเถอะหากไม่ใช่เพราะความโหดร้ายของพวกเจ้าสามแม่ลูกมีหรือที่ตระกูลหลินของเราจะตกต่ำเช่นนี้”จินไฉหันไปตำหนิบุตรชายของตนด้วยน้ำเสียงอันดังนั้นจึงทำให้เจียงซีที่ได้เห็นเช่นนั้นถอนหายใจยาวอออกมาเสียงดังแล้วเดินหายออกไปจากโต๊ะร่วมน้ำชาในเช้าวันนี้ทันที

    “หึ ท่านพ่อก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะว่านางนั้นไม่เห็นตระกูลหลินของเราอยู่ในสายตาของนางเลย ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วท่านพ่อยังจะตามใจนางอยู่อีกหรือเจ้าคะ”หลิงม่านเอ่ยอย่างต้องการยั่วยุให้พ่อของนางเกลียดชังลูกเมียน้อยเช่นเจียงซี

    “แล้วหากไม่มีนางเจ้าคิดว่าตระกูลหลินของเราจะยังยืนหยัดอยู่ได้เช่นนี้หรือพวกที่เก่งไม่ได้ครึ่งของนางนะไม่ควรพูดเรื่องเช่นนี้กับข้านะ”จินไฉที่อาศัยเงินของเจียงซีใช้ในการดูแลบ้านตระกูลหลินและกิจการที่ขาดทุนของตระกูลหลินมานานหลายปีตวัดสายตามองไปที่หลิงม่านและเลี่ยงซีด้วยสายตาไม่พอใจ ที่คนไม่ได้เรื่องกล้าที่จะมาสั่งให้เขาละเลยคนที่มีสามารถเช่นเจียงซี

    “ท่านพ่อ!นางเด็กนั้นมันทำอะไรให้ท่านนักหนาหรือเจ้าคะท่านพ่อจึงได้ปกป้องมันอย่างออกนอกหน้าเช่นนี้”หลิงม่านที่เห็นว่าเจียงซีปฏิเสธถึงขนาดนี้บิดาของนางก็ยังเข้าข้างเจียงซีอย่างไม่ลืมหูลืมตา

    “แล้วเจ้าคิดว่าเงินที่ข้าให้พวกเจ้าเอาถลุงเล่นทุกวันนี้มาจากผู้ใดเล่า”จินไฉเอ่ยพร้อมกับมองไปที่หลิงม่านและเลี่ยงซีอย่างดูแคลนที่ลูกทั้งสองของเขานั้นเอาแต่พูดว่าเกลียดเจียงซีแต่มือของลูกทั้งสองของเขานั้นกลับใช้เงินที่เจียงซีหามาได้อย่างถนัดมือเช่นนี้และเมื่อเอ่ยจบจินไฉก็ลุกขึ้นเดินจากไปในทันที

    “มากันได้แล้วหรือข้าคิดว่าเจ้าจะไม่ยอมกลับมาที่จวนแห่งนี้แล้วเสียอีก”นางกวางเอ่ยพร้อมกับมองไปที่บุตรชายของตนอย่างไม่พอใจนักเพราะตั้งแต่ที่เขาไปบ้านของมี่เจินที่เมืองเซินเฉียวอย่างไม่บอกกล่าวผู้ใด เขาก็ไม่ส่งจดหมายใดๆมาบอกนางที่เป็นแม่ของเขาเลย

    “ลูกต้องขออภัยจริงๆขอรับที่ลูกทำอะไรตามใจตนเองเช่นนี้”หงเวยที่รู้ว่าตนนั้นได้ทำให้มารดาของตนเป็นห่วงเขาจึงได้เอ่ยขอโทษนางกวางผู้เป็นมารดาของตนด้วยความรู้สึกผิด

    “หึ”นางกวางที่ยังเคืองลูกชายของตนอยู่แค่นเสียงในคอพร้อมกับปรายตามองไปที่มี่เจินอย่างไม่ชอบใจนักเพราะตั้งแต่ที่หงเวยรู้จักกับมี่เจินบุตรชายของนางก็มักจะจะไม่เชื่อฟังนางที่เป็นมารดาของเขาเช่นที่เป็นมา

    “ท่านแม่อย่าเพิ่งดุเจินเออร์เลยขอรับ ตอนนี้ในท้องของนางมีหลานของท่านแม่อยู่นะขอรับ”หงเวยที่เห็นสายตาดุของนางกวางที่มองไปยังเมียรักของตนเขาจึงได้ช่วยออกตัวพูดแทนนาง

    “ต่อไปเจ้าจะทำอะไรตามใจชอบเช่นที่เคยทำมาไม่ได้แล้วนะห้ามออกไปเที่ยวเล่นด้านนอกตามใจชอบอีกเข้าใจหรือไม่”นางกวางที่เห็นโอกาสที่ลูกชายของนางจะเข้าไปดูแลกลุ่มการค้าของมี่เจินเอ่ยสั่งมี่เจินด้วยน้ำเสียงเข้ม

    “เจ้าค่ะ”มี่เจินที่ถึงแม้จะรู้ทันความคิดของนางกวางดีแต่นางที่ต้องการกลับไปพักผ่อนที่เรือนพักของตนอย่างเร็วที่สุดนางจึงได้แต่เอ่ยตกปากรับคำนางกวางอย่างไม่คิดใส่ใจนักเพราะทุกครั้งที่นางออกจากจวนนางไม่ได้ออกไปเล่น แต่นางออกไปทำงานของนาง

    “พวกเจ้ากลับมาเหนื่อยๆก็ไปพักเสียเถอะ”จินอี้ที่เห็นท่าทางเหนื่อยอ่อนของมี่เจินเขาจึงได้เอ่ยอนุญาตให้หงเวยและมี่เจินกลับไปพักที่เรือนของพวกเขาในที่สุด

    “ขอบคุณขอรับท่านพ่อ/ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ”หงเวยและมี่เจินเอ่ยพร้อมกับเร่งถอยกลับมาพักที่เรือนของพวกเขาทันที

    เรือนเยี่ยชิง

    “เจินเออร์เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องกลุ่มการค้าอี้อินของเจ้าไปหรอกนะข้ารู้ว่าอะไรควรและไม่ควร ข้าจะไม่มีทางยื่นมือเข้าไปยุ่งกับกลุ่มการค้าที่เจ้ากับเจ้าเย่จินก่อตั้งขึ้นมาเป็นอันขาดและข้าก็จะไม่นำความสัมพันธ์ของเราบีบบังคับให้เจ้าดึงกลุ่มการค้าอี้อินเข้ามาเป็นกิจการของตระกูลอินเป็นอันขาด”หงเวยที่รู้ดีถึงความกังวลของเมียรักของตนเขาจึงได้เอ่ยให้คำสัญญากับมี่เจินด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    “ถึงพี่เวยจะไม่ต้องการเช่นนั้นแต่พ่อและแม่ของท่านต้องการถึงตอนนี้จะยังไม่มีการกดดันใดๆแต่ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานตระกูลอินต้องกดดันข้ากับพี่เย่จินอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับมองออกไปที่นอกห้องของตนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเพราะเรื่องกลุ่มการค้าอี้อินของนางและเย่จินนั้นไม่ใช่กิจการที่ตระกูลอินจะปล่อยให้หลุดมือพวกเขาง่ายๆอย่างแน่นอน

    “พี่จะไม่มีวันยอมให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นได้อย่างแน่นอน”หงเวยที่รู้ดีว่ากลุ่มการค้าอี้อินนั้นคือสิ่งที่เย่จินและมี่เจินนั้นสร้างขึ้นเพื่อใช้สำหรับปกป้องครอบครัวพวกเขาเขาจึงคิดที่จะปกป้องกลุ่มการค้าอี้อินเอาไว้ให้บุตรของเขากับมี่เจินให้ได้

    “ข้าเชื่อใจท่านเจ้าค่ะ”มี่เจินที่เห็นสายตาหนักแน่นของหงเวยนางจึงได้ยอมเชื่อใจเขาในที่สุด

    “ขอบใจเจ้ามากที่เชื่อใจพี่”หงเวยเอ่ยพร้อมกับโน้มตัวลงมาหอมแก้มนวลของมี่เจินด้วยความรักใคร่

    ยามซือ (09.00-10.59)หอควบคุมกลุ่มการค้าอี้อิน

    “ข้ายินดีกับเจ้าด้วยนะที่จะมีครอบครัวที่สมบูรณ์แล้ว”เย่จินเอ่ยแสดงความยินดีกับมี่เจินที่เดินเข้ามาในตัวตึกด้วยรอยยิ้มยินดี

    “ข้าก็ได้ยินซานซาบอกกับพี่เวยอยู่ว่าพี่จินมาพี่จินมานานแล้วหรือเจ้าคะ”มี่เจินเอ่ยถามชายตรงหน้าของตนด้วยสีหน้าสงสัย

    “พี่ก็มานานพอสมควรแล้วล่ะพี่ตั้งใจจะมาแสดงความยินดีกับเจ้านะ”เย่จินเอ่ยพร้อมกับส่งรอยยิ้มกว้างให้กับมี่เจินพร้อมกับกวักมือเรียกมี่เจินให้นางเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับนาง

    “ข้าขอโทษนะเจ้าคะที่เลือกทำเช่นนี้”มี่เจินที่เห็นความเศร้าและการตัดพ้อที่มาอยู่ภายใต้รอยยิ้มยินดีที่เขาพยายามฝืนส่งมาให้กับนางนางจึงได้แต่เอ่ยขอโทษเขาด้วยความรู้สึกผิด

    “เรื่องมันผ่านมาแล้วเจ้าก็อย่างเก็บเรื่องพวกนั้นมาคิดเสียใจเลย”เย่จินที่ไม่ต้องการให้หญิงที่ตนรักนั้นต้องมาเศร้าเสียใจกับเรื่องในอดีตเขาจึงได้เอ่ยปลอบนางอย่างใจดี

    “ขอบคุณพี่จอนมากนะเจ้าคะที่ไม่คิดทอดทิ้งหรือโกรธเคืองข้า”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับมองไปที่ผู้ชายที่แสนดีตรงหน้าของตน

    “เจ้าจะเป็นแม่คนแล้วจะมาขี้แยเช่นนี้ได้อย่างไร”เย่จินเอ่ยพร้อมกับมองไปที่มี่เจินด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

    “ข้าไม่ได้ขี้แยเสียหน่อยท่านอย่ามาใส่ร้ายข้านะเจ้าคะ”มี่เจินที่ยังคงมีน้ำตาคลออยู่ที่ขอบตาอยู่นางก็ได้แต่มองค้อนมาที่เย่จิน ที่เขากล้าบอกว่านางนั้นขี้แย

    “ก็ได้ไม่ขี้แยก็ไม่ขี้แย”เย่จินที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ยกมือยอมแพ้มี่เจินพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆให้กับอาการแง่งอนของคนท้อง

    “แล้วเรื่องกลุ่มการค้าของเราเจ้าจะเอายังไง”เย่จินที่เป็นห่วงเรื่องการควบรวมของกลุ่มการค้าอี้อินกับกิจการของตระกูลอินเอ่ยถามมี่เจินด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

    “เรื่องนั้นพี่จินไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะเพราะไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ไม่คิดจะปล่อยให้กลุ่มการค้าของเราต้องตกอยู่ใต้อำนาจของตระกูลอินอย่างแน่นอนเจ้าค่ะกลุ่มการค้าอี้อินถูกสร้างขึ้นมาเพราะความพยายามของเราเช่นนั้นแล้วข้าจะไม่ยอมปล่อยให้คนในตระกูลอินเข้ามามีส่วนในกลุ่มการค้าของเราอย่างแน่นอนเจ้าค่ะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าจะไม่ยอมเสียกลุ่มการค้าอี้อินให้กับตระกูลอินอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”มี่เจินที่ไม่คิดจะยอมยกผลประโยชน์จากการค้าให้กับตระกูลอินได้โดยง่ายเป็นแน่

    “เจ้าคงจะลืมไปว่าข้าเองก็เป็นคนตระกูลอิน”เย่จินที่ได้ยินคำพูดของมี่เจินเขาจึงได้เอ่ยเย้านางด้วยท่าทางทีเล่นทีจริง

    “โอ๊ะขออภัยเจ้าค่ะ พอดีข้ามีเรื่องที่หลงลืมไปบ้างเจ้าค่ะพี่จินเองก็อย่าถือสาข้าเลยนะเจ้าคะ”มี่เจินที่เห็นท่าทางเช่นนั้นของเย่จินนางจึงแสร้งยกมือขึ้นมาทาบที่อกของตนด้วยท่าทางตกใจจนเกินจริง นั้นจึงทำให้เย่จินที่เห็นท่าทางเช่นนั้นของมี่เจินถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความขบขันเบาๆ

    “ในเมื่อเจ้ายืนยันเช่นนั้นพี่ก็เบาใจ”เย่จินเอ่ยพรอ้อมกับมองสบมาที่ดวงหน้าของมี่เจินด้วยรอยยิ้มบาง

    “แล้วเรื่องของท่านแม่รองกับพี่อวี้ม่านละเจ้าคะได้ความเช่นไร”มี่เจินที่รู้จากหงเวยเรื่องที่เย่จินนั้นได้ซื้อจวนเอาไว้ที่กลางตลาดเพื่อรอให้อวี้ม่านและอนุอี้หรืออี้เหยาย้ายออกไปอยู่กับเขาที่จวนแห่งใหม่เอ่ยถามเย่จินแล้วมองสบไปที่เย่จินอย่างต้องการคำตอบ

    “ท่านแม่ไม่ยอมย้ายออกมานะส่วนพี่อวี้ม่านก็ยอมตกลงที่ย้ายออกไปดูแลจวนของข้าที่นู้นนะ”เย่จินเอ่ยตอบพร้อมกับถอนหายใจยาวออกมาอย่างเหนื่อยใจเมื่อคิดถึงความใจแข็งของอี้เหยามารดาของตน

    “ท่านแม่รองคงจะรักท่านพ่อมากนะเจ้าคะนางจึงไม่คิดที่จะแยกจากท่านพ่อเลยแม้แต่น้อย”มี่เจินเอ่ยอย่างเข้าใจในสิ่งที่อนุอี้นั้นคิดนั้นจึงทำให้เย่จินนั้นถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอีกครั้ง

    “อืม”เย่จินพยักหน้าตอบรับตามความเห็นของมี่เจินที่แสดงออกมาเมื่อครู่

    “พี่เจินนน”เสียงแหลมของเจียงซีร้องเรียกมี่เจินมาแต่ไกลมี่เจินที่ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยนางจึงได้ยื่นหน้าออกไปโบกมือทักทายน้องสาวของตนจากชั้นสามของหอควบคุมเจียงซีที่เห็นเช่นนั้นจึงได้ส่งยิ้มทะเล้นให้กับมี่เจินพร้อมๆกับเร่งสาวเท้าเดินเข้ามาหามี่เจินด้วยรอยยิ้มตื่นเต้นเย่จินที่เห็นท่าทางสนิทสนมของคนทั้งสองก็ให้แปลกใจที่ดูเหมือนว่าคนทั้งสองนั้นจะสนิทสนมกันมากจนน่าแปลกใจ

