บทที่ 7
คาดไม่ถึง
เมิ่งอวิ๋นเสียงเอนตัวลงนั่งอย่างแ่เบา ขาและเท้าของเจียงหลูเยวี่ยเป็เหน็บชาจากการคุกเข่า บัดนี้ร่างกายของนางสั่นเทาเล็กน้อยและไม่อาจทนได้อีกต่อไป
ก่อนที่นางจะล้มลง เมิ่งอวิ๋นเสียงเผยรอยยิ้มจาง “ทำงานหนักหน่อยนะน้องสาว ข้าค่อนข้างพิถีพิถัน”
เจียงหลูเยวี่ยรับคำ น้ำเสียงของนางอ่อนโยนไม่มีอะไรผิดปกติ
เมิ่งอวิ๋นเสียงโบกมือให้เจียงหลูเยวี่ยลุกขึ้น ปี้เหลียนที่ยืนอยู่ข้างนางรีบก้าวเข้ามาพยุงนางไว้ทันที
ปี้เหลียนระมัดระวังอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้ผิดพลาด แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะแอบบีบมือของเจียงหลูเยวี่ย จากนั้นก็ผ่อนแรงลง
เจียงหลูเยวี่ยลุกขึ้นยืนโซเซ เมื่อจิ่งหรงเห็นเช่นนี้เขาก็รีบก้าวมาข้างหน้าทันที ก่อนจะวางมือลงบนแขนของนาง แล้วร่างกายที่อ่อนนุ่มราวกับไร้กระดูกของนางก็ตกลงสู่อ้อมแขนของเขาอย่างแ่เบา
“ไท่จือโปรดประทานอภัย เยวี่ยเอ๋อหมดแรงจริง ๆ เพคะ...” นางทรุดตัวลงในอ้อมแขนของจิ่งหรงแล้วพูดทั้งน้ำตา ใบหน้าของนางราวกับดอกสาลี่ต้องหยาดฝน ผู้คนเห็นแล้วย่อมรู้สึกสงสาร
“ไม่เป็อะไรเลย” จิ่งหรงยกยิ้มอย่างโล่งใจ ก่อนจะจ้องไปยังเมิ่งอวิ๋นเสียงอย่างดุดันและหวาดระแวง
จากนั้นเขาก็โอบเอวเจียงหลูเยวี่ยแล้วรีบเดินทางกลับตำหนัก ทิ้งคนอื่นที่เหลือไว้ข้างหลัง
เมื่อพ่อบ้านเห็นบรรยากาศน่าอึดอัดเช่นนี้ก็ทักทายทุกคนในงานเลี้ยงทันที เมื่อแขกเริ่มแยกย้ายกันไป เมิ่งอวิ๋นเสียงก็หมดความสนใจจึงตบก้นยืนขึ้น ทันใดนั้นเสียงหัวเราะที่ชัดเจนก็ลอยเข้ามาในหูของนาง คำพูดไร้สาระและขี้เล่นของเขากระตุ้นความสนใจของนาง
“วันนี้ไท่จือเฟย ช่าง... ยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
เมิ่งอวิ๋นเสียงเงยหน้าขึ้นมอง พลันก็พบว่ามีสายตาสดใสราวดอกท้อคู่หนึ่งจ้องมองมาที่นาง พร้อมรอยยิ้มมีเสน่ห์
ชายคนนั้นถือพัดกระดาษที่มีตัวอักษรแนวนอนวาดด้วยหมึกอยู่บนนั้น ท่าทางของเขาดูสง่างาม คิ้วคมและใบหน้ามีเสน่ห์น่าดึงดูด
เมิ่งอวิ๋นเสียงตาเป็ประกาย นางหรี่ตามองอย่างระมัดระวัง ดวงตาของเขาเป็ประกายราวดวงดารา ผิวขาวผ่อง และใบหน้าเนียนราวประทินโฉมด้วยผงแป้ง นางอดอุทานในใจไม่ได้ว่า ช่างขาวผุดผ่องและหล่อเหลาเสียจริง
ไป๋เฉารีบก้าวเข้ามากระซิบข้างหูของนาง “นี่คือจิ่งฮวา หวงจื่อลำดับที่หกผู้มีเสน่ห์ เป็การดีกว่าหากไท่จือเฟยจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวเพคะ”
เมิ่งอวิ๋นเสียงไม่สนใจ นางเม้มริมฝีปากแล้วยกยิ้ม “เฮ้ ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาท่านนี้มาจากที่ใดหรือ?”
