บทที่ ๑๗
อยากดูแลให้มากกว่านี้
หลายสัปดาห์ต่อมา
หลังจากผ่านเหตุการณ์ในคืนนั้นภูริชก็ไม่ได้ฝันและไม่ได้สนใจอะไรเกี่ยวกับเื่ที่ได้รับรู้มาอีกเพราะเขาสนใจแค่เื่งานที่ต้องทำ
ใบหน้าหล่อคมเคร่งเครียดจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า วันนี้เขาเดินทางมาดูหน้างานซึ่งกำลังก่อสร้างห้องแถวตามแบบแปลนที่ได้คุยกับคุณเบลสถาปนิกเอาไว้
“อืม...แบบเป็ไปตามที่้าเลย คุณเบลเก่งจังนะครับ”
โครงสร้างถูกวางเอาไว้หมดแล้ว ห้องแถวเล็กๆหกหลังถูกสร้างติดต่อกัน อิฐก็กำลังถูกลงมือก่อ เรียกได้ว่าสถาปนิกสาวคนนี้ที่มีทีมผู้รับเหมามาให้พร้อม คิดถูกแล้วจริงๆที่จ้างเธอคนนี้
“แน่นอนค่ะ ดีลงานไว้กับลูกค้ายังไงเบลก็จัดให้ได้ตามระยะเวลาที่คุยกันไว้ ทีมช่างของเบลมีทีมงานหลังบ้านแน่นอนค่ะ”
“ผมพอใจมาก...ไว้มีโปรเจ็คหน้าผมจะใช้บริการกับคุณเบลอีกนะ”
“ด้วยความยินดีค่ะ”
สถาปนิกสาวยิ้มรับคำชม ยังไงเธอก็ยินดีจะร่วมโปรเจ็คกับผู้ชายคนนี้อยู่แล้ว...เงินง่าย จ่ายคล่อง หล่อแถมยังโสดอีก
ดูหน้างานไปได้สักพักภูริชก็ขอตัวกลับก่อน เปิดประตูขึ้นมาบนรถเก๋งยุโรปคันหรูสีดำขลับก็เจอกับร่างเล็กที่นั่งอยู่เบาะด้านข้าง เธอคลี่ยิ้มบางเบาให้เขา
“งานเสร็จแล้วเหรอคะคุณภู?”
“อืม”
เขาครางตอบในลำคอ มือหนาจับพวงมาลัยเตรียมขับรถออกไปจากตรงนี้ ใช่แล้วล่ะ...วันนี้เขาพาใบบัวมาที่นี่ด้วย ก็แค่อยากจะพาเธอออกมาจากบ้านเรือนไทย ออกมาเปิดหูเปิดตาบ้างนานๆที อยู่แต่ที่บ้านคงจะน่าเบื่อแย่
“คุณสถาปนิกคนนั้นสวยจังเลยนะคะ...”
ใบบัวที่วันนี้รวบผมหางม้าสีดำขลับพร้อมกับปล่อยหน้าม้า ดวงหน้าใสไร้ซึ่งเครื่องสำอาง ปากเรียวเล็กสีชมพูระเรื่อดูแล้วช่างน่ารักน่าเอ็นดู
“ก็คงงั้น”
เขาตอบไปอย่างไม่อยากจะใส่ใจเยอะ ภูริชไม่ได้สนใจเบลสักนิด สิ่งที่คุยกันมีแต่เื่งานทั้งนั้น
“เรากลับกันเลยมั้ยคะ หรือว่าจะกลับเย็นหนูจะได้โทรบอกปู่เอาไว้”
เธอออกมากับเขาั้แ่เช้า โดยภูริชอ้างว่าอยากจะให้ใบบัวมาช่วยดูงาน ปู่มิ่งเองก็เห็นว่าหลานสาวว่างๆจึงให้ออกมาช่วยหน้างานของเ้านายบ้างก็คงดี เผื่อได้ค่าขนมเพิ่มเติม อยากได้อะไรก็จะได้ซื้อได้เหมือนอย่างคนอื่นเขา ปู่มิ่งผู้ปรารถนาดีคิดอย่างนั้น
“ยัง พึ่งพาเธอออกมา จะให้นั่งรออยู่บนรถอย่างเดียวเลยรึไง? ยังไม่ได้ไปไหนกันเลยจะรีบกลับไปไหนล่ะ”
ภูริชเอ่ยเสียงทุ้มเรียบนิ่ง เขาไม่ได้คิดจะเอาเธอออกมาใช้งานเพียงอย่างเดียวหรอกนะ ก็ตั้งใจจะพาออกมาซื้อของที่ห้างแล้วก็แวะทานอาหารอร่อยๆด้วย
“ไม่รู้สิคะ...ก็แค่เห็นว่าคุณภูทำงานเสร็จแล้ว”
“เดี๋ยวจะพาเธอไปห้าง ไปหาอะไรกินก่อนเข้าบ้าน ส่วนลุงมิ่งก็ให้สั่งอาหารทานได้เลย เราน่าจะกลับค่ำ”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูโทรบอกปู่ไว้ก่อน”
ว่าแล้วคนตัวเล็กก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาผู้เป็ปู่แล้วแจ้งว่าเธออาจจะกลับมืด เพราะภูริชจะพาแวะทานอาหารก่อนเข้าบ้าน
เขาขับรถมาจอดที่ห้างสรรพสินค้าเดิมที่เคยพาใบบัวมาเมื่อรอบก่อน
รอบนี้อาหารที่ภูริชพาใบบัวมาทานเป็อาหารญี่ปุ่นชื่อดัง เป็ซูชิสายพานที่วัยรุ่นกำลังนิยมมากินกัน
เธอนั่งเกร็งมองเมนูในสายพานที่เลื่อนผ่านมา ไม่บ่อยนักที่จะมีโอกาสได้มานั่งทานอาหารราคาแพงอย่างนี้
“อยากทานอะไรก็สั่งได้เลย เลือกตามใจเธอชอบ”
“จะดีเหรอคะ ร้านแพงแบบนี้...หนูเกรงใจคุณ”
“ไม่ต้องเกรงจง เกรงใจ อะไรทั้งนั้น เธอก็น่าจะรู้ว่าฉันถอนทุนจนคุ้มอยู่แล้ว”
ประโยคแรกพูดด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ประโยคถัดมาพูดด้วยน้ำเสียงเบาแ่ราวว่าจะกระซิบอย่างไรอย่างนั้น มีแค่คนสองคนที่ได้ยิน คือตัวเขาเองกับใบบัวที่นั่งอยู่ตรงข้าม
คนตัวเล็กได้แต่ยิ้มเอียงอายหน้าแดงไม่กล้าสบตาเขา เธอก้มลงมองพื้นก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นแล้วมองสายพานที่เลื่อนผ่านไปมา
มือแกร่งหยิบแก้วชาแล้วเทผงชาเขียวใส่แก้วทั้งสองก่อนกดน้ำร้อนส่งให้เธอ
“หยิบได้เลยอยากกินอะไร ฉันเลี้ยงเอง”
ปกติไม่ค่อยได้ทานอาหารแบบนี้สักเท่าไหร่จึงทำให้คนตัวเล็กคิดหนัก แต่แล้วในที่สุดมือเล็กก็ยื่นหยิบจานซูชิแซลมอนอาโวคาโดโรลกับซูชิหน้ากุ้งมา
ดวงหน้าสวยเคี้ยวซูชิแก้มตุ่ยจนคนตัวใหญ่กว่าที่นั่งอยู่ตรงข้ามถึงกับหยักยิ้มขึ้นมุมปากด้วยความเอ็นดู
“อร่อยไหม”
“อร่อยดีค่ะ...ปกติหนูไม่ค่อยได้ทานแบบนี้สักเท่าไหร่”
ทั้งคู่นั่งทานซูชิกันไปได้เรื่อยๆ เช็คบิลออกมาค่าเสียหายหมดไปประมาณหกพันกว่าบาท คนตัวเล็กถึงกับนั่งหน้าซีด นี่เธอทานเยอะขนาดนั้นเชียวเหรอ?
ภูริชพาเธอเดินออกจากร้านซูชิแห่งนั้นก่อนจะพามาที่ร้านทองแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ภายในห้าง
“คุณพาหนูมาที่ร้านทองทำไมคะ?”
น้ำเสียงเล็กเอ่ยถามพร้อมกับเงยหน้ามองเขาด้วยความไม่เข้าใจ ใบบัวแค่ออกมาเป็เพื่อนเขาเพราะคิดว่าภูริชจะพามาทำงานและพามาเที่ยวเดินห้าง แต่ไม่คิดว่าเขาจะพามาแวะที่ร้านทอง
“ก็จะซื้อทองให้เธอไง”
“ซื้อให้หนูเนี่ยนะ?”
“อืม”
ภูริชพยักหน้าตอบพร้อมกับชี้ไปที่สร้อยทองเส้นหนึ่งซึ่งหนักประมาณหนึ่งบาท เป็สร้อยทองเส้นเรียบๆไม่ได้ดูโดดเด่นอะไร
“คือ...หนูคงไม่ได้ใส่ไปไหน คงไม่เหมาะมั้งคะ”
แถมผู้หญิงวัยรุ่นอย่างเธอก็ไม่ค่อยจะนิยมใส่ทองกันสักเท่าไหร่
“ก็ไม่ได้จะให้ใส่ไปไหนนี่...เก็บเอาไว้ก็ได้ ฉันให้เธอ”
นอกจากกระเป๋าและเสื้อผ้าราคาแพงแล้วภูริชก็อยากจะให้อะไรที่เป็ทรัพย์สินไว้กับเด็กสาวบ้าง ถึงแม้จะไม่ได้มีสถานะเปิดตัวอะไรให้เธอ และไม่มีทางที่จะเปิดตัวสาวใช้ในบ้านให้มาเป็คู่รักแบบเปิดเผย เพราะฉะนั้นจึงอยากให้อะไรเธอไว้บ้างก็เท่านั้นเอง
สรุปแล้วภูริชก็จัดการซื้อสร้อยทองเส้นนั้นให้กับใบบัวและขับรถพาเธอกลับมายังเรือนไทย ซึ่งพอมาถึงก็เป็เวลาค่ำมากแล้ว
ร่างเล็กของใบบัวกลับไปยังเรือนเล็กพร้อมกับถุงใส่สร้อยคอทองคำหนักหนึ่งบาท เธออาบน้ำขัดสีฉวีวรรณจนเนียนผ่องไปทั่วทั้งตัว
คนตัวเล็กหยิบชุดนอนสายเดี่ยวสีขาวผ้าซาตินมาใส่พร้อมกับปล่อยผมสีดำยาวสลวยไปจนถึงกลางหลัง ส่องตัวเองในกระจกพร้อมกับฉีกยิ้มหวาน...ดูไปดูมาตัวเองก็สวยเหมือนกันนะเนี่ย
“หวังว่าคุณภูจะไม่เบื่อหนูไปง่ายๆนะคะ”
คนตัวเล็กพูดกับตัวเองหน้ากระจกพร้อมกับเดินไปใส่รองเท้าแตะสีดำแล้วหยิบถุงใส่ทองไปด้วย
‘หึ คุณหลวงมิหน่ายเอ็งง่ายหรอกอีบัว ทั้งสวย ทั้งสาว ใครเล่าจะอดใจไหว...’
ผีสาวอย่างเอื้อมจันทร์ได้แต่ยืนมองตามแผ่นหลังบางนั้นไป แววตาคู่โบ๋ดำช่างดูน่ากลัว ผีตนนี้ดูทั้งสุขทั้งทุกข์คละกันไปในคราเดียวกัน...
ใบบัวเดินขึ้นมาจนถึงเรือนใหญ่และเข้ามาภายในห้องนอนของภูริช เขากำลังนั่งรอเธออยู่ คนตัวใหญ่ไม่ได้สวมเสื้อ มีเพียงแค่ผ้าขนหนูสีขาวที่ปกคลุมท่อนล่างอย่างิ่เหม่
“นี่สร้อยคอที่คุณภูซื้อให้ค่ะ...หนูอยากให้คุณใส่ให้”
คนตัวเล็กพูดพร้อมกับเดินก็ไปหาเขาแล้วนั่งลงบนเตียง ภูริชเองก็นั่งอยู่เช่นกัน มือหนารับถุงสร้อยทองจากเด็กสาวมาถือเอาไว้แล้วเทสร้อยออกมาพร้อมกับคลี่ดู
“ฉันจะใส่ให้เธอเอง...”
ภูริชถอดตะขอสร้อยออกแล้วสวมใส่บนคอยาวระหงษ์ขาวนวลเนียนดูสวยงาม
“ขอบคุณนะคะที่ซื้อสร้อยเส้นนี้ให้กับหนู...”
“เธอชอบฉันก็ดีใจ...”
หลังจากภูริชมอบสร้อยเส้นนั้นให้กับใบบัว ทั้งคู่ก็นอนกอดกันอยู่บนเตียง
เรือนร่างแกร่งขยับกายเพื่อแทรกสอดความเป็ชายเข้าไปในกลีบสวาทนุ่มนิ่มอย่างที่เคยทำมาตลอด
เสียงครางน้อยๆเปล่งออกมาจากปากเรียวเล็กไม่หยุด ร่างแกร่งมีเม็ดเหงื่อน้อยๆผุดขึ้นบนหน้าผาก
เสร็จสมอารมณ์หมายทั้งคู่ก็นอนกอดกันแล้วผล็อยหลับไป
ภูริชหลับลึกและฝันต่อไปถึงเื่ราวที่เคยเกิดขึ้นภายในเรือนแห่งนี้...