    “คุณชายรองอิน”เจียงซีที่เห็นว่าผู้ใดนั่งอยู่กับมี่เจินนางจึงได้ค้อมกายให้กับเย่จินด้วยท่าทางอ่อนโยนแต่เพียงไม่นานที่คนทั้งสามได้นั่งเสวนากันอยู่นั้นก็ได้มีแขกรับเชิญไม่เป็นที่ต้อนรับเข้ามาหาพวกนางที่นั่งอยู่อย่างถือวิสาสะ

    “พี่ใหญ่”เย่จินที่เห็นว่าเป็นผู้ใดที่บุกเข้ามาในห้องรับรองของพวกเขาอย่างไร้มารยาท

    “เป็นไงไม่คิดจะไปทักทายข้าหรือ”หงเวยที่รู้สึกร้อนใจที่คนทั้งสองอยู่ด้วยกันเขาจึงไม่รอช้ารีบบึ่งมาที่ตึกควบคุมแห่งนี้ในทันทีซานซาที่เพิ่งวิ่งมาถึงเขานั้นต้องรีบโค้งหัวขออภัยเย่จินและเจียงซีที่อยู่ในห้องด้วยสีหน้ารู้สึกผิดที่ตนนั้นไม่สามารถห้ามปรามอะไรผู้เป็นนายของเขาได้เลย

    “พี่เวยท่านมาทำอะไรที่นี้หรือเจ้าคะ”มี่เจินที่เห็นสามีของตนที่กำเดินเข้ามานางจึงอดที่จะถามเขาด้วยความสงสัยไม่ได้

    “พี่นำซุปบำรุงมาให้เจ้านะ”หงเวยเอ่ยพร้อมกับรับปิ่นโตมาจากซานวาเพื่อมอบให้กับมี่เจินเมียรักของตนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

    “พี่เวยไม่จำเป็นต้องลำบากมาด้วยตนเองก็ได้เจ้าค่ะพี่เวยมีงานมากมายใช้ให้คนรับใช้นำมาให้ข้าในที่แห่งนี้ก็ได้เจ้าค่ะ”มี่เจินที่รับปิ่นโตมาวางตรงหน้าของตนแล้วหันไปเอ่ยถามสามีของตนด้วยรอยยิ้มนุ่ม

    “พี่อยากเห็นเจ้ากินตอนกินนะ”หงเวยจงใจนั่งลงด้านข้างของมี่เจินอย่างแนบชิดมี่เจินที่รู้ทันนางจึงได้ลอบหยิกที่สีข้างของหงเวยเพื่อบอกให้เขาหยุดการกระทำของเขาหงเวยที่เห็นว่าตนได้ทำให้เมียรักกำลังเคืองเขาจึงได้รีบปล่อยมือออกจากไหล่ของมี่แล้วรีบกลับมานั่งตามปกติในทันที

    “หึๆ”เย่จินที่เห็นท่าทางรักใคร่ของคนทั้งสองเขาจึงได้หัวเราะออกมาอย่างเบาใจที่อย่างน้อยพี่ชายของเขานั้นก็มีความรู้สึกดีๆให้กับมี่เจินเพราะหากสามีไม่มีความรู้สึกที่ดีให้กับผู้เป็นภรรยาชีวิตหลังแต่งของสตรีผู้นั้นคงจะไม่ค่อยมีความสุขเท่าใดนัก

    “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าจะย้ายออกจากจวนหรือ”หงเวยที่ต้องการเปลี่ยนเรื่องหันมาเอ่ยถามน้องชายของตนด้วยน้ำเสียงเรียบ

    “ขอรับ”เย่จินที่ได้ยินคำถามของหงเวยเขาก็พยักหน้าตอบแล้วมองลงไปที่ด้านล่างของตัวตึกด้วยรอยยิ้มบาง

    “เหตุใดจึงออกไปเล่าหรือว่ามีใครทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจ”หงเวยเอ่ยถามน้องชายของตนอย่างเป็นห่วง

    “ข้าอยากให้พี่หญิงมีเวลาคิดอะไรคนเดียวบ้างนะขอรับ”เย่จินเอ่ยตอบแล้วมองมาที่มี่เจินอย่างต้องการขอบคุณที่มี่เจินนั้นได้ดูแลแม่และพี่สาวของเขาเป็นอย่างดี

    “ไม่ใช่ว่านางอยู่ในจวนก็ดีอยู่แล้วหรือ”หงเวยที่เห็นว่าพักหลังมานี้อวี้ม่านนั้นค่อนข้างตามติดมี่เจินเอ่ยถามน้องชายของตนอย่างไม่เชื่อในเหตุผลของการย้ายออกจากจวนในครั้งนี้นัก

    “เป็นเพราะข้านั้นต้องการทำอะไรให้กระจ่างด้วยละขอรับเลยต้องการพาพี่สาวกับแม่ของข้าย้ายออกมาจากจวนตระกูลอินนะขอรับ”เย่จินที่ไม่ต้องการให้แม่ใหญ่หรือนายหญิงตระกูลอินนั้นต้องมากังวลเรื่องที่ตนจะคิดแย่งชิงตำแหน่งจ้าวบ้านของตระกูลอินแข่งกับพี่ชายเขาจึงคิดที่จะทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น

    “เช่นนั้นก็เอาตามที่เจ้าสบายใจเถอะ”หงเวยที่เข้าใจถึงความกดดันที่แม่ของเขาเป็นผู้กระทำขึ้นเป็นอย่างดีเขาจึงได้แต่ยอมปล่อยให้เย่จินทำตามที่เขาต้องการในที่สุด

    “แล้วเรื่องนี้พี่จินได้เรียนให้นายท่านกับนายหญิงทราบแล้วหรือยังเจ้าคะ”มี่เจินที่นั่งอยู่เอ่ยถามเย่จินที่ได้ยินเช่นนั้นก็แค่นยิ้มออกมาทันที

    “เรื่องนี้ถึงพี่ไม่ไปบอกท่านพ่อกับแม่ใหญ่ก็รู้อยู่แล้วละ”เย่จินเอ่ยตอบพร้อมกับเหยียดยิ้มมุมปากออกมาเบาๆ

    “ถึงจะเป็นเช่นนั้นเจ้าก็ควรไปบอกผู้ใหญ่ให้รับรู้ด้วยตนเอง”หงเวยที่เห็นท่าทางไม่เห็นของผู้ใหญ่ในบ้านเช่นนั้นของเย่จินเขาจึงได้เอ่ยพร้อมกับมองไปที่น้องชายของตนอย่างต้องการตำหนิ ด้วยเขาไม่คิดว่าเย่จินที่มีนิสัยรักอิสระจะอิสระมากเสียจนไม่คิดเห็นหัวของผู้ใหญ่ในบ้านเช่นนี้

    “เช่นนั้นข้าจะไปบอกท่านพ่อให้รับรู้ก็แล้วกับขอรับ”เย่จินเอ่ยตอบรับอย่างขอไปทีแล้วหันกลับมามองที่มี่เจินนั่งอยู่ด้วยความเป็นห่วง

    “มีเรื่องอะไรอีกหรือเจ้าคะ”มี่เจินที่เห็นสายตาของเย่จินที่มองมายังตนนางก็ได้แต่เอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงสงสัย

    “ช่วงนี้เจ้าก็ระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน”เย่จินเหลือบตามองไปที่หงเวยแล้วจึงได้ตัดสินใจเอ่ยเตือนมี่เจินในที่สุดเพราะเรื่องที่เขาจะจัดการกับตระกูลหลินนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นั้นจึงทำให้เขาเชื่อว่าทางตระกูลหลินต้องใช้ความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลมากดดันให้มี่เจินยอมออกหน้าช่วยเหลือเรื่องกิจการของพวกเขาอย่างแน่นอน

    “ขอบคุณเจ้าค่ะที่เตือนข้าจะระวังตัวเองให้มาก”มี่เจินที่รู้ความหมายของเย่จินที่ส่งมาให้กับตนนางจึงได้รับปากพร้อมกับมองไปที่ชายตรงหน้าอย่างต้องการขอบคุณที่เขาผู้นี้ยอมกลับมาจัดการเรื่องวุ่นวายของนางกับตระกูลหลินให้แล้วเสร็จ

    “ไม่เป็นอะไรหรอกเพราะเรื่องวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเกิดขึ้นเพราะข้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวเองเช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องคิดมาก เดี๋ยวหลานของข้าจะเกิดมาหน้าตาดูไม่ได้เอา”เย่จินเอ่ยพร้อมกับมองลงไปที่หน้าท้องของมี่เจินด้วยสายตาเอ็นดูถึงแม้ว่าเด็กคนนี้จะไม่ใช่สายเลือดของเขาแต่เด็กที่เกิดจากหญิงที่เขารักกับพี่ชายของเขานั้นเป็นสิ่งที่น่ายินดีทั้งทั้งสิ้น

    “ขอบใจเจ้ามาก”หงเวยที่พอจะรู้ว่าคนทั้งสองนั้นคิดทำสิ่งใดเขาก็ได้แต่เอ่ยขอบคุณน้องชายของตนโดยที่ในใจของเขานั้นเกิดความระอายที่เขานั้นไม่สามารถทำอะไรเพื่อผู้หญิงที่เขารักได้เลย

    “พี่เวย”มี่เจินที่เห็นว่าหงเวยนั้นเงียบไปนานนางก็รู้ในทันทีว่าสามีของนางนั้นกำลังคิดโทษตนเองอยู่เป็นแน่นางจึงได้เอื้อมมือไปกุมมือของหงเวยอย่างต้องการให้กำลังใจหงเวยที่ได้รับกำลังใจจากมี่เจินเขาก็ได้แต่ยกยิ้มให้กับมี่เจินที่นางได้ให้กำลังใจเขาที่ไม่สามารถช่วยอะไรนางได้เลย

    “นี่พวกท่านลืมแล้วหรือเจ้าคะว่าที่ตรงนี้ยังมีข้าอยู่อีกคน”เจียงซีที่ถูกลืมร้องถามคนทั้งสามที่ตอนนี้พวกเขาทำราวกับว่านางนั้นเป็นเพียงอากาศด้วยสีหน้าแง่งอน

    “คิกๆไม่ใช่เช่นนั้น แต่พี่เห็นว่าเจ้ากำลังสนุกอยู่กำอาหารพี่เลยไม่อยากขัดเจ้านะ”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขพร้อมๆกับมองไปเจียงซีที่นั่งอยู่ด้านข้างของตนด้วยรอยยิ้มเอ็นดู

    “ชิข้าไม่เชื่อคำแก้ตัวของพี่เจินง่ายๆหรอกเจ้าค่ะ”เจียงซีเอ่ยพร้อมกับสะบัดหน้าหนีไปอีกทางนั้นจึงทำให้นางเห็นว่าตอนนี้เย่จินกำลังมองมาที่นางด้วยแววตาขบขันอยู่นั้นจึงทำให้ตอนนี้แก้มขาวของนางแดงปลั่งขึ้นมาในทันที มี่เจินที่เห็นท่าทางเขินอายของเจียงซีที่มีให้กับเย่จินความคิดที่นางจะช่วยจับคู่ให้คนทั้งสองก็ผุดขึ้นมาในหัวของนางทันที เย่จินที่เห็นสายตาเป็นกายของมี่เจินที่มองมายังตนและเจียงซีเขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจในทันทีที่ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าของเขานั้นไม่รู้จักสำนึกตนเองเพราะลำพังแค่ความรักของนางก็ยังเอาตัวไม่รอดแต่ก็ยังมีเวลามาคิดจับคู่หรือเข้ามายุ่งเรื่องความรักของเขากับพี่สาวของเขาอีก

