เมื่อเดินออกจากโรงเตี๊ยมมาได้ไม่ไกล กัวเจ๋อเทา และหลี่ซ่าน ได้ผ่อนความเร็วเท้าลงเนื่องจากพวกเขาจับสังเกตได้ว่ามีเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินตามพวกเขามาสักระยะหนึ่งแล้ว ทั้งสองมองสบตากันเพื่อส่งสัญญาณ จากนั้นกัวเจ๋อเทาจึงเดินต่อไปข้างหน้า ส่วนหลี่ซ่านเดินแยกเข้าซอยข้างตึกไป เมื่อกัวเจ๋อเทาเดินต่อไปได้เพียงไม่กี่ก้าวโดยมีฝีเท้าลึกลับคอยเดินตามทิ้งระยะห่างเล็กน้อย หลี่ซ่านที่เดินทะลุซอกตึกอ้อมไปด้านหลังก็พุ่งตัวออกมาปรากฏกายอยู่ข้างหลังหวางหลี่จุนที่เดินตามพวกเขามา เขาคว้าที่คอเสื้อของหวางหลี่จุนออกแรงดึงรั้งขึ้นจนเท้าลอยอยู่เหนือพื้น
“ช้าก่อน ช้าก่อน นายท่าน ข้ามาดี ข้ามาดี” หวางหลีจุนดิ้นเร่าๆอยู่กลางอากาศพลางเอ่ยห้ามเสียงหลง
“เ้าตามข้ามาทำไม” กัวเจ๋อเทาที่เดินอยู่ข้างหน้าหันกลับมาถามเสียงดุดัน
“ข้าน้อยรู้ว่าท่านกำลังตามหาคน ข้า ข้ามีข่าวมาบอกท่าน” หวางหลีจุนรีบเอ่ยออกไป ราวกับว่าหากช้ากว่านี้คงจะไม่เหลือชีวิตให้เอ่ยใดๆอีก “ปล่อยข้าก่อน นายท่าน ข้าจะไม่ไหวแล้ว”
เขาร้องลั่นพลางแกะมือที่แข็งราวคีมเหล็กออกจากคอเสื้อไปด้วย หลี่ซ่านหันไปสบตากับกัวเจ๋อเทา และเมื่อกัวเจ๋อเทาพยักหน้าให้ เขาจึงปล่อยมือจนร่างหวางหลีจุนร่วงลงไปกองอยู่กับพื้น
“เ้ารู้อันใดมา รีบบอกข้ามาอย่าเล่นลิ้น” กัวเจ๋อเทาตะคอกถาม
“ได้ๆ ข้าบอกท่าน ข้าจะบอกทุกอย่างที่ข้ารู้ข้าเห็น เพียงแต่..ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน” หวางหลีจุนยกยิ้มเ้าเล่ห์
“ตกลง หากสิ่งที่เ้าบอกเป็ประโยชน์ ข้าย่อมมีรางวัลให้เ้าอย่างงาม แต่หากเ้าโป้ปดแม้แต่น้อย ข้าจะตัดลิ้นเ้าเสีย” กัวเจ๋อเทาข่มขู่สีหน้าเหี้ยมเกรียม
“ข้าน้อยมิกล้า มิกล้า” หวางหลีจุนยกมือขึ้นชนกันอย่างนอบน้อม
“เมื่อคืนก่อนข้าน้อยเห็นชายรูปร่างผอม แต่งกายชุดดำ เขาได้รับาเ็อย่างหนัก ข้าเห็นเขาเดินโซเซมาล้มลงที่หน้าจวนสกุลจาง” หวางหลีจุนหยุดเล่าเหตุการณ์เพียงแค่นั้น พลางหรี่ตามองปฏิกิริยาของสองชายฉกรรจ์
“แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ใด” กัวเจ๋อเทาเอ่ยถามอย่างรนร้อน
“ข้าเห็นคนของสกุลจางพาเขาขึ้นรถม้าออกไปจากหน้าจวนขอรับ แต่ข้าแอบอยู่ไกลจึงไม่ได้ยินว่าเขาจะไปที่ใด”
“คนเจ็บจะไปที่ใดได้นอกจากโรงหมอ” หลี่ซ่านเอ่ยกับกัวเจ๋อเทา
“เ้าทราบหรือไม่ว่าคนที่พาเขาไปเป็ใคร” กัวเจ๋อเทาเอ่ยถามหวางหลี่จุนต่อ
“ข้าน้อยมิทราบ แต่เป็สตรีหนึ่ง บุรุษหนึ่ง สตรีผู้นั้นงามราวเทพธิดา รูปร่างอรชรแต่งกายสวยงาม ส่วนบุรุษข้าน้อยเห็นจากเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่น่าจะเป็บ่าวของสกุลจาง รูปร่างผอม ไม่เตี้ยไม่สูง”
“เ้าเห็นเช่นนั้นจริงรึ”
“ข้าน้อยเห็นมากับตา มิได้โกหกแม้แต่น้อย”
กัวเจ๋อเทากับหลี่ซ่านเมื่อได้ยินดังนั้นก็หันมองสบตากัน จากนั้นกัวเจ๋อเทาจึงดึงถุงเงินออกมาโยนให้หวางหลีจุน หวางหลีจุนเห็นดังนั้นรีบตะครุบถุงเงินไว้ราวกับสุนัขกระหายเนื้อก็มิปาน แววตาเป็ประกายด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“ขอบคุณนายท่าน ขอบคุณ” หวางหลีจุนยิ้มจนตาหยี
กัวเจ๋อเทา “เ้าอยากได้เงินมากกว่านี้หรือไม่”
หวางหลีจุน “โธ่นายท่าน ใครเล่าจะไม่อยากได้เงิน”
“ถ้าเช่นนั้นเ้าจงจับตาดูความเคลื่อนไหวของจวนสกุลจางเอาไว้ เมื่อมีข่าวอีกให้รีบมาบอกข้า ข้ากัวเจ๋อเทาแห่งบ้านเศรษฐีจ้าวจะตบรางวัลให้เ้าอย่างงาม”
“ได้ขอรับท่านกัว ข้าน้อยจะจับตาดูไว้ เมื่อมีข่าวข้าจะรีบไปรายงานท่าน ขอบคุณท่านกัว ขอบคุณ” หวางหลีจุนกล่าวอย่างยินดี ครั้นนึกได้ว่าจำนวนเงินที่อยู่ในมือตอนนี้ไม่น้อยเลย สามารถซื้อสุราได้หลายไหก็เกิดน้ำลายสอจนต้องยกแขนขึ้นมาเช็ดปาก
หลังจากมื้ออาหารเช้า จางหลิวหยางพาเสี่ยวไป๋เข้าไปวิ่งเล่นในสวนดอกไม้ นางถือโอกาสไปเก็บดอกอัญชันที่เหลือด้วยเพื่อไม่ให้มันร่วงโรยไปก่อน และยังให้ลี่อินสาวใช้ไปช่วยเก็บด้วยอีกคนจะได้เร็วขึ้น จางหลิวหยางตั้งใจจะนำมาใช้ทำชาดอกอัญชันเพื่อเสิร์ฟให้จางหลิวเหว่ย และเจียลี่
เมื่อเก็บดอกอัญชันได้จำนวนมากพอแล้ว จางหลิวหยางก็นำมาที่โรงครัว จากนั้นจึงสั่งให้สาวใช้นำดอกอัญชันที่เก็บมาได้สองตะกร้าใหญ่วางเรียงไว้ในตะแกรงโลหะ และให้นำไปวางตากแดดจัดเป็เวลา 2 วัน คอยดูแลไม่ให้ถูกแมลงกัดกินหรือสกปรก จนกว่าดอกจะแห้ง เมื่อแห้งดีแล้วก็ให้บรรจุใส่ไว้ในโหลแก้วปิดฝาให้สนิทเก็บไว้
เข้าสู่วันที่สามหลังจากที่จางหลิวหยางได้ส่งชายแปลกหน้าไปรักษาอาการาเ็ โดยฝากให้พักฟื้นที่โรงหมอเพื่อจะได้มีคนดูแลใกล้ชิด และเนื่องจากเขายังไม่ได้สติ จึงไม่สามารถซักถามเื่ราวความเป็มาหรือญาติมิตรได้ สองวันที่ผ่านมาให้หงเป่าลอบออกไปติดตามอาการ ก็พบว่ายังเป็แบบเดิม ร่างกายยังไม่ฟื้นตัว ต้องให้ยาแก้อักเสบ และต้องนอนพักรักษาอาการเป็ส่วนใหญ่ ตอนนี้หงเป่าก็ออกไปอีกเช่นเดิม จางหลิวยางจึงรอเขากลับมาแจ้งข่าว
“คุณหนู คุณหนูขอรับ”
ระหว่างที่จางหลิวหยางกำลังอธิบายวิธีทำชาจากดอกอันชันกับสาวใช้อยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเรียกของหงเป่าดังมาจากหน้าประตูโรงครัว
“เ้าทำให้เรียบร้อยตามที่ข้าบอกนะ” จางหลิวหยางกำชับสาวใช้และรีบออกไปทันที
“อาเป่า มีอะไรหรือ อาการเขาเป็อย่างไร”
“วันนี้ตอนข้าไปเขาไม่ได้หลับเหมือนสองวันก่อน ท่านหมอบอกว่าอาการดีขึ้นแล้ว ข้าเข้าไปคุยกับเขา แต่เขาไม่ยอมตอบคำถามข้า เอาแต่นิ่งเงียบขอรับ”
“ทำไมจึงเป็เช่นนั้น”
“ข้าก็จนใจ เขาไม่ยอมเอ่ยอันใดกับใครเลย นอกจากท่านหมอถามอาการเขาถึงยอมตอบ”
เมื่อได้ฟังดังนั้นจางหลิวหยางก็รู้สึกสงสัยเป็อย่างมาก
“มีเื่แปลกอีกนึงขอรับ”
“เื่อะไรหรือ”
“ก่อนถึงจวนข้าแวะซื้อหมั่นโถวหน้าโรงเตี๊ยมบุปผา ข้าเห็นมีผู้ชายสองคนท่าทางน่ากลัวมาตามหาคนขอรับ ข้าจำได้ว่าเป็คนของบ้านเศรษฐีจ้าว”
จางหลิวหยาง “ตามหาคน..”
