ท้องฟ้าเหนือ "นครศักดิ์สิทธิ์ศิลาขาว" ที่เคยสว่างไสวด้วยแสงสีทองปลอมๆ บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีดำทะมึนที่หมุนวนเป็เกลียวพายุ รังสีอำมหิตจากร่างของ สิงหราช แผ่กระจายออกไปดุจคลื่นสึนามิที่มองไม่เห็น มันบดขยี้รัศมี์ของนครจนแหลกสลายกลายเป็เพียงเศษเสี้ยวของมนตราที่ไร้พลัง เสียงระฆังเงินที่เคยตีบอกเวลาสวดมนต์บัดนี้แตกร้าวและส่งเสียงโหยหวนคล้ายเสียงเปรตที่กำลังขอส่วนบุญ
สิงหราชก้าวเดินไปบนทางเดินศิลาขาวที่บัดนี้อาบไปด้วยเืของเหล่าอัศวินและนักบวชที่บังอาจขวางทาง ทุกย่างก้าวของเขามั่นคงและหนักแน่นจนแผ่นศิลาที่สลักลวดลายเทพเ้าปริแตกเื้ัของเขาคือ บุหลันแดง ที่บัดนี้ดูมีสง่าราศีมากขึ้น ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยพลังพิษที่ถูกยกระดับจากการดูดซับเศษเสี้ยวิญญาของนักบุญจอมปลอม นางเดินตามแผ่นหลังของจอมอสูรด้วยความภาคภูมิใจ ราวกับนางคือมเหสีแห่งนรกที่กำลังก้าวเข้าสู่สรวง์
"ดูพวกลูกสุนัขที่กำลังสั่นกลัวพวกนี้สิบุหลัน..." สิงหราชแค่นเสียงหัวเราะเยาะ พลางปรายตามองเหล่านักบวชชั้นสูงที่คุกเข่าตัวสั่นอยู่สองข้างทางเดิน "ไหนล่ะความรักของพระเ้า? ไหนล่ะความเมตตาที่พวกเ้าพร่ำสอน? สุดท้าย... พวกเ้าก็แค่มนุษย์ที่ขลาดเขลาไม่ต่างจากมดปลวกที่ข้าเคยเหยียบผ่าน"
เขาสะบัดมือเพียงครั้งเดียว อักขระสีดำจากปลายนิ้วก็พุ่งเข้าเจาะกะโหลกของนักบวชที่อยู่ใกล้ที่สุดจนร่างนั้นแห้งเหี่ยวกลายเป็มัมมี่ในพริบตา พลังิญญาถูกสูบเข้าสู่ร่างของสิงหราชเพื่อเป็เชื้อไฟให้กับมหาเวทย์บทต่อไป
ณ "มหาวิหารสุริยเทพ" ใจกลางนครศิลาขาว บานประตูทองคำขนาดั์ที่หนาถึงสามศอกถูกแรงกดดันิญญาของสิงหราชกระแทกจนเปิดออกดังกึกก้อง ภายในวิหารกว้างขวางโชติ่ด้วยแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันวิเศษนับหมื่นดวง ทว่าแสงเ่าั้กลับสั่นระริกเมื่อเผชิญกับเงาดำที่ย่างกรายเข้ามา
บนบัลลังก์ที่สลักจากหยกขาวบริสุทธิ์เหนือบันไดเก้าขั้น ร่างของชายชราในชุดคลุมสีทองอร่ามที่ถักทอด้วยเส้นด้ายทองคำคำรบเก้าสวมชฎาทรงยอดแหลมที่ประดับด้วยมณีแดงดุจดวงตาเทพเ้า เขาคือ "สังฆราชทองคำ" (The Golden Sovereign) ผู้นำสูงสุดแห่งศาสนจักรและหมากตัวที่แข็งแกร่งที่สุดที่สภาเฒ่าทิพย์วางทิ้งไว้บนโลกมนุษย์
ในมือขวาของสังฆราชทองคำกุมศาสตราที่ส่งแรงกดดันมหาศาลจนอากาศโดยรอบบิดเบี้ยว มันคือ "พระขรรค์สุริยะทมิฬ" (The Solar Eclipse Blade) หนึ่งใน 7 ศาสตราเทวะ ในตำนาน ใบดาบยาวเรียวทำจากนิลดำสนิททว่ามีประกายแสงสีทองหมุนวนอยู่ภายในคล้ายกับวงแหวนสุริยุปราคา
"เ้ามาไกลเกินไปแล้ว... เ้าชายกาลกิณี" สังฆราชทองคำเอ่ยเสียงทุ้มลึกกังวาน พลังอำนาจจากพระขรรค์ในมือทำให้ออร่าของเขายิ่งใหญ่ราวกับขุนเขา "นครแห่งนี้คือปราการด่านสุดท้ายที่รักษาความหวังของมนุษยชาติ เ้าคิดจริงๆ หรือว่าวิชาไสยดำโสโครกของเ้าจะเอาชนะศาสตราที่เทพเ้าประทานลงมาได้?"
สิงหราชหยุดยืนอยู่ที่หน้าบันไดขั้นแรก เขาแหงนหน้ามองสังฆราชด้วยสายตาที่ยโสระยำถึงขีดสุด เขาไม่ได้ชักอาวุธใดๆ ออกมา มีเพียงมือเปล่าที่ไพล่อยู่ด้านหลัง "ความหวังของมนุษยชาติ? อย่ามาทำตัวเป็ตลกคาเฟ่แถวนี้เลยตาเฒ่า... ศาสตรานั่นน่ะ เดิมทีมันคือสมบัติของตระกูลข้าที่พวกเ้าขโมยไปจากสุสานาเมื่อห้าร้อยปีก่อนต่างหาก เทพเ้าประทานงั้นหรือ? หึ... คำโกหกของพวกเ้านี่มันช่างน่าคลื่นไส้จริงๆ"
"หุบปาก!" สังฆราชทองคำลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธจัด เขาตวัดพระขรรค์สุริยะทมิฬลงมาทางสิงหราช "มหาเวทย์พิพากษา: รัศมีอวสานโลก!"
คลื่นพลังสีทองตัดสลับดำพุ่งออกจากพระขรรค์กลายเป็รูปจันทร์เสี้ยวขนาดั์ มันตัดผ่านทุกสรรพสิ่ง แม้แต่มิติอากาศก็ถูกฉีกขาดเป็ทางยาว พลังของมันรุนแรงเสียจนมหาวิหารทั้งหลังสั่นะเืราวกะจะพังทลายลงมา
"เกราะเพชรนิลกาฬ: อนันตริยสูญ!"
สิงหราชไม่ได้หลบ เขาเพียงแค่ขยับกล้ามเนื้อแผ่นหลัง อักขระยันต์สีดำสนิทะเิออกจากิักลายเป็โล่กลมสีดำหมุนวนวนรอบตัวเขา คลื่นพลังรัศมีอวสานโลกเมื่อัักับโล่ของสิงหราช กลับถูก "กลืนกิน" เข้าไปโดยสิ้นเชิง! ไม่มีเสียงะเิ ไม่มีแรงกระแทก มีเพียงความเงