ตอนที่ 4 ตำราลึกลับ
ของที่หนิงอันนำมาขายนับเป็ที่นิยมของคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะสมุนไพร เพียงไม่นานก็ขายหมดเกลี้ยง ยังมีผักที่นางนำมาขาย ก็พลอยโดนผู้คนซื้อติดไม้ติดมือไปด้วย
"ข้าเอาสมุนไพรตากแห้งสองชุด"
"ข้าเอาสามชุด"
"ข้าเอาสมุนไพรต้นนั้น"
"ผัก ผัก ข้าเอาผัก ใส่ในตะกร้าข้าเลย"
"อะไรกัน หมดแล้วหรือ?"
"เพ้ย ข้าเพิ่งจะขอเงินเมียมาซื้อ กลับหมดเกลี้ยงแล้วเสียได้"
หลายคนที่ซื้อไม่ทันต้องแสดงท่าทีเสียดายออกมา
หนิงอันรวบถุงผ้าที่ซึ่งด้านในมีเงินหนักอึ้ง น่าจะประมาณสักราว 100 กว่าอีแปะ นับเป็เงินที่ไม่ใช่น้อย ก่อนเอาถุงเงินสอดไว้ในอกเสื้อ พลางลูบเบาๆ อย่างเบิกบานใจ จากนั้นกล่าวกับคนที่เหลือว่า "ต้องขออภัยด้วย สมุนไพรกับผักขายหมดแล้ว เอาไว้วันหน้าข้าจะกลับมาขายอีกครั้ง ทุกท่านโปรดรอคอย" กล่าวพลางผสานมือคารวะ
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ ผู้คนที่เหลือล้วนส่งเสียงอย่างไม่เต็มใจ สีหน้าแสนเสียดายยิ่ง
หวังหลี่ที่ยืนดูอยู่ด้านข้างได้แต่ตะลึงตาค้าง ตนกระทั่งยังไม่ตั้งแผงขาย แต่นังหนูกลับโดนผู้คนดักซื้อระหว่างทาง ไม่นานก็ขายหมดเกลี้ยงตะกร้าแล้ว นี่มันเกินคำล่ำลือไปแล้ว
ยามนั้นหวังหลี่พลันตั้งสติกลับมา ขณะที่เห็นผู้คนมากมายรายล้อมไม่ทันได้จากไป หวังใช้โอกาสนี้ขายพืชผักตัวเอง จึงร้องะโขึ้นว่า "ข้าเองก็มีผักขาย ท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งรีบร้อนจากไป รับรองผักของข้าก็สะอาดอร่อยไม่แพ้ของนังหนูหนิงอัน"
แต่ปรากฏว่าคนเ่าั้เพียงปรายตามองหญิงวัยกลางคนแวบเดียว ก็พากันส่ายหน้าหันหลังเดินจากไปอย่างไม่แยแสสนใจ
หวังหลี่ถึงกับลอบสบถด่าในใจ คนพวกนี้จะอยุติธรรมเกินไปแล้ว จากนั้นหันหน้าไปกล่าวกับหนิงอันว่า "ดูสิดู ผักของเ้ากับของป้าต่างกันที่ใด? แต่คนพวกนั้นกลับไม่สนใจ น่าชังนัก!"
หนิงอันหัวเราะพลางสะพายตะกร้าเปล่าขึ้นหลัง ค่อยกล่าวว่า "ข้าขายหมดแล้ว เห็นทีจะไม่ได้ตั้งแผงขายเป็เพื่อนท่านป้า"
หวังหลี่มองค้อนคราหนึ่ง "เ้าขายหมดแล้วเ้าพูดได้ เอาเถอะ อย่างไรเ้าก็มีแม่ มีน้องตัวยุ่งอีกสองคนที่ต้องกลับไปดูแล ขายหมดไวย่อมเป็เื่ดี งั้นป้าไปก่อนแล้ว เดี๋ยวไว้เจอกันใหม่วันหลัง รอลุงโจวเ้ากลับมา ค่อยนัดแนะกันขึ้นไปเยี่ยมเยือนพวกเ้าสักครา"
"เ้าค่ะท่านป้าหวัง ขายดีนะเ้าคะ" หนิงอันยืนมองอีกฝ่ายเดินจากไป ค่อยกวาดสายตามองโดยรอบ มีเงินแล้วย่อมอยากได้ของกินของใช้เป็ธรรมดา ดังนั้นชมดูทุกแผงขายที่เดินผ่าน ซื้อเนื้อแพะมา 2 ชั่ง (1 ชั่ง = 500 กรัม) หมดเงินไป 40 อีแปะ เนื้อของที่นี่นับว่าราคาแพงยิ่ง พอเดินจากร้านขายเนื้อ ด้านหน้าพอดีเห็นเมล็ดพันธุ์ผัก เลยหยิบซื้อมาอีกหลายถุง นางยังแวะซื้อข้าวมาอีก 10 ชั่ง ราคาไม่ค่อยแพงเท่าไหร่ เพียงชั่งละ 8 อีแปะ ก็เลยซื้อมาเยอะหน่อย เพราะอย่างไรข้าวที่บ้านก็ใกล้หมดแล้ว ทั้งนี้ยังเผื่อกักตุนไว้่หน้าหนาวอีก
หนิงอันเดินทอดน่องชมดูข้าวของ พอดีมองเห็นร้านขายน้ำตาลปั้นค่อยชะงักฝีเท้าลง เ้าของร้านเป็ชายวัยกลางคนหนวดเคราสีดำยาวถึงทรวงอก กำลังตั้งหน้าตั้งตาปั้นน้ำตาลขึ้นรูปทรง ตรงหน้ามีไม้แหลมเสียบอยู่กับมัดฟาง ซึ่งปลายไม้เสียบแต่ละอัน ้าแทงไว้ด้วยน้ำตาลปั้นรูปสัตว์ต่างๆ หรือกระทั่งรูปทรงผลไม้และสิ่งของเครื่องใช้ ดูสวยงามปราณีต นับเป็ศิลปะแขนงหนึ่ง
หนิงอันกล่าวถามออกมาว่า "น้ำตาลปั้นนี้ขายอย่างไร?"
ชายผู้นั้นกลับเปลี่ยนท่าทีเป็ยิ้มแย้ม กล่าวแนะนำอย่างเป็มิตร "ไม้ละหนึ่งอีแปะ น้องสาว้ากี่ไม้หรือ?"
"งั้นข้าเอาสิบไม้"
"ได้เลยรอสักครู่" ชายวัยกลางคนมีสีหน้ายินดียิ่ง ราวกับกลัวอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ จึงรีบหยิบน้ำตาลปั้นใส่ห่อใบตองแห้ง ยื่นส่งให้กับนาง กล่าวแย้มยิ้มว่า "ไม้ละหนึ่งอีแปะ สิบไม้สิบอีแปะ"
หนิงอันล้วงเงิน 10 อีแปะออกมาจากถุงเงินในสาบเสื้อ ยื่นส่งให้แก่อีกฝ่ายไป
จากนั้นนางเอาน้ำตาลปั้นที่ถูกห่อด้วยใบตองใส่ไว้ตะกร้าด้านหลัง ค่อยเดินชมดูร้านอื่นต่อ
แถวนี้ล้วนแต่เป็ของกิน หนิงอันเดินไปได้ไม่กี่ก้าว พลันได้กลิ่นหอมกรุ่นโชยแตะจมูกก็ต้องชะงักเท้าลงอีกรอบ ด้านหน้าเป็ร้านขายซาลาเปา มีไอควันสีขาวลอยฟุ้งยามพ่อค้าเปิดฝาหม้อออก พร้อมกับกลิ่นหอมกรุ่นโชยตลบอบอวล
หนิงอันลอบกลืนน้ำลาย ั้แ่เช้านางยังไม่ได้กินอะไร พอทำข้าวต้มทิ้งไว้ เก็บผักเก็บสมุนไพรเสร็จเรียบร้อยก็รีบออกเดินทาง ยามนี้ท้องใส้ว่างเปล่า มองเห็นของกินอยู่ตรงหน้าก็รู้สึกหิวขึ้นมา ยามนั้นพลันเกิดเสียงท้องร้องโครกคราก คนเดินผ่านไปผ่านมายังได้ยิน หญิงสาวต้องหน้าแดงวูบด้วยความอับอาย ก่อนรีบสาวเท้าเดินถึงหน้าร้านขายซาลาเปา
หนิงอันควักเงินซื้อซาลาเปามา 5 ลูก ตนกิน 2 ลูก ที่เหลือตั้งใจจะนำไปฝากคนที่บ้าน
พอของกินตกถึงท้อง ค่อยรู้สึกดีขึ้น
หนิงอันเดินไปพลางกินไปพลาง ระหว่างนั้นก็จับจ่ายซื้อของ ไม่นานของที่นางซื้อก็เกือบเต็มตะกร้าแล้ว เดินเพลิดเพลินจนสุดพื้นที่ขายของ ขณะจะหันหลังเดินกลับไปทางเดิม หางตาพลันเหลือบไปเห็นชายชราเคราขาวผมดอกเลาผู้หนึ่ง นั่งหลับตาขัดสมาธิอยู่กับพื้น เสื้อผ้าเขาเก่าคร่ำครึ ยังมีรอยเย็บปะตามเสื้อผ้า รูปร่างผอมแห้ง เนื้อตัวก็มอมแมมคล้ายคนเร่ร่อนขอทาน
นางยังว่าอนาถแล้ว แต่ชายแก่คนนี้ย่ำแย่กว่านางนัก ทว่าท่าทีของชายชรากลับไม่แยแสสนใจสิ่งใด ทั้งไม่คล้ายเป็พ่อค้าหรือคนขอทานข้างถนน แต่ดูคล้ายนักบวชถือศีลธรรมมะ ตัดขาดจากโลกภายนอกผู้หนึ่งเสียมากกว่า
หนิงอันเห็นว่าตรงหน้าชายชราปูด้วยผ้าผืนหนึ่ง มีตำราสีดำเก่าแก่เล่มหนึ่งวางอยู่ สภาพตำราค่อนข้างชำรุดทรุดโทรม ราวกับผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน บนปกมีตัวอักษรอยู่สองตัว แลดูลึกลับพิศวง แม้นางไม่คล่องแคล่วเื่ตัวอักษร แต่เคยร่ำเรียนมาจากท่านหมอยาหยูอี้อยู่บ้าง ดังนั้นทุกตัวอักษรนางย่อมเคยเห็นผ่านตามา แต่อักษรบนปกตำราเล่มนี้กลับผิดแผกแตกต่างออกไป นางไม่เคยเห็นตัวอักษรเช่นนี้มาก่อน คล้ายว่าเป็อักษรภาษาของชนชาติอื่น แต่บนปกตำรานอกจากจะมีตัวอักษรประหลาดสองตัวนั้นแล้ว ยังมีอักษรจีนตัวเล็กๆ แถวหนึ่งอยู่มุมล่างด้านซ้ายของหน้าปก
หนิงอันพลันบังเกิดความสงสัยใคร่รู้จนต้องนั่งยองๆ ตรงหน้าชายชรา กัดซาลาเปาในมือไปคำหนึ่ง เคี้ยวพลางเพ่งตามองตำราที่วางอยู่บนผืนผ้า วิเคราะห์อ่านตรงจุดที่เป็อักษรภาษาจีนมุมซ้ายล่าง นางสะกดอ่านอยู่ชั่วครู่ ค่อยทราบว่าเป็ชื่อของคนผู้หนึ่ง นาม 'เหยียนหยูเฟย' ซึ่งน่าจะเป็ชื่อของสตรี
หนิงอันสนใจตำราเล่มนี้อยู่ไม่น้อย เข้าใจว่าชายชรา้าขายตำราเล่มนี้ จึงกล่าวถามเสียงอู้อี้ว่า "ข้าสนใจซื้อตำราเล่มนี้ ท่านผู้เฒ่าตั้งราคาขายเท่าใด?"
ขณะนั้นชายชราก็ลืมตาขึ้นช้าๆ แม้ภายนอกดูซอมซ่ออ่อนแอ แต่ั์ตาลึกล้ำสุดหยั่ง คล้ายมีพลังแฝงบางอย่าง จนคนจ้องมองต้องลอบหวาดหวั่นยำเกรง
หนิงอันชะงักงันพร้อมกับสีหน้าแปรเปลี่ยนไป ถึงกับไม่มีอารมณ์เคี้ยวซาลาเปาในปาก
ขณะนั้นชายชรากล่าวออกมาว่า "เ้า้าซื้อตำราเล่มนี้?"
หนิงอันกลืนซาลาเปาลงท้อง ค่อยกล่าวตอบว่า "หากท่านขาย ข้าก็ยินดีซื้อ ไม่ทราบท่านผู้เฒ่าขายเท่าไร?"
นางไม่กล้าดูแคลนชายชราที่คล้ายกับขอทานผู้นี้อีก รู้สึกว่าเขาไม่ธรรดาอย่างที่เห็นแน่นอน
ชายชราส่ายหัวแล้วกล่าวว่า "ข้าไม่ขาย"
ไม่ขาย? หนิงอันต้องอุทานว่า "แล้วกัน"
ชายชรากล่าวอีกว่า "ที่ข้าบอกว่าไม่ขาย ความจริงเป็เพราะตำราเล่มนี้ประเมินค่าไม่ได้"
หนิงอันได้ฟังก็พอเข้าใจ ทั้งไม่เข้าใจ จึงกล่าวถามว่า "ประเมินค่าไม่ได้? ไยท่านถึงเอามาวางต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้เล่า ไม่กลัวผู้อื่นขโมยไปหรือ?"
แต่ชายชรากลับนิ่งสงบเยือกเย็น คล้ายหลุดพ้นจากโลกหล้า จากนั้นกล่าวว่า "ตำราเล่มนี้มีมาตั้งโบราณกาล ข้าศึกษาเกี่ยวกับมันมาหลายสิบปี หมายจะทราบถึงแก่นแท้และความลึกลับพิสดารของมัน แต่กลับไม่ได้ผลลัพธ์อะไรกลับมา คิดว่าคงไร้วาสนาแล้ว ข้าเองก็มีชีวิตอยู่ต่อได้อีกไม่นานนัก หากจะเอาตำราเล่มนี้ฝังไปกับร่างไร้ิญญา มิสู้ให้ผู้อื่นรับ่ต่อแทน จะโขมยหรือไม่โขมย จะซื้อหรือไม่ซื้อ ข้าล้วนไม่สนใจ หากใครอยากได้ก็เอาไป อาจเป็โชคชะตานำพาก็ได้ จะพบความลับของมันหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของคนผู้นั้นแล้ว"
หนิงอันกล่าวถามให้แน่ใจ "ที่ท่านกล่าวมา.. หมายความว่าผู้ใดก็เอาตำราเล่มนี้ไปได้งั้นหรือ?"
"ถูกต้อง" ชายชรากล่าวแย้มยิ้ม "นังหนู เ้ามีนามว่าอะไร?"
"หนิงอันเ้าค่ะ"
"หนิงอัน..เป็ชื่อที่ดี" ชายชราพยักหน้า ค่อยหยิบยื่นตำราส่งให้หญิงสาว ปากกล่าวอีกว่า "เ้าบอกว่าอยากซื้อตำราเล่มนี้ ข้าพานไม่ขาย ไม่รับเงินสักแดงเดียว แต่ต่อไปเ้าคือผู้สานต่อปณิธานของข้า ข้าขอมอบตำราโบราณนี้แก่เ้า ความลับที่รอการค้นหา ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของเ้าแล้ว"