นี่คือทีมที่คังอิงต้องการ เธอพอใจอย่างมาก เมื่อไปยืนอยู่หน้าทีม แล้วมองสบสายตาทั้งสามสิบเอ็ดคู่อย่างสงบนิ่ง ท่าทางของเธอก็สมเป็นผู้นำอย่างแท้จริง
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราจะเริ่มงานกันอย่างเป็นทางการ วันนี้มาเตรียมงานตกแต่งห้างสรรพสินค้ากันก่อน อีกสามวันห้างจะเปิดทำการแล้ว เรื่องรายละเอียดต่างๆ เดี๋ยวฉันจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งในการประชุมหลังเลิกงาน
ตอนนี้พวกเราเริ่มลงมือทำความสะอาดห้างสรรพสินค้า จากนั้นก็จัดเรียงชั้นวางสินค้า ดูแลโกดัง ทุกคนต่างก็มีหน้าที่ของตนเอง เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้ว!” ทุกคนกล่าวพร้อมเพรียงกัน
คังอิงพยักหน้ารับแล้วประกาศเลิกแถว
แม้ว่าทุกคนจะเป็นคนวัยกลางคน แต่ตอนนี้พวกเขามีบุคลิกใหม่ มีชีวิตชีวาเหมือนคนหนุ่มสาว
พวกเขายังคงเป็นคนเดิม เพียงแต่ตอนนี้มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นั่นเป็นเพราะรูปแบบและระบบการทำงานของพวกเขาแตกต่างจากเดิม
รูปแบบและระบบการทำงานที่ดี คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นพลังของผู้คน
สือเจียงหย่วนไม่ได้เข้าไปยุ่งกับการจัดการของคังอิง เขาเพียงแค่ยืนกอดอกมองดูอยู่อย่างเงียบๆ เขารู้สึกว่าตอนที่คังอิงกำลังพูด ดูเหมือนแม่ทัพหญิงในสมัยโบราณที่กำลังถือดาบขึ้นขี่ม้าออกรบ สง่างามและเปี่ยมล้นไปด้วยพลัง ทว่ากลับไม่ทำให้เสน่ห์ของผู้หญิงคนนั้นลดลงเลย
ความอ่อนโยนของผู้หญิงกับความแข็งแกร่งของผู้ชายหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างลงตัวในร่างของคังอิง ทำให้เธอดูมีเสน่ห์น่าหลงใหลมากขึ้น
ผู้หญิงสวยมักจะมองว่าตัวเองเป็นเพียงแจกันสวยงาม และผู้ชายก็มักจะมองว่าพวกเธอเป็นแค่เครื่องประดับราคาถูก แต่หากผู้หญิงสวยๆ คนหนึ่งมีความสามารถล่ะก็ เธอจะมีจิตวิญญาณที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งมันอวลไปด้วยบรรยากาศดึงดูดใจอยู่เสมอ ใครก็ไม่อาจละทิ้งเธอไปได้
สือเจียงหย่วนคิดว่าด้วยบุคลิกและความสามารถของคังอิง ต่อให้ไปอยู่ในเมืองหลวง เธอคงไม่ด้อยไปกว่าใคร
หลังจากที่คังอิงประกาศเลิกแถวแล้ว สือเจียงหย่วนก็พาเธอไปยังสำนักงานที่ชั้นสี่
ห้องทำงานของคังอิงก็ได้รับการตกแต่งใหม่เช่นกัน ตกแต่งในสไตล์เรียบง่ายทันสมัย สือเจียงหย่วนรู้สึกว่า พอห้องทำงานธรรมดาๆ ของผู้จัดการทั่วไปคนเก่าได้รับการตกแต่งเช่นนี้แล้ว มันก็กลับดูโอ่อ่า สง่างาม และเต็มไปด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ แทบไม่ต่างจากห้องทำงานของพวกเจ้านายในหนังต่างประเทศ
เพราะเป็นสถานที่ทำงาน คังอิงจึงเลือกที่จะละทิ้งโทนสีที่ดูเป็นผู้หญิง แล้วเลือกใช้สีขาวดำเป็นหลัก ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูสง่างามและสุขุมมากขึ้น
ในห้องทำงานติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น โต๊ะน้ำชาสีขาวดำ โซฟาหนัง ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูหรูหรามากยิ่งขึ้น
พอเข้ามาในห้อง คังอิงก็เปิดเครื่องปรับอากาศ ตั้งอุณหภูมิไว้ที่ยี่สิบเจ็ดองศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ช่วยประหยัดพลังงาน ลมเย็นพัดโชยมา อุณหภูมิค่อยๆ ลดลง สือเจียงหย่วนนั่งลงบนโซฟาหนังอย่างสบายใจ พลางกล่าวกับคังอิงด้วยรอยยิ้มว่า
“ตอนที่เห็นประธานคังกำลังพูด จู่ๆ ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าที่นี่มันดูเล็กเกินไป คุณคงจะแสดงฝีมือของคุณออกมาได้ไม่เต็มที่ เหมือนมังกรติดอยู่ในแอ่งน้ำตื้นๆ ว่าไหม คุณอยากไปทำงานที่เมืองหลวงหรือเปล่า?”
คังอิงไม่ได้คิดอะไรมาก เธอเพียงแต่ส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวว่า “ไม่ล่ะค่ะ ที่นี่เป็นบ้านเกิดของฉัน ฉันชอบที่จะทำงานที่นี่มากกว่า เมืองหลวงน่ะโอกาสเยอะก็จริง แต่สำหรับฉัน โอกาสพวกนั้นมันไม่ใช่ของฉัน ขอให้ฉันพัฒนาความสามารถที่นี่ก่อน บางทีวันหนึ่งฉันอาจจะไปเปิดสาขาที่เมืองหลวงก็ได้ แต่ไม่ว่ายังไงรากฐานของฉันก็จะอยู่ที่นี่เสมอ”
คังอิงรู้ว่าในประวัติศาสตร์จะมีโอกาสมากมายเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ เช่น การเติบโตของอินเทอร์เน็ต อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ แต่การที่สามารถดำเนินธุรกิจในอำเภอแห่งนี้จนประสบความสำเร็จ ก็จะได้รับผลกำไรจากการลงทุนไม่น้อยไปกว่าเมืองใหญ่เช่นกัน
แนวคิดในอนาคตของเธอคือ การเปลี่ยนอำเภอหลี่ว์ให้กลายเป็นฐานการผลิตโทรศัพท์มือถือแบรนด์เนม ตอนนี้เธอกำลังสะสมกำลังอยู่
แนวคิดของเธอคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้งหมดของอำเภอหลี่ว์ และพัฒนาให้ที่นี่กลายเป็นดินแดนแห่งสวรรค์สำหรับอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ เปลี่ยนที่นี่ให้เป็นฐานการผลิตแบบบูรณาการ ที่รวบรวมทั้งการผลิต การวิจัยทางวิชาการ และการพัฒนา รวมถึงศูนย์กลางหลักของการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้วย
อำเภอหลี่ว์ตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศมรสุมกึ่งเขตร้อน มีภูเขาล้อมรอบ ติดกับทะเล การคมนาคมสะดวกสบาย และจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์แล้ว เมืองนี้ยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่เชื่อมต่อกับเมืองหลักหลายแห่ง ซึ่งในอนาคตก็พัฒนาเป็นฐานขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ได้ด้วย
คังอิงไม่คิดว่าอำเภอเล็กๆ แห่งนี้จะเป็นกรงขังความสามารถของเธอ เธอรู้สึกว่าหากเธอสามารถพัฒนาที่นี่ให้กลายเป็นฐานการผลิตโทรศัพท์มือถือที่ทันสมัยได้ล่ะก็ ในอนาคตอำเภอหลี่ว์คงจะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
แน่นอนว่าตอนนี้สภาพแวดล้อมสำหรับการทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือที่คังอิงต้องการนั้นยังไม่เกิดขึ้น อีกทั้งอัจฉริยะด้านโทรศัพท์มือถือที่เธอรู้จักตอนนี้บางคนก็ยังเป็นแค่เด็กที่ไร้เดียงสา บางคนก็กำลังเรียนหนังสืออยู่ คังอิงทำได้เพียงอดทนรอให้พวกเขาเติบโตขึ้น...
ความลับของสวรรค์เหล่านี้ คังอิงไม่อาจบอกกับสือเจียงหย่วนได้ เพราะต่อให้สือเจียงหย่วนจะเคยไปต่างประเทศ เขาก็ยังคงรู้แค่ว่า โทรศัพท์มือถือในตอนนี้มีขนาดใหญ่เทอะทะและเป็นระบบแอนะล็อกเท่านั้น
แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังคงนึกภาพไม่ออกว่าในอนาคตโทรศัพท์มือถือจะกลายเป็นจุดสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ และยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศชาติ อีกทั้งยังเปลี่ยนรูปแบบการดำรงชีวิตและการผลิตของทุกคน
ในชาติก่อนนั้น คังอิงเองก็ไม่อาจหลีกหนีจากรูปแบบการดำรงชีวิตเช่นนี้ได้...
