อสรพิษเกราะโลหิตเงยหัวแผดเสียงคำรามต่ำๆร่างยาวเหยียดชูขึ้นเหนือพื้นจนคล้ายหอคอยโลหิต ดวงตาสีเหลืองจับจ้องไปยังจิ้งจอกเงาจันทร์ที่ยังยืนอยู่กลางลานประลองอย่างสงบนิ่ง
“ฟ่อออออ!!”
เสี้ยววินาทีต่อมา—มันพุ่งเข้าจู่โจมด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดมหึมา
หางเหล็กหนาหนักสะบัดกวาดเสียดฟ้าราวคลื่นพายุขณะที่เขี้ยวคู่หน้าระยิบระยับด้วยพิษกัดกร่อนสีดำมืด
“จิ้งจอก! หลบซ้ายแล้วแยกร่าง!”หลี่หยางเอ่ยสั้นๆ
ร่างของจิ้งจอกเงาจันทร์สั่นไหวก่อนจะแยกออกเป็เงาสะท้อนสามร่างเคลื่อนที่แยกทิศอย่างลื่นไหล
พรึบ! พรึบ! พรึบ!
หางของอสรพิษกวาดทะลวงไปกลางภาพลวงตาร่างหนึ่งหายไปในหมอกเงา อีกสองร่างเคลื่อนไหวกลับไปสู่มุมมืด
ผู้ชมตาโตช็อคกับความเร็วที่จิ้งจอกใช้หนี
“เร็วเกินไป…แม้แต่อสรพิษก็พลาดเป้า!”
“หมอกโลหิตพิษ!” หลี่เวินหรงะโ
ร่างของอสรพิษส่องแสงโลหิตเกล็ดบนลำตัวเปล่งแสงเข้มขึ้นเป็ชั้นเกราะแข็ง
มันรัดตัวแน่นสะบัดหางหมุนรอบสร้างสนามอันตรายรอบตัว ม่านพิษเริ่มฟุ้งออกทีละน้อย
“ใช้พิษแล้ว! ดูนั่น!”
“ถ้าจิ้งจอกเข้าใกล้ละก็…!”
จิ้งจอกเงาจันทร์กลับะโขึ้นไปสูงเหนือหัวอสรพิษ—เงาร่างพุ่งลงจากเงาของเสาเวที
และทันทีที่ลงถึงพื้นกลับหายวับไปเหมือนไม่เคยมีอยู่ จนกระทั่งเสียงคำรามเบาๆ ดังจากด้านหลังของอสรพิษ
“คิ่ววว…”
จิ้งจอกตัวจริงโผล่จากเงาของหางอสรพิษฟาดกรงเล็บแสงจันทร์ใส่ใต้คางที่ไร้เกราะ
ฉัวะ!!
โลหิตสีดำสาดกระจาย!อสรพิษเกราะโลหิตร่างสะบัดด้วยความเ็ป เสียงร้องคำรามสะท้านลานประลอง
“ไม่…! เ้ามีจุดอ่อนตรงนั้น…”หลี่เวินหรงเบิกตากว้าง
[สกิลจิ้งจอก: แยกเงาจู่โจม]
–โจมตีจากเงาด้วยความเร็วสูงหลายทิศทาง เพิ่มความเสียหายหากโจมตีจุดตาย
[การโจมตียังไม่จบ....?]
“จบเถอะ…” หลี่หยางกล่าวเบาๆ
จิ้งจอกเงาจันทร์เคลื่อนที่สลับเงารอบอสรพิษด้วยความเร็วสายฟ้า
เสียงฟาด เสียงเฉือนดังติดกันราวกับบทเพลงมรณะ
เกล็ดที่แข็งแกร่งถูกเฉือนเป็ทางร่างของอสรพิษเริ่มอ่อนแรง พิษหยุดฟุ้ง
ในที่สุด
หลี่เวินหรงกัดฟันแน่นพลันยกมือขึ้นตวัดในอากาศ
“เ้า! อสรพิษเกราะโลหิต!จัดการหลี่หยางซะ!!”
