ตอนที่ 39 ไม่ฉันก็แกที่ต้องตาย
สองวันให้หลัง
ในขณะที่หลิวเฟยกำลังสำรวจการเจริญเติบโตของต้นอ่อนสมุนไพรอยู่นั้นทันใดนั้นเขาก็ได้รับข้อความหนึ่งข้อความ
เมื่อเห็นข้อความแล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปในบัดดลและเขาก็รีบรุดเข้าไปที่บ้านของหลิวอวี้เหลียนในทันที
หลิวเทียนป้าที่กำลังเล่นไพ่นกกระจองกับมิตรสหายสองสามคนเมื่อเห็นหลิวเฟยเดินเข้ามาก็ยิ้มต้อนรับ“ไอ้ลูกเขย มามา มา มาลงขันสักหน่อย ตานี้ฉันกำลังดวงขึ้นพอดีอีกอย่างช่วงนี้นายก็มีตังค์เยอะนี่ ไม่ลงสักหมื่นหยวนเอาใจพ่อตาหน่อยหรือ ?”
“เอาใจผีอะไรเล่า !”
หลิวเฟยไม่ยอมพูดพร่ำทำเพลงเขาดึงประตูแล้วก็เปิดออกในทันที หลิวเทียนป้าเมื่อเห็นอย่างนั้นก็เริ่มรู้สึกโมโห“ไอ้บ้านี่ นายเป็นประสาทอะไรฮะ ฉันเริ่มจะไม่สบอารมณ์แล้วนะ.....”
หลิวเฟยกวาดสายตาไปมองรอบๆ เมื่อไม่เห็นเจ้าตัวก็เลยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขึงขัง “อวี้เหลียนล่ะ ?”
“ไปตลาดนัด”
“ยังไม่กลับมาอีกหรือ”
“แม่สาวนั่นไปตลาดนัดทีไรก็ไปเที่ยวเตร่เต็มๆ วันหนึ่ง มีอะไรรึเปล่า ? ”
หลิวเฟยเอามือประคองหน้าผากจากนั้นก็ส่งโทรศัพท์ไปให้หลิวป้าเมื่อหลิวป้าเห็นอย่างนั้นก็พลันมีอารมณ์ดุเดือดขึ้นมาจะเขวี้ยงโทรศัพท์เขาจนแตกกระจุยให้ได้แต่หลิวเฟยก็แย่งกลับมาได้ทันเวลา “อย่าโวยวายก่อน ไอ้หลิวเป้านั้นเป็นใครลุงก็ยังไม่รู้เลย ไอ้หมอนั้นมันจะทำเรื่องชั่ว ๆ อะไรออกมาก็ได้ ! ”
หลิวเทียนป้าขบฟันดังกรอดแล้วพูดออกมา“ไอ้บ้าเอ้ย มันกล้าดียังไงมาเล่นงานฉัน กล้าดียังไงมาเรียกค่าไถ่ลูกสาวฉันฉันจะเอาคนไปทำลายล้างมันให้สิ้นซาก”
หลิวเฟยส่ายหัวแล้วพูด“ผมรู้ว่าลุงเป็นห่วงอวี้เหลียน ผมเองก็เป็นห่วงเธอไม่น้อยแต่ตอนนี้พวกเราใจเย็นกันก่อน โอเคไหม ? ในข้อความมันก็บอกชัดอยู่แล้วว่าให้ผมไปแค่คนเดียวถ้าหากว่าแจ้งความหรือมีคนอื่นติดตามไปด้วย อวี้เหลียนก็จะถูกฆ่า !ไอ้บ้านั่นมันโหดเหี้ยมเข้ากระดูกดำ หากไม่ทำตามที่มันบอกผมกลัวว่าอวี้เหลียนอาจจะต้องตายขึ้นมาจริง ๆ ”
“ถ้างั้นจะให้ทำไง? นายจะไปคนเดียวจริง ๆ หรือ ? ” หลิวเทียนป้าถาม
“ที่ผมมาครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อหารือแต่จะมาบอกว่าถ้าคืนนี้ก่อนสามทุ่มหากผมและอวี้เหลียนยังไม่กลับมาให้ลุงไปแจ้งความทันที ! เรื่องนี้มันมีสาเหตุมาจากผมเอง ลุงสบายใจได้ผมจะทุ่มสุดแรงที่ผมมีเพื่อที่จะไม่ให้อวี้เหลียนได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย”หลิวเฟยให้คำมั่น
หลิวเทียนป้าขมวดคิ้วเป็นปมแล้วพูดต่อ“ไม่ได้ ถ้าเกิดนายพลาดขึ้นมาจะทำยังไง ? หากอวี้เหลียนได้รับบาดเจ็บขึ้นมานายจะให้ฉันทนเห็นลูกฉันตายก่อนฉันหรือไง ? ”
“ผมจะไม่พลาด ! ”หลิวเฟยยืนกรานอย่างหนักแน่น
“นายบอกว่าจะไม่พลาดแล้วมันจะไม่พลาดขึ้นมาจริงๆ เสียที่ไหน ? ไอ้พวกนั้นอาจจะเอาปืนจ่อหัวนายอยู่ก็ได้”
“ผมเคยผ่านกระสุนปืนมาก่อน”
พูดจบเขาก็เลิกเสื้อเชิ้ตออกให้หลิวเทียนป้าดูหลิวเทียนป้าก็ได้เห็นรอยแผลจากกระสุนบนหลังหลิวเฟยสองสองรอยเขาได้ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง “นี่....เจ็ดปีที่ผ่านมานี้นายไปทำอะไรมากันแน่ ?”
“ตอนนี้เป็นสถานการณ์เร่งรีบผมไม่มีเวลามาเล่าความหลังอะไรมากนักหรอก อวี้เหลียนคงจะบอกใช่ไหมว่าผมสู้คนเป็น ? ตอนนี้ไม่ว่าจะยังไงก็ตามลุงต้องเชื่อใจผมและเรื่องนี้ไม่ควรเปิดเผยให้คนรู้ในตอนนี้ ” หลิวเฟยพูด
หลิวเทียนป้าแอบลังเลนิดหน่อยจากนั้นก็ตบบ่าเขาแล้วจึงพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เสี่ยวเฟย ฉัน หลิวเทียนป้า ไม่เคยต้องขอร้องใครมาก่อนในชีวิตแต่ว่าครั้งนี้นายต้องช่วยให้อวี้เหลียนกลับมาอย่างปลอดภัยให้ได้ฉันมีแค่ลูกสาวคนเดียวเท่านั้น แม่เธอก็ดันมาเสียก่อนวัยอันควรอีก..... ”
หลิวเฟยตอบรับอย่างหนักแน่น“ผมเข้าใจดีครับ ! อวี้เหลียนเป็นเพื่อนเล่นของผมตั้งแต่เด็กเธอเป็นเหมือนน้องสาวแท้ ๆ ของผม ไม่ว่ายังไงก็ตามผมจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเธอเด็ดขาด จำสิ่งที่ผมบอกไว้ให้ดี เดี๋ยวผมจะกลับไปเตรียมตัวแล้วจะออกเดินทางหลังจากนั้น”
หลิวเฟยกำชับเขาอีกครั้งจากนั้นก็รีบเดินทางกลับบ้าน แล้วสวมเสื้อนอกที่ดูจะแสนธรรมดา แล้วก็ไม่ลืมที่จะพกเข็มเงินสิบกว่าเข็มติดตัวไปด้วยแล้วก็แยกใส่กระเป๋าลับด้านในของเสื้อนอก เขาเอาด้ายมาเย็บไว้หยาบ ๆ จากนั้นก็ออกเดินทาง
และในขณะนั้นเองหลี่อวิ๋นโหรวก็โทรมาถามว่าอาหารทะเลที่จับได้จะออกเดินทางไปส่งเมื่อไรหลิวเฟยก็ได้บอกเธอไปว่าเขามีธุระด่วนในเมืองที่จะต้องไปสะสางให้เธอรับซื้อแล้วเอากลับมาที่บ้านก่อน รอเขาสะสางธุระเสร็จแล้ว เขาจะไปขายเอง