หลังจากสือเจียงหย่วนเอ่ยชวนคังอิงไปทำงานที่เมืองหลวง แล้วเห็นว่าเธอกำลังครุ่นคิด เขาก็ไม่ได้เร่งรัดอีกฝ่าย บอกเพียงแค่ว่า “ผมแค่เสนอความเห็นเท่านั้น คุณอยากใช้ชีวิตแบบไหนก็ทำตามใจชอบก็แล้วกัน เพราะชีวิตที่ตนเองต้องการมันดีที่สุด หรือว่าไม่ใช่?”
คังอิงได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ เธอยิ้มพลางกล่าวว่า “คิดไม่ถึงว่าคุณจะเป็นคนเข้าใจอะไรได้ง่ายๆ แบบนี้นะคะ”
สือเจียงหย่วนกล่าวว่า “ตลอดเวลาที่เราได้ทำงานร่วมกัน ผมพบว่าเวลาที่คุณพูดถึงเรื่องที่คุณชอบ คุณมักจะมีสีหน้ามีความสุข แต่พอคุณลังเลกับอนาคต คุณก็มักจะมีสีหน้ากังวลใจ
เมื่อกี้ผมเห็นว่าระหว่างคิ้วของคุณมีร่องรอยของความกังวลใจ เพราะแบบนี้ผมเลยไม่อยากบังคับคุณ คุณก็แค่ใช้ชีวิตตามใจชอบก็พอ”
คังอิงประทับใจมาก คิดไม่ถึงว่าสือเจียงหย่วนจะใส่ใจความรู้สึกของเธอขนาดนี้ ตอนนั้นเองกวนเสี่ยวก็เคาะประตูแล้วเข้ามา ใบหน้าของเธอดูมีความสุขมาก เธอรายงานกับคังอิงว่า
“ประธานคัง ข้างนอกมีรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ของบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้ามาส่งของค่ะ เป็นรถของบริษัทไห่โซงตี้”
คังอิงบอกกวนเสี่ยวด้วยความยินดี “บอกให้พนักงานคลังสินค้าไปรับของแล้วจัดการเอกสารต่างๆ ให้เรียบร้อย ต่อไปนี้ทุกคนคงต้องเหนื่อยกันหน่อย เพราะว่าสินค้าของบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าจะมาส่งในวันนี้ค่ะ”
ข้อดีของการว่าจ้างพนักงานเก่าคือพวกเขาคุ้นเคยกับงานเป็นอย่างดี พนักงานในตำแหน่งสำคัญอย่างพนักงานคลังสินค้าคนนี้ยังคงเป็นพนักงานเก่าคนเดิม นั่นก็คือ กวนจื้อกั๋ว
กวนจื้อกั๋วอายุสี่สิบห้าปีแล้ว เขามีภาระทางบ้านหนักมาก เขามีลูกสามคน ส่วนภรรยาของเขาก็ป่วยออดๆ แอดๆ ครอบครัวห้าคนอาศัยอยู่ในบ้านเก่าๆ ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ว่ากันว่ามีแค่สองห้องเท่านั้น ส่วนห้องครัวก็ต้องสร้างขึ้นมาเองข้างนอกบ้าน ชีวิตของพวกเขาค่อนข้างลำบาก เรื่องพวกนี้กวนเสี่ยวเป็นคนบอกกับคังอิง
เมื่อคังอิงและกวนเสี่ยวมาถึงโกดัง ก็เห็นกวนจื้อกั๋วกำลังสั่งให้ลูกน้องตรวจสอบและรับสินค้าด้วยสีหน้าจริงจัง คังอิงอดไม่ได้ที่จะคิดในใจว่า โชคดีจริงๆ ที่เธอยอมรับพวกเขาเข้ามาทำงาน ไม่อย่างนั้นการหาพนักงานที่เชี่ยวชาญงานมาทำงานคงไม่ใช่เรื่องง่าย หากเป็นเช่นนั้น เธอต้องยุ่งจนหัวหมุนแน่ๆ