“มึงงั้นรึอีจันทร์! บังอาจเชิดหน้าชูคอขึ้นมาเป็เมียกลางทาสีของคุณพี่”
เมียรองอย่างคุณแก้ว เมื่อหาจังหวะได้ก็มาหาจันทร์ที่ตอนนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็เอื้อมจันทร์เป็ที่เรียบร้อยแล้ว เอื้อมจันทร์อยู่ในชุดผ้าคาดเกาะอกสีชมพูกับโจงกระเบนสีเืหมู ทรงผมดอกกระทุ่มยังคงทำให้เธอสวยไม่เสื่อมคลาย
“คุณแก้ว... บ่าวมิบังอาจเ้าค่ะ”
เมื่อเห็นเ้านายมาคนตัวเล็กก็รีบนั่งคุกเข่า ไม่เคยคิดเผยอชูตัวขึ้นมาเป็เมียคุณหลวงหรอก...ถึงแม้ว่าจะได้รับตำแหน่งนี้แล้วก็ตาม คืนนั้นที่เธอหลับนอนกับคุณหลวงและทำหน้าที่ได้เป็อย่างดี หลังจากนั้นมาก็ถูกเรียกขึ้นไปที่เรือนใหญ่อยู่สม่ำเสมอ
จากที่ตอนแรกคุณศรีสุดาไม่พอใจสักเท่าไหร่ที่คุณหลวงภูเทพเอาบ่าวขึ้นมาเป็เมียอีกคน แต่เมื่อเห็นว่าคุณหลวงมักอยู่ที่เรือนใหญ่และให้เอื้อมจันทร์ขึ้นมารับใช้ที่ห้องนอนเล็ก นั่นก็ทำให้คุณศรีสุดารู้สึกพอใจ เพราะั้แ่นั้นมาคุณหลวงก็ไม่ค่อยไปเยือนที่เรือนหลังเล็กของคุณแก้วเมียรองอีกเลย
“มิบังอาจงั้นรึ มึงไปทำเสน่ห์อะไรให้คุณพี่รัก คุณพี่หลงเสียขนาดนั้น มึงใช้ยาเสน่ห์หมอไหนบอกกูมาสิอีจันทร์ ไม่สิ อีเอื้อมจันทร์”
“บ่าวไม่ได้ทำนะเ้าคะ...”
“หึ สีผ้านุ่งของมึงนี่...คิดจะเทียบเคียงกูงั้นรึ”
สายตาคู่คมจ้องมองทาสในเรือนั้แ่หัวจรดเท้า จากที่เคยอยู่ในสภาพมอมแมมบัดนี้กลับได้ใส่ผ้านุ่งสีสดใส
“ไม่เ้าค่ะ”
“ไม่งั้นรึ!? นี่!...อีทาสไม่รู้จักเจียมตัวอย่างมึงต้องเจอแบบนี้”
ทาสสาวสภาพมอมแมมอีกคนกำลังถือตะกร้าสานที่แบกน้ำหาบมาในครัว หวังจะเอามาไว้ใช้ทำอาหาร กลับถูกแย่งไปถืออยู่ในมือของคุณแก้ว มือเรียวสวยถือตะกร้าใส่น้ำแล้วสาดใส่เข้าที่ตัวของเอื้อมจันทร์อย่างจัง
สาดด ซ่า~
“กรี๊ด!”
น้ำในตะกร้าสาดใส่เข้าอย่างจังจนเนื้อตัวเปียกซ่ก
“อะไร เสียงอะไรดังลั่นไปถึงด้านหน้านู่น”
เสียงของผู้หญิงที่ดูมีอำนาจดังขึ้น...และเสียงนี้จะเป็ใครไปไม่ได้เลยนอกจากเสียงของคุณศรีสุดา เมียหลวงหรือเมียกลางเมืองแห่งเรือนจักรภูพิเบศ
“คุณพี่..”