“ใช่ขอรับ ข้าเห็นพวกเขาท่าทางแปลกๆ จึงแอบฟัง ได้ยินพวกเขาถามกับเสี่ยวเอ้อว่าเห็นผู้ชายรูปร่างผอม ใส่ชุดดำ มีอาการาเ็ผ่านมาแถวนี้หรือไม่ หรือจะเป็คนที่เราช่วยไว้ขอรับ”
“ที่เ้าพูด ก็อาจเป็ไปได้ ว่าแต่..เศรษฐีจ้าวคือผู้ใดหรือ”
“จ้าวฝูิ เป็คนฐานะร่ำรวยของเมืองนี้ขอรับ เขาค้าขายเครื่องเคลือบดินเผากับพวกเวียดนาม เขายังมีโรงงานผลิตเครื่องเคลือบดินเผาด้วย ข้าได้ยินว่าเขาส่งคนไปหาคนงานจากชาวบ้านตามอำเภอเล็กๆ ชาวบ้านพวกนั้นก็ยินดีส่งลูกหลานมาทำงานกับเขา เพราะเขาให้เงินดี ได้อยู่ฟรี กินฟรีด้วยขอรับ”
“หากที่เ้าพูดมาเป็ความจริง เหตุใดเด็กชายผู้นั้นจึงไปเกี่ยวข้องกับบ้านสกุลจ้าวได้ ช่างน่าแปลกนัก”
“คุณหนู หรือว่าคนผู้นั้นเป็ขโมย อาจจะแอบลักลอบเข้าไปขโมยของในบ้านสกุลจ้าว แต่ถูกจับได้บ่าวของสกุลเ้าจึงเล่นงานเอา และสกุลจ้าวส่งคนมาตามจับตัวขอรับ” หงเป่าเริ่มคาดเดาและมีสีหน้าถอดสีลงเรื่อยๆ
“ไม่ถูก หากคนผู้นั้นเป็ขโมย เหตุใดคนสกุลจ้าวจึงไม่แจ้งทางการให้ช่วยตามจับ ไหนเลยต้องเปลืองแรงมาตามหาเองเล่า” จางหลิวหยางขมวดคิ้วครุ่นคิด
“งั้นเอาอย่างนี้ คืนนี้ข้าจะไปพบเขาเพื่อสอบถาม เขาไม่ตอบเ้า แต่เขาต้องตอบคำถามข้า”
เมื่อได้ยินดังนั้นหงเป่าก็ใจนตาโต รีบทักท้วง “จะดีหรือคุณหนู ข้าว่าเราช่วยเขาจนอาการดีขึ้นแล้ว ปล่อยเขาไปเถอะขอรับ”
“นี่อาเป่า เื่นี้เ้าไม่คิดว่ามันน่าสงสัยหรือไง อีกอย่างช่วยคนก็ควรช่วยถึงที่สุด ”
“แต่ข้าว่าคุณหนูไม่ควรไปยุ่ง หากคุณหนูอยากช่วย เราแจ้งทางการให้ดูแลต่อดีไหมขอรับ”
“ข้าอยากไต่ถามเขาก่อน หากมีเื่ไม่ชอบมาพากลจริง ตอนนั้นเราค่อยแจ้งทางการ”
หงเป่า “…”
“ทำตามที่ข้าบอก คืนนี้พอไฟห้องพ่อข้าดับแล้ว เราจะออกไปทางประตูเล็ก เ้าเตรียมตัวให้พร้อมด้วย” หลิวหยางกำชับเสียงเข้ม
ส่วนหงเป่าจะทำอย่างไรได้อีก นอกจาก.... “ขอรับคุณหนู”