แสงอรุณแรกยังไม่ทันแตะขอบฟ้า เสียงจิ้งหรีดเรไรยังก้องอยู่ในม่านหมอก อรตื่นขึ้นตามวิสัย ตรงไปยังห้องพระกับอาจารย์สุเทพผู้เป็บิดา ไหว้พระสวดมนต์รับสิริมงคลวันใหม่ ก่อนจะหันไปต้มน้ำ หุงหาอาหาร เพื่อรอต้อนรับเหล่านักศึกษาที่กำลังจะตื่นขึ้นราวยี่สิบชีวิต
อากาศยามเช้ากลางป่าช่างสงบเย็น อรเดินออกจากเรือนเพื่อจะปลุกเพื่อน ทว่าสายตากลับแลเห็นร่างหนึ่งก้าวช้าๆ ออกมาจากแนวป่าริมเรือน ผมสีแสดจับแสงเพียงริ้วเรือง
สิรินยา
“ยาไปไหนมา?”
อีกฝ่ายไม่ตอบ ไม่แม้แต่จะสบตา ใบหน้าเรียบเฉยอย่างเคย อรยื่นมือคว้าแขนเธอไว้
“เราถามว่ายาไปไหนมา”
“ทำไม?”
“เราเป็ห่วง นี่มันในป่าในเขานะ ถ้ายาหลงไปใครจะรู้... เท้าก็เปื้อนโคลนขนาดนี้ เดินไปถึงไหนมา?”
“ไม่ได้ไปไหนไกล…เห็นมึงมาเลยออกมา”
“นอนไม่หลับเหรอ?”
“อืม”
“ยังไม่ชินสินะ ไว้เดี๋ยวก็ชิน” อรคลายมือที่จับไว้ “ไปอาบน้ำเถอะ พ่อเรากำลังเตรียมข้าว วันนี้จะพาไปเจอชาวบ้าน”
เธอเข้าใจยาดี
เด็กเมืองที่เพิ่งมาเผชิญวิถีชนบทกลางป่าเขา ย่อมต้องใช้เวลา
เมื่อสิ้นคำ อรจึงตรงไปยังเรือนเล็ก ปลุกเพื่อนที่ยังหลับใหลอยู่บนเบาะผืนใหญ่ บอกแผนการของวัน ก่อนจะไปตามเพื่อนอีกกลุ่มในเรือนใหญ่
เมื่อทุกคนพร้อม ต่างก็พากันมายืนรวมหน้าเรือนของอาจารย์สุเทพ แล้วเคลื่อนขบวนตามอรไปยังลานกว้างกลางหมู่บ้าน เหล่าชาวบ้านผู้รอต้อนรับพากันมายืนรายล้อมด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม บนแคร่กลางวงมีพานบายศรีชั้นลด พับจากใบตอง ประดับด้วยดอกไม้ ธูป เทียน และข้าวตอก
“เอ้า! นั่นแหล่ว มาแล้ว!”