คุณแก้วมองน้ำที่เหลืออยู่ในตะกร้าสานก่อนจะยกมันขึ้นมาเทใส่ตัวเอง ใบหน้าสวยแสร้งเบะปาก
“เกิดอะไรขึ้น”
คุณศรีสุดาผู้ที่มีอำนาจรองลงมาจากคุณหลวงภูเทพเอ่ยถามเมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า เอื้อมจันทร์ตัวเปียกซ่ก ส่วนคุณแก้วเมียรองหรือเมียกลางนอกก็เปียกซ่กอยู่เช่นกัน
“คุณพี่ศรีขา อีนางเอื้อมจันทร์นี่สิเ้าคะ...จู่ๆก็เอาน้ำสาดใส่ข้า”
“หมายความว่ากระไร เอ็งทำอย่างนั้นรึเอื้อมจันทร์”
คุณศรีสุดาเอ่ยเรียกเอื้อมจันทร์ด้วยชื่อเฉยๆ ไม่มีสรรพนามนำหน้าว่าอีอีกต่อไป เพราะขึ้นชื่อว่าได้เป็เมียสามของคุณหลวงสามีของเธอแล้ว
“ไม่เ้าค่ะ บ่าวมิอาจเอื้อมเ้าค่ะคุณศรีสุดา คุณแก้วเอาน้ำมาสาดใส่บ่าวก่อน ใครที่นี่ก็เห็นกัน”
เริ่มจะหันไปหานางทาสคนอื่นที่กำลังประกอบอาหารอยู่ภายในครัว จู่ๆคุณแก้วก็เข้ามาหาเื่เธอถึงที่
“ไม่เ้าค่ะคุณพี่ศรี อีนางพวกนี้มันพวกเดียวกันทั้งนั้น...ทาสเหมือนกัน สันดานไพร่”
คุณแก้วมองไปรอบๆพร้อมกับยกมือขึ้นกอดอกลูบผิวนวลเนื้อตัวเองอย่างแ่เบาราวกับหนาวเสียเต็มประดา ทั้งที่เปียกน้ำเพียงนิดเดียว
“แล้วมันยังไงกันแน่ล่ะแม่แก้ว”
ศรีสุดาเปรยตาไปทางคุณแก้วแล้วถามย้ำอีกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้น
“ก็ข้าบอกอีเอื้อมจันทร์ว่าวันนี้จะลงครัวเอง ตั้งใจจะคั้นน้ำกะทิทำแกงกะทิสายบัวไว้รอคุณหลวง แต่อีนางเอื้อมจันทร์มันก็มาแย่งบอกว่าจะทำเอง”
“ไม่จริง...”
เอื้อมจันทร์พยายามจะเถียงแต่ก็ไม่เป็ผล เสียงของเธอมิดังเท่าเมียสองอย่างคุณแก้ว
“คุณพี่ศรีต้องจัดการเื่นี้ให้ข้านะเ้าคะ”
“เอ็งทำจริงรึเปล่าเอื้อมจันทร์”
สายตาคู่สวยของคุณแม่ลูกหนึ่ง ภรรยาเอกแห่งเรือนจักรภูพิเบศหันไปมองทาสสาวที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้น เนื้อตัวเปียกซ่กกว่าคุณแก้วเป็ไหนๆ
“คะ คือ...บ บ่าวทำเ้าค่ะ...”
เห็นท่าไม่ดีเพราะสายตาคุณแก้วในครานี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน เธอจำใจรับสารภาพในสิ่งที่ตนไม่ได้ผิด
“หึ ก็ข้าบอกคุณพี่ศรีแล้ว”
คุณแก้วแสยะยิ้มพอใจ
“นังสาย”
“จ เ้าขาคุณศรีสุดา”
ป้าสายที่อยู่ในครัวด้วยตอนนี้ก้มหัวงุดไม่กล้าสบตาเ้านาย
“เอาตัวเอื้อมจันทร์ตามมา เอ็งจักต้องโดนโบย”
“ต แต่ว่า...” ป้าสายพยายามจะพูดแต่เมียทาสอย่างเอื้อมจันทร์ก็เอ่ยออกมาเสียก่อน
“เ้าค่ะ...ข้าทำผิด ข้าต้องรับโทษ”
ไม่อยากให้ใครต้องมาช่วย ในเมื่อเลือกจะมาอยู่ตรงนี้เอื้อมจันทร์ก็จะจัดการทุกอย่างด้วยตัวเธอเอง
แม้จักต้องโดนโบยก็ต้องยอม...แม้จะเป็เพียงการกลั่นแกล้ง แต่ใครเล่าจะเชื่อทาสในเรือนเช่นเธอ แม้จักมีสถานะเป็เมีย แต่ก็เป็ได้แค่เมียทาส...