พัดกระดาษในมือของจิ่งฮวามีน้ำหนักเบาและงดงาม ดวงตาราวดอกท้อคู่นั้นเป็ประกาย เมื่อเขามองตรงมาที่นาง เขาก็เลิกคิ้วขึ้น “ไม่แปลกใจที่ไท่จือเฟยจะไม่รู้ ในตอนที่เ้ากับพระอนุชาอภิเษกสมรสกันข้ายังอยู่ที่หนานหยาง และไม่ได้ร่ำสุรางานอภิเษกสมรสของเ้าเลยสักจอก”
แม้เขาจะบอกว่าเสียดาย แต่ใบหน้าของเขาปราศจากความใส่ใจ
เมิ่งอวิ๋นเสียงแสร้งทำเป็รับรู้ทันที “ข้าก็นึกว่าบุรุษรูปงามราวเทพบุตรที่ไหน ปรากฏว่าเป็น้องชายหวงจื่อลำดับที่หกนี่เอง”
จิ่งฮวาวางพัดกระดาษลงแล้วปลื้มปริ่มกับคำชมนั้น เขา้าได้ยินคำเยินยอมากเหลือเกิน
เมิ่งอวิ๋นเสียงเหน็บแนมเขาว่า “เช่นนั้นที่หนานหยางจะต้องมีสิ่งที่ดีใช่หรือไม่ จึงทำให้น้องชายหวงจื่อลำดับที่หกอยู่ที่นั่นเสียจนลืมกลับมา?”
เมื่อเห็นแเื่เดินกันพลุกพล่าน จิ่งฮวาก็เดินเข้ามาหานางด้วยรอยยิ้มแล้วกระซิบเสียงเบา แก้มของเขาเกือบชิดกับหูของนาง “ใช่แล้ว สิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในหนานหยางก็คือสตรีที่นั่น พวกนางทุกคนล้วนมีรูปโฉมงามแฉล้ม เพียงแค่ได้ััใบหน้าก็สามารถััได้ถึงความสดใส ขับร้องเพลงไพเราะเสียจนทำให้รู้สึกราวกับสูญเสียไปครึ่งร่างกาย”
เห็นได้ชัดว่าเขาเป็คนทะเล้น และคำพูดของเขาก็ค่อนข้างไร้สาระจนแทบทนไม่ได้ แต่รอยยิ้มมีเสน่ห์และสายตายิ้มแย้มของเขาทำให้หัวใจของผู้คนสั่นไหวได้
ความหล่อเหลาเช่นนี้ ยากที่จะควบคุมเสียจริง
เมิ่งอวิ๋นเสียงสงบลงเล็กน้อย นางขมวดคิ้วเล็กน้อยและแสดงท่าทางผิดหวัง “เมื่อได้ยินน้องชายหวงจื่อลำดับที่หกกล่าวเช่นนี้แล้วข้าก็รู้สึกสงสัย สตรีในเมืองของเราไม่อาจเทียบกับสตรีโฉมงามแฉล้มแห่งหนานหยางได้เลยหรือ?”
จิ่งฮวาตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็หัวเราะออกมา ดวงตาราวดอกท้อของเขาหรี่ลง “พี่สะใภ้ช่างสนใจเื่นี้เสียจริง สุดยอด สุดยอด!”
เมิ่งอวิ๋นเสียงทำเป็เหลือบมองเขาอย่างไม่พอใจ และพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “อย่าบอกนะน้องชาย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเ้าจะไม่มีความคิดเช่นนี้”
จิ่งฮวารู้สึกประหม่ากับสิ่งที่นางพูด เขายกพัดขึ้นปิดใบหน้า ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยแล้วส่ายหัว