หลังจากที่ให้คำมั่นสัญญาไป เหวินก็เริ่มรู้สึกถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่เข้ามาในชีวิตของเขา มือที่เคยสั่นเทาจากการไม่ยอมรับความจริง กลับสงบลงอย่างน่าประหลาดใจเมื่อเขายอมรับบทบาทการเป็ผู้เฝ้ามองและนักเขียนอีกครั้ง
เด็กสาวทั้งสองนำทางเขาไปที่จุดศูนย์กลางของห้องสมุด ซึ่งมีโต๊ะทำงานไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ้ามีปากกาขนนกที่ดูเก่าแก่ และกระดาษเปล่าที่พร้อมจะรองรับเื่ราวใหม่ เหวินมองดูอุปกรณ์เ่าั้ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัว เขาไม่ได้จับปากกามานานนับปี
“เขียนสิ” เด็กสาวผมสีน้ำตาลทองกล่าวเบาๆ ราวกับจะให้กำลังใจ
เหวินสูดหายใจลึกๆ แล้วค่อยๆ เลื่อนเก้าอี้เข้าไปใกล้โต๊ะ เขานั่งลงอย่างมั่นคง แล้วใช้มือขวาที่เคยอ่อนแรงหยิบปากกาขนนกขึ้นมา ความรู้สึกคุ้นเคยแล่นผ่านปลายนิ้ว ปากกาด้ามนี้ไม่ได้หนักอย่างที่เขาคิด แต่กลับรู้สึกเบาและมั่นคงราวกับเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายของเขาเอง
เขาจ้องมองไปยังกระดาษเปล่าตรงหน้า แล้วความคิดก็เริ่มไหลเวียนเข้ามาในหัวของเขาอย่างต่อเนื่อง เื่ราวที่เกี่ยวกับเด็กสาวทั้งสองปรากฏขึ้นในความคิดของเขาอย่างชัดเจน มันเป็เื่ราวที่เต็มไปด้วยความเ็ป ความเหงา และความหวังที่ริบหรี่
เขาไม่รอช้าที่จะบรรจงเขียนตัวอักษรแรก...
เด็กสาวทั้งสองยืนดูเหวินเขียนอย่างเงียบๆ บางครั้งพวกเธอก็ยิ้มอย่างมีความสุข บางครั้งก็น้ำตาคลอเบ้า ทุกตัวอักษรที่เหวินเขียนทำให้พวกเธอรู้สึกเหมือนกับมีลมหายใจอีกครั้ง พวกเธอเริ่มมีสีสันในชีวิตมากขึ้น สีผมที่เคยดูจืดจางเริ่มเปล่งประกายขึ้น และแสงสว่างรอบตัวก็ดูจะชัดเจนขึ้นด้วยเช่นกัน
เหวินรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพวกเธออย่างชัดเจน เขาตระหนักว่าทุกตัวอักษรที่เขาเขียนไม่ใช่แค่การร้อยเรียงคำพูดเท่านั้น แต่เป็การเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปของเื่ราวที่ถูกทิ้ง ความเ็ปในอดีตของเขาที่เคยเป็เหมือนกำแพงขวางกั้น ตอนนี้ได้กลายเป็สะพานที่เชื่อมต่อเขากับเื่ราวของคนอื่น
เมื่อเขาเขียนจบหน้าแรก เด็กสาวผมสีเงินม่วงก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สดใสกว่าเดิม “ความเ็ปและความงาม...”
เหวินยิ้มบางๆ แล้วพยักหน้าให้พวกเธอ เขารู้สึกถึงความภาคภูมิใจในตัวเองเป็ครั้งแรกในรอบหลายปี เขากำลังทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการเขียนเื่ราวให้จบ นั่นคือการมอบชีวิตให้กับเื่เล่าที่เคยตายไปแล้ว และนี่คือการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ของเขาในฐานะนักเขียนผู้เฝ้ามอง