เสียงชาวบ้านทำให้ทุกสายตาหันขวับมาที่คณะนักศึกษา
“สวัสดีจ้า”
“สวัสดีค่ะ/ครับ”
เสียงทักทายประสานกันอย่างนอบน้อม ทั้งสองฝ่ายยกมือไหว้ประหนึ่งญาติสนิท อรได้รับการจับมือ โอบไหล่จากหลายคนที่เอ็นดูเธอราวลูกหลานคนหนึ่ง เด็กสาวที่เคยวิ่งเล่นในลานดิน กลับมาอีกครั้งในฐานะว่าที่ผู้นำ
ทุกคนนั่งล้อมวงรอบพาน อาจารย์สุเทพนั่งกลางพิธี เริ่มกล่าวบทเรียกขวัญ เสียงพรดังเป็ทำนองขับกล่อม
“ขอให้แขกผู้มาเยือน ได้พ้อแต่ความดี ไปไสให้คนฮัก อยู่ไสกะให้เพิ่นเอ็นดู เดินทางปลอดภัย เทวดาอำนวย…”
บทเรียกขวัญและคำอวยพรดำเนินต่อเนื่องจนจบพิธี อรจึงพาเพื่อนๆ ต่อแถวเพื่อให้พ่อท่านผู้เฒ่าและชาวบ้านช่วยกันผูกข้อไม้ข้อมือ คำพรหลั่งไหลออกมาด้วยน้ำเสียงเมตตา ด้ายสีขาวซึ่งผ่านการลงอาคมขาวแล้ว ถูกพันรอบข้อมือทีละคน ทีละเส้น จนอ้อมแขนเต็มไปด้วยด้ายศักดิ์สิทธิ์
อรเป็คนแรกที่เสร็จ จึงถอยมายืนข้างพิธีเพื่อรอเพื่อน
“มาโลด อีหล่า…พ่อขอให้เทวดาคุ้มฮักษาเ้าเด้อ อยู่บ้านเฮาบ่ต้องย่านอีหยัง มีพ่อ มีอร แล้วกะมีหมู่เฮาทุกคนพร้อมสิฮ่วมเบิ่งแยง เอ็นดูเ้าคือลูกแท้ๆ เด้ออีหล่า”
น้ำเสียงพ่อท่านอบอุ่นจนหัวใจอรอุ่นตาม เมื่อเห็นก้านพลูรับด้ายจากชายชราด้วยแววตาปริ่ม เธอวิ่งเหยาะๆ มาทางอรเพื่อรอเพื่อน ๆ เช่นกัน
“เมื่อคืนหลับสบายไหม?” อรถามเบา ๆ
“ก็หลับสบายอยู่นะ แต่...กูว่า...กูไม่ได้คิดไปเองนะอร กูได้ยินเสียงคนเดินรอบบ้านเมื่อคืน”
“มันเป็ปกติแหละมึง เ้าบ้านเ้าเรือนเขาแค่ลงมาดูว่าใครมา”
“เ้าบ้านเ้าเรือนบ้านมึงมีเป็สิบ ๆ ตนเลยหรือไง?“
คำถามสุดท้ายของก้านพลูทำให้อรนิ่งไปเล็กน้อย ‘เป็สิบ ๆ งั้นหรือ?’
ยังไม่ทันเอ่ยอะไรต่อ สายตาอรก็เหลือบไปเห็นร่างที่เธอคอยมองอยู่ตลอดเช้า ถึงคราวของยาแล้วที่จะได้ผูกข้อไม้ข้อมือ
“...ขอให้อยู่เย็นเป็สุข……เมตตาซึ่งกันและกันเด้ออีหล่า…”
พ่อท่านเอ่ยคำพรด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาจ้องเด็กสาวตรงหน้าไม่วางตา เช่นเดียวกับยาที่มองตอบกลับไป
รอบพิธียังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ จากนักศึกษาและชาวบ้าน ทว่ามุมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งกลับเงียบงัน เพียงสายตาสองคู่ที่จ้องกันนิ่งแน่ว
“อย่าให้อิ่มแห้งกันเด้อหลาน ไปกินแน ข้าวปลาเฮ็ดไว้ฮ้อนๆเลย ฟ้าวไปกินกันไป”
เสียงชาวบ้านผู้หนึ่งดังขึ้น แทรกความตึงเครียดที่ก่อตัวระหว่างสายตาของสองเด็กสาว เมื่อเห็นว่ายาขยับตัวลุกขึ้น อรก็รีบชวนเพื่อนๆ เดินไปยังโรงครัวซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากลานพิธี
ตามธรรมเนียมเช่นทุกวัน ชาวบ้านจะตื่นแต่เช้ามืด หุงข้าวแกงหม้อใหญ่ นำมารวมไว้กลางลานเพื่อเลี้ยงต้อนรับผู้มาเยือน
หมู่บ้านแห่งนี้สืบสายกันมาอย่างยาวนาน อยู่ลึกเข้าไปหลังูเาสูง ห่างไกลตัวเมืองห่างไกลตัวเมืองเสียจนไม่อาจเข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จะมีก็เพียงคลื่นโทรศัพท์ที่เล็ดลอดเข้ามาในบาง่เวลาเท่านั้น ผู้คนล้วนรู้จักมักคุ้นกันดี บ้านเรือนเรียงรายเรียบง่าย แต่น่าอยู่ยิ่งกว่าที่ใด บัดนี้ เสียงสนทนาระหว่างชาวบ้านกับนักศึกษาจึงดังระงม นักศึกษาคอยจดบันทึกข้อมูลวิถีชีวิตไว้ในสมุดเล่มเล็ก ส่วนชาวบ้านก็เล่าขานเื่ราวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
อรไม่รีบร้อนเก็บข้อมูลนัก เมื่ออิ่มท้องแล้ว เธอจึงปลีกตัวออกมาเงียบๆ เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ไม่มีในตัวเมือง
แต่แทนที่จะได้อยู่ลำพัง เธอกลับพบใครบางคนยืนอยู่ก่อนแล้ว…ร่างคุ้นเคยในท่าทางคุ้นตา
“ไม่ไปคุยกับชาวบ้านหรอยา”
เช่นเคย ยาไม่ตอบ ไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าผู้ถาม
“ยาโอเคไหม?”
ไม่มีคำตอบกลับมา อรจึงพูดต่อเหมือนสนทนากันความเงียบ
“เมื่อเช้าเขาเรียกว่าพิธีเรียกขวัญ เป็การต้อนรับผู้มาเยือนตามความเชื่อของคนอีสาน… ส่วนสายสิญจ์นี้ อย่าเพิ่งถอดนะ เขาให้ไว้ ๓ วัน”
ยามองสายสิญจ์ที่พันรอบข้อมือเหมือนเพิ่งสังเกตเห็น
“มึงเกิดที่นี่หรอ?”
ประโยคถามนั้นทำให้อรเผลอยิ้มน้อยๆ รู้สึกอบอุ่นโดยไม่รู้ตัว
“ใช่ เราเกิดที่นี่ แล้วยาล่ะ เป็คนที่ไหน?”
“ชาวบ้านดูรักมึงดีนะ”
คำตอบไม่ตรงคำถาม แต่ไม่ใช่สิ่งที่อรใส่ใจนัก
“อืม พวกเขาเอ็นดูเราั้แ่เด็ก เพราะเคารพพ่อเรา เราก็เลยได้รับความเอ็นดูตามไปด้วย”
“ก็ดีหนิ”
“ดีตรงไหนล่ะ… ยารู้ไหม ว่ายิ่งเขาเคารพเรามากเท่าไร ความคาดหวังก็ยิ่งถาโถมมาหาเรามากเท่าขึ้น”
น้ำเสียงของอรอ่อนลง แววตาที่เคยแจ่มใสแปรเปลี่ยนเป็เคร่งครุ่น เธอเบือนหน้าไปอีกทาง ครุ่นคิดกับคำพูดตัวเอง ส่วนยา…ยังคงจ้องไปข้างหน้า ราวกับสนทนากับบางสิ่งที่ไม่มีตัวตนตรงหน้า ไม่ใช่คนข้างกาย
ความเงียบโรยตัวลงอีกครา แทนที่ด้วยเสียงนกกระจิบและสายลมเช้าแ่เบา
ไม่ไกลนัก ชายชราร่างผอม มือหนึ่งเท้าบนไม้เท้า ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มชาวบ้านและนักศึกษา แต่แววตาเขานั้น...จับจ้องไปยังลูกสาวของตนและเด็กสาวที่ยืนอยู่เคียงข้างไม่วางตา