หลี่อวิ๋นโหรวถามต่ออีกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเขาก็ไม่ยอมตอบ จากนั้นก็วางสายไป
เมื่อออกจากภูเขาไห่หมิงเขาก็เดินอ้อมอยู่ 1 รอบ จากนั้นก็ไปโผล่ที่ชายหาดทางด้านตะวันตก
เพราะว่าใกล้ค่ำขึ้นมาเต็มทีแล้วเลยทำให้ริมชายหาดมีผู้คนให้เห็นบางตา และก่อนที่ราตรีจะมาเยือนนั่นเองเรือสปีดโบ๊ตสีขาวลำหนึ่งได้ลอยมาจอดตรงหน้าเขา
แล้วก็มีผู้ชายที่สวมแว่นตาดำสองคนกระโดดลงมาริมหาดแล้วก็ทำการค้นตัวหลิวเฟย เมื่อมั่นใจแล้วว่าเขาไม่ได้พกอาวุธอะไรติดตัวมาก็พาตัวเขาขึ้นไปบนเรือแล้วก็จับมือเขาไขว้หลังจากนั้นก็ใช้เชือกมัดเอาไว้
ภาพที่อยู่ตรงหน้าเหมือนเดจาวูหลิวเฟยแอบหัวเราะในใจ นี่เขาโดนมัดอีกแล้วสินะ
หากลองนับดูแล้วตั้งแต่ที่กลับมาถึงหมู่บ้านหลิว เขาโดนมัดรวมทั้งสิ้น 4 ครั้งแล้ว
ครั้งแรกและครั้งที่สองนั้นถูกมัดเมื่อคราวที่หลิวเทียนป้าบังคับให้เขาแต่งงานและการที่ถูกมัดทั้งสองครั้งนั้นเขาก็หลบหนีมาได้โดยที่แทบจะไม่ได้ขยับหรือส่งเสียงอะไร
ครั้งที่สามก็คือเมื่อครั้งที่เขากับโม่อวี้ไปจับไอ้แฮกเกอร์วิปริตคนนั้นเขาให้โม่อวี้ใช้ผ้าไหมสีดำมัดขามัดแขนเขาไว้แต่เขาก็ปลดเปลื้องได้โดยที่แทบจะไม่ต้องออกแรง
และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สี่ครั้งนี้ดูเหมือนว่ากะจะมัดให้มือเขาไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลยใครจะไปรู้เล่าว่าพวกเขากำลังเล่นอยู่กับนักแก้เชือกมือฉมังเขาก็แค่แสร้งทำเป็นติ๋ม ๆ เท่านั้นเอง
พวกเขาคงจะคิดว่ามัดหลายรอบแล้วจะปลอดภัยแต่ในความเป็นจริงนั้นกลับทำให้เขาสามารถใช้วิชาอำพรางทำให้พวกเขาหลอกตาพวกนี้ได้
“หลิวเฟยแกอย่าคิดเล่นตุกติก ไม่อย่างนั้นผู้หญิงคนนั้นจะต้องตาย”
คนหนึ่งกล่าวเตือนจากนั้นก็รีบขับเรือสปีดโบ๊ตมุ่งหน้าสู่ทะเลลึก
หลิวเฟยลองมองหน้าทั้งสองคนจากนั้นก็เอ่ยถาม“พวกนายเป็นคนของหลิวเป้าหรือ ? ทำไมฉันไม่เคยเห็นมาก่อน? ”
สองคนนั้นไม่ยอมปริปากพูดอะไร
หลิวเฟยลุกขึ้นไปนั่งข้างกายของชายหนุ่มจากนั้นก็เริ่มปั่นหัวคนพวกนี้ “ทำไมสีหน้านายดูไม่ได้เลยล่ะ ? เมาเรือหรือ? นี่มันแผนใครกัน ไม่ใช่จงใจจะทำให้นายติดกับซวยเองหรอกหรือ ?”
“แม่งแกลองพูดออกมาอีกสิ ! ”
ผู้ชายคนนั้นก็รีบรุดตัวเข้าไปหาหลิวเฟยเเล้วมองเขาด้วยด้วยความโกรธจัดพร้อมกำหมัดแล้วยกขึ้นเตรียมจะต่อยเขา
ส่วนชายอีกคนที่กำลังขับเรืออยู่ก็รีบหันมาปราม“ช่างเถอะ มันใกล้จะตายเข้าไปทุกทีแล้ว จะไปถือสามันทำไม ? อีกอย่างหลิวเป้าไม่ได้สั่งแล้วหรือไงว่าอย่าพูดะไรกับมันอย่าไปต่อสู้กับมัน จะได้ไม่ตกหลุมพรางของมัน แกจำไม่ได้หรือไง ?”
ชายคนนั้นก็ทำได้แค่ถลึงตาใส่หลิวเฟยแล้วไม่ยอมพูดอะไรต่อไป
หลิวเฟยก็เผยอปากแล้วส่ายหัวเล็กน้อยไอ้สองหนุ่มนี่คิดเอาเองว่าตัวเองรอบคอบดีแล้ว แต่จริง ๆพวกเขาไม่รู้ตัวว่าพวกเขาได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญบางอย่างออกมา
เมี่อกี๊ชายคนที่เรียกชายคนนั้นทำไมถึงเรียกหลิวเป้าว่าหลิวเป้า? ถ้าเกิดว่าเป็นลูกน้องของหลิวเป้าจริง ๆ จะกล้าแทนเขาด้วยชื่อจริงหรือ? นี่มันชัดเจนมากว่าพวกเขาไม่ใช่ลูกน้องของหลิวเป้า
นี่หมายถึงอะไร ?
นี่ก็หมายความว่าคนที่จ้องจะฆ่าเขาในครั้งนี้ไม่ใช่หลิวเป้า
ทว่าตั้งแต่ที่เขากลับมาที่หมู่บ้านหลิวนอกจากหลิวเป้าและหลู่อิงปินแล้วก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีศัตรูคนไหนอีกหรือว่าจะเป็นหลู่อิงปิน ?
เมื่อนึกได้ดังนั้นเขาก็ย่นหน้าผากเหมือนกำลังขบคิดอะไรบางอย่างจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าครั้งแรกที่เขาเจอหลู่อิงปินแล้วที่หลู่อิงปินบอกว่าโลกมันช่างกลมเหลือเกินนั้นหมายความว่าเขาเป็นคนที่คอยหนุนหลังหลิวเป้าอยู่ตลอดมา?
เมื่อลองคิดดูดี ๆแล้ว หลิวเฟยก็เห็นว่ามันน่าจะมีความเป็นไปได้
ความเหิมเกริมของหลิวเป้าทำให้เขาเข้าใจในทันทีหากว่าไม่มีผู้ทรงอิทธิพลอย่างเช่นคนตระกูลหลู่คอยหนุนหลังด้านการเงินอยู่หลิวเป้าก็คงไม่อาจทำเรื่องชั่ว ๆ ขนาดนี้ได้
แต่นี่ก็ยังเป็นเพียงสมมติฐานของเขาเท่านั้นเขาจำต้องหาทางพิสูจน์ให้ได้ว่าสมมติฐานของเขาเป็นจริงหรือไม่
เมื่อลองคิดรอบคอบดีแล้วเขาก็กระแฮมแล้วเอ่ยถาม “ขอถามพวกนายหน่อยก็แล้วกันฉันได้ยินมาจากโม่อวี้ว่าหลู่อิงปินนกเขาไม่ขัน มันเป็นอย่างนี้จริงรึเปล่า ? น่าสงสารจังเกิดมาเป็นขันทีนี่พอรับได้นะ แต่เด็กในท้องของเพื่อนสนิทโม่อวี้นี่สิเป็นลูกคนอื่นด้วยรึเปล่า? แบบนี้มันโดนสวมเขานี่นา ! ”
“ไอ้ห่านี่แกพูดอะไรนะ ? ”
“แม่งมึงเอ๊ยความตายอยู่บนหัวแล้วแท้ ยังจะมาปากหมา เดี๋ยวฉันจะเอามีดแทงให้ตายตรงนี้ซะเลย ! ”
.......
คำพูดของหลิวเฟยส่งผลต่อชายหนุ่มสองคนนั้นเป็นอย่างมากหลิวเฟยแอบยิ้ม เป็นไปตามคาดจริง ๆว่าหลู่อิงปินนั้นคอยหนุนหลังหลิวเป้าอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ช่างบังเอิญจริง ๆ !
ชายหนุ่มสองคนยิ้มแหย ๆและเหมือนจะนึกขึ้นได้ในทันทีว่าได้ตกหลุมพรางเขาเข้าแล้ว และหนึ่งในชายหนุ่มก็เกิดอารมณ์พลุกพล่านแล้วควักมีดสั้นที่เหน็บเอวออกมาแล้วแทงไปที่หลิวเฟยส่วนหลิวเฟยนั้นก็หลบได้อย่างรวดเร็วแล้วเตะเข้าที่หน้าแข้งของเขาจนล้มลงไปฟุบอยู่ที่กราบเรือแล้วก็เอาเท้ากระทืบซ้ำเข้าไปบนแผ่นหลังของเขาอีกที แล้วคำรามขู่“นายคิดว่าฉันจะกลัวหรือ ? หากคิดจะขยับอีกฉันจะจับนายโยนให้ฉลามมันกินซะ ! ”
ตอนนี้ชายหนุ่มที่กำลังโมโหเดือดดาลอยู่นั้นก็พยายามจะขยับเยื้อนตัวเองอย่างสุดฤทธิ์แต่กลับรู้สึกราวกับมีก้อนหินที่หนักราวหนึ่งตันคอยทับหลังเขาเอาไว้ไม่ว่าจะพยายามขยับเท่าไรก็ไม่อาจเขยื้อนได้เลยแม้แต่นิด
ชายที่กำลังขับเรือเมื่อเห็นสถานการณ์ดังนั้นก็พูดด้วยความหวาดกลัว“หลิว....หลิวเฟย แกจะทำอะไร ? แกไม่อยากให้หลิวอวี้เหลียนมีชีวิตต่อแล้วหรือไง? ”
“เดิมทีฉันก็ให้ความร่วมมืออยู่หรอกนะแต่พวกนายมากันมายั่วโมโหฉันเสียก่อน ! อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าหลิวเป้าและหลู่อิงปินรวมหัวกันเล่นงานฉันที่จริงฉันรู้ตั้งนานแล้ว ดังนั้นพวกแกก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรฉันอีกต่อไป”หลิวเฟยพูด
“แก....แกปล่อยตัวเพื่อนฉันก่อนแล้วค่อยมาว่ากัน”ชายหนุ่มคนขับเรือพูด
หลิวเฟยเคลื่อนเท้าของตนออกจากนั้นก็เตะเขาไปที่ฝั่งหนึ่ง “พวกนายก็มีภารกิจ ถ้าอยากให้ภารกิจลุล่วงไปโดยดีเราก็มาสงบศึกกัน โอเคไหม ? ”
เมื่อได้ยินเขาพูดดังนั้นชายหนุ่มทั้งสองคนก็ไม่พูดมากอีกต่อไป
ราวครึ่งชั่วโมงให้หลังเรือสปีดโบ๊ทก็ได้ขับมาจอดเทียบกับเรือประมงอีกลำที่สภาพดูทรุดโทรมแต่ก็ดูเป็นเรือที่มีขนาดใหญ่มากพอสมควร
หลิวเฟยก็ถูกลากขึ้นไปบนเรือประมงจากกนั้นขายหนุ่มทั้งสองก็เอากระบอกปืนจี้ที่หัวของเขาแล้วลากเขาไปที่ห้องโดยสารบนเรือ
เมื่อเข้าไปด้านในแล้วเขาก็เห็นชายหนุ่มสองคนกำลังจับตาดูเฝ้าหลิวอวี้เหลียน หลิวเฟยจึงรีบเอ่ยถามเธอ“อวี้เหลียน พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเธอใช่ไหม ? ”
หลิวอวี้เหลียนส่ายหัวแล้วตะโกนออกมา“ไอ้พี่บ้า ใครบอกให้พี่มาที่นี่ ? พวกเขาจะฆ่าพี่นะนี่ไม่รู้ตัวหรือ ? ”
“ปัง ! ”
ทันใดที่ได้ยินเสียง“ปัง” ดังขึ้นมา เธอก็ตกใจจนขวัญเสีย เธอคิดว่าหลิวเป้าฆ่าหลิวเฟยเข้าให้แล้ว แต่ใครเล่าจะไปรู้ว่านั้นคือเสียงที่หลิวเป้าคนที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องกัปตันทำขึ้นมาเอง
หลิวเฟยเจอมามากพอแล้วกับสถานการณ์แบบนี้คิดว่าเกมแกล้งหลอกเด็กแบบนี้จะทำให้เขาขวัญอ่อนได้หรือ ?
เมื่อเห็นหลิวเป้าสวมเสื้อคอจีนสีขาวกางเกงสีขาวและรองเท้ากีฬาสีขาว หลิวเฟยเห็นอย่างนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มทัก “ไงไอ้อันธพาล นายใส่ชุดขาวทั้งตัวอย่างนี้กะจะใส่ไว้อาลัยให้กับงานศพของตัวเองหรือไง? ”
หลิวเป้าควงกระบอกปืนในมือจากนั้นก็กุมท้องหัวเราะเสียดัง “เห็นแล้วยัง ? เมื่อกี๊ข้าเพิ่งจะบอกพวกแกเองว่าเพื่อนของข้าคนนี้มันไม่รักตัวกลัวตายเลยสักนิดไงล่ะ คราวนี้เชื่อหรือยัง ? พวกแกคิดว่ามันตั้งใจทำให้ความหวังดีของข้าสูญเปล่าหรือไม่นี่ข้าอุตส่าห์เห็นแก่ข้อที่ว่าเราทั้งสองมีบรรพบุรุษเดียวกันข้าก็เลยตั้งใจจะแต่งขาวเพื่อไว้อาลัยให้กับการตายของมัน”
“ไม่รักตัวกลัวตายจริงๆ ด้วย เอายังไงดีครับพี่ใหญ่ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาจัดการมันเสียตอนนี้เลยดีไหมครับ ? ” ลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยออกมา
“จะรีบร้อนไปทำไมกันขับออกไปที่แถบน่านน้ำลึกหน่อยสิ ไอ้บ้านี้มันหนังเหนียวปลาธรรมดาคงจะกัดแทะศพมันไม่เข้า ต้องเป็นฉลามเท่านั้น ! ”
หลิวเฟยลองกวาดสายตาไปมองภายในเรือและเห็นว่าพวกเขาทั้งหมดมีกัน 8 คน และมี 2 คนในนั้นที่พกปืน 2 กระบอกในมือท่าทีก็ดูหนักแน่นไม่น้อย เขาคาดคะเนเอาว่าสองคนนั้นน่าจะเป็นมือปืนรับจ้าง
หากลองคำนวณดูแล้วถ้าเกิดว่านับคนที่ขับเรืออยู่ในห้องกัปตันด้วยนั้น บนเรือนี้ก็จะมีคนทั้งหมด 11 คนด้วยกันหนึ่งต้องฟาดฟันเก้า ต้องเผชิญหน้ากับกระบอกปืนนั้นไม่ว่าแต่ยังจะต้องช่วยให้หลิวอวี้เหลียนหนีออกไปครบทั้งสามสิบสองประการอีกต่างหากภารกิจครั้งนี้ถือว่ามีความท้าทายสำหรับเขาเป็นอย่างมาก
แต่ว่าเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วเกมนี้ถ้าพวกมันไม่ตาย ก็ต้องเป็นเขาและอวี้เหลียนที่ต้องตายเขารอนแรมไปทั่วโลกตั้งหลายปี หากต้องกลับมาตายด้วยน้ำมืออันธพาลกระจอก ๆแล้วเขาจะเอาหน้าไปสู้กับพี่น้องที่เคยร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาได้อย่างไร ?