    “หากไม่มีอะไรแล้วเช่นนั้นข้าต้องขอตัวไปจัดการธุระของข้าก่อนก็แล้วกัน”เย่จินที่ยังไม่ต้องการถูกจับคู่ในตอนนี้เขาจึงรีบหนีออกจากสถานที่แห่งนี้โดยเร็วที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

    “เดี๋ยวสิเจ้าคะข้าขอไปด้วยเจ้าค่ะ”เจียงซีที่คิดว่าเย่จินต้องไปจัดการกิจการของพ่อนางนางจึงรีบยกน้ำชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมด แล้วรีบลุกขึ้นตามเย่จินไปในทันที

    “พี่เจินคุณชายใหญ่ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ”เจียงซีเอ่ยบอกลาพร้อมกับรีบวิ่งตามหลังของเย่จินออกออกไปทันที

    “คิกๆ ดูเหมาะสมกันดีนะเจ้าคะ”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับมองตามแผ่นหลังของคนทั้งสองด้วยรอยยิ้มขบขันเมื่อนางเห็นว่าเย่จินนั้นเร่งฝีเท้าเท้าหนีเจียงซีที่กำลังวิ่งตามหลังเขาไปติดๆ

    “เห็นเช่นนี้แล้วไม่หวงอาจินหรือ”หงเวยเอ่ยถามอย่างแปลกใจที่เห็นว่ามี่เจินนั้นดูจะดีใจที่เจียงซีและเย่จินนั้นใกล้ชิดกัน

    “แล้วไม่ดีใจหรือเจ้าคะที่ข้าไม่หวง”มี่เจินหันไปเลิกคิ้วถามหงเวยที่นั่งอยู่ด้านข้างของตน

    “ไม่เอาแล้วเจ้าเป็นเช่นนี้ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว อย่าไปหวงผู้ชายที่ไหนนอกจากพี่เลยนะ”หงเวยเอ่ยพร้อมกับดึงตัวมี่เจินเข้ามากอดอย่างต้องการออดอ้อน

    “พอเลยเจ้าค่ะเดี๋ยวคนอื่นมาเห็นเข้าจะดูไม่ดีนะเจ้าคะ”มี่เจินที่เห็นซานซาที่ยืนยิ้มอยู่ไม่ไกลนางจึงออกแรงดันตัวของหงเวยออกจากตัวของนาง แล้วมองไปที่ซานซาเพื่อบอกให้หงเวยได้รู้ว่าในห้องนี้ยังมีผู้อื่นอยู่เช่นนั้นแล้วเวลาจะทำอะไรก็ช่วยเกรงใจคนอื่นเสียบ้าง หงเวยที่ถูกเมียรักของตนตำหนิเขาจึงได้หันไปโบกมือไล่ซานซาให้ออกไปรอที่ด้านนออกในทันที

    “มาม๊ะพี่ว่าเจ้ามาดื่มซุปบำรุงเถอะ เดี๋ยวจะเย็นเสียก่อน”หงเวยเอ่ยพร้อมกับรีบจัดแจงหยิบถ้วยออกมาซุปออกมาวางไว้ตรงหน้าของมี่เจินอย่างต้องการเอาอกเอาใจ

    “ขอบคุณเจ้าค่ะ”มี่เจินที่เห็นการกระทำที่เอาใจใส่ตนนางจึงได้เอ่ยขอบคุณเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มและแล้วมื้อเที่ยงของสองสามีภรรยาก็ได้เริ่มต้นขึ้นในที่สุด

     






    คล้ายกับเรื่องฮูหยินบ้านนากับคุณชายต้องสาป ที่คุณอ่าน