เสียงหวีดต่ำและแรงลมเย็นวูบพัด
ร่างสีแดงคล้ำของอสรพิษพุ่งออกรวดเร็วเงื้อเขี้ยวพิษจ่อหลี่หยางเต็มแรง
พื้นเวทีแตกร้าวตามแรงกระโจนของมันทุกสายตาตื่นตระหนก
“เขาจะทำอะไร!?”
“มันเป็การจู่โจมตรงต่อผู้ควบคุม!?นั่นผิดกฏหรือไม่!”
เสียงอุทาน เสียงโวยวาย และเสียงสนทนาสับสนดังเซ็งแซ่ไปรอบสนามหลังฉากปะทะอันตรึงตาตรึงใจสิ้นสุดลง
“นั่นมันโจมตีผู้ควบคุมโดยตรงไม่ใช่หรือ!?”
“ผิดกติกาหรือเปล่า!?”
“ถ้าอสูรตัวนั้นกัดโดนหลี่หยางขึ้นมาจะทำอย่างไร!?”
เสียงถกเถียงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็คลื่นกระเพื่อมของความไม่พอใจบางคนถึงกับลุกขึ้นยืนด้วยความตึงเครียด
ขณะนั้นเองเสียงเคร่งขรึมแฝงอำนาจก็เปล่งดังมาจากแท่นที่นั่งของผู้นำตระกูลหลี่
เสียงนั้นดังกังวานพอที่จะให้ทุกคนหยุดลง
“เงียบให้หมด!”
ทุกคนหยุดชะงักหันไปมองผู้นำตระกูลหลี่หลี่ิเจิง—ผู้มีดวงตาเปี่ยมพลังจิตอันลึกล้ำ
เขายืนขึ้นเล็กน้อยก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด
“พวกเ้าทั้งหลายจงจำไว้ให้ดี—ในการประลองระหว่างผู้ควบคุมสัตว์อสูรไม่มีข้อห้ามว่าห้ามโจมตีผู้อัญเชิญ”
“ผู้ใดหวังจะเป็ราชันแค่ซ่อนตัวอยู่หลังอสูรของตนมิใช่วิถีที่แท้จริง”
“หากเป็สนามรบจริง—ศัตรูจะไว้ชีวิตเ้าหรือ....เขาจะโจมตีแค่อสูรของเ้าหรือ....?”
เสียงของเขาหนักแน่นจนน้ำหนักคำกดทับบรรยากาศทั่วลานประลองให้สงบลงอีกครั้ง
“หลี่เวินหรงเลือกใช้วิธีนั้นเองไม่มีใครขัดขวาง และหลี่หยางก็มีสิทธิ์จะป้องกันตนเองเช่นกัน”
คำกล่าวนั้นทำให้หลายคนที่เคยสงสัยต้องนิ่งอึ้งไป
แม้แต่ผู้าุโบางคนจากตระกูลอื่นก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
หลี่เทียนไห่ ปรายตามองเวทีประลองก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มที่แทบมองไม่เห็น
“ในการประลองนี้…หากคิดจะขึ้นเวที เ้าจงพร้อมจะใช้ทั้งตัวเ้าและอสูรของเ้า…ต่อสู้ให้ถึงที่สุด”
เสียงเงียบสงัดก่อนจะตามด้วยเสียงฮือฮาอีกรอบ—แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การโวยวาย
หากแต่คือคลื่นแห่งความยอมรับและเริ่มต้นความเข้าใจต่อคำว่า การต่อสู้จริง อย่างแท้จริง
แต่หลี่หยางกลับยืนนิ่งราวกับสายลมไม่อาจแตะต้องเขาได้
เพียงหลับตาลงชั่วพริบตาเดียวก่อนจะลืมขึ้นอีกครั้งด้วยดวงตาสว่างวาบ
ฝ่ามือของเขายกขึ้นอย่างช้าๆเคลื่อนไหวเป็จังหวะพิสดาร
“เพลงหมัดิญญาหมื่นสรรพสัตว์…”
“กระบวนท่าที่สอง —ฝ่ามือกระแทกิญญา!”
พลันพลังิญญาหมุนวนรอบร่างเขาเกิดเป็เงาอสูรนับไม่ถ้วนลอยคลุมอยู่รอบแขนขวา
เสียงคำรามของสัตว์นานาชนิดดังก้องในมโนสำนึก
จากนั้น…
ปัง!!!
ฝ่ามือซัดออกไปตรงๆพุ่งเข้าปะทะกับหัวของอสรพิษที่กำลังพุ่งเข้ามา
คลื่นพลังโปร่งใสปะทะเข้าใส่กลางหน้าผากอสรพิษเสียงกรีดร้องของมันดังสั่นสะท้านสนาม
ร่างมหึมาชะงักกลางอากาศ
ก่อนจะกระแทกพื้นดัง โครม!
โลหิตสีคล้ำไหลนองจากลำคอดวงตาแดงฉานของมันพลันหม่นแสง
ทันทีที่อสรพิษเกราะโลหิตทรุดร่างแน่นิ่งบนลานประลองาแฉีกขาดจากฝ่ามือกระแทกิญญาของหลี่หยางยังคงสั่นะเือยู่ในใจผู้ชมร่างของหลี่เวินหรงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงและไร้ศักดิ์ศรี
ผู้ชมทั่วสนามนิ่งเงียบ—แม้เสียงหายใจก็หายไปจากอากาศ
“นั่นมัน…”
“เพลงหมัดิญญาหมื่นสรรพสัตว์ ของตระกูลหลี่!”
“กระบวนท่าที่สอง…ระดับนั้นต้องมีพลังิญญาแข็งแกร่งแค่ไหนกัน?”
หลี่เวินหรงเบิกตากว้างมองร่างอสรพิษของตนเองที่แน่นิ่ง
“มัน…หมดสภาพแล้ว?”
หลี่หยางลดมือช้าๆสายตานิ่งเฉยไร้แววสะทกสะท้าน
เสียงกึกก้องจากฝ่ามือของหลี่หยางที่ปะทะร่างของอสรพิษยังดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผู้ชมหลายคนภาพร่างใหญ่ของอสรพิษเกราะโลหิตที่ถูกโค่นล้มด้วยเพียงหนึ่งกระบวนท่ายังคงติดตา
บรรยากาศเงียบงันชั่วขณะก่อนจะตามด้วยเสียงอุทานจากบรรดาสมาชิกตระกูลหลี่ที่นั่งชมอยู่ทั่วสนาม
“นั่นมัน…เพลงหมัดิญญาหมื่นสรรพสัตว์ไม่ใช่หรือ!?”
“เขาใช้กระบวนท่าที่สองได้อย่างสมบูรณ์แบบขนาดนี้เลยงั้นรึ!?”
“หลี่หยางไม่ใช่ว่าฝึกวิชาอัญเชิญไม่ได้มาตลอดหรือ!?”
เสียงตกตะลึงกระซิบกระซาบไปทั่วทิศคนที่เคยเมินเฉยหรือเคยหัวเราะเยาะ ต่างเริ่มเงียบงันลงทีละคนใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความสับสนและยอมรับในเวลาเดียวกัน
บางคนเริ่มนึกย้อน…
“ข้าจำได้…ตอนที่หลี่หยางยังไม่สามารถอัญเชิญสัตว์อสูรได้ เขาถูกล้ออยู่บ่อยครั้ง”
“แต่เขากลับไม่เคยย่อท้อข้าเห็นเขาฝึกฝนเพลงหมัดิญญาหมื่นสรรพสัตว์แทบทุกเช้าใต้ต้นหลิวท้ายลานฝึก”
“เขาเลือกฝึกวิชาประจำตระกูลอย่างเงียบงันแทนที่จะเอาแต่โทษโชคชะตา…”
สายตาที่มองหลี่หยางเปลี่ยนไปไม่มีอีกแล้วแววเยาะเย้ยหรือิ่แคลนเหลือเพียงความทึ่งและยอมรับ—แม้กระทั่งาุโบางคนยังพยักหน้าเบา ๆ
“หากเขายังพัฒนาต่อไปได้แบบนี้…ชื่อของหลี่หยางอาจกลับขึ้นมาในฐานะอัจฉริยะของตระกูลอีกครั้งก็เป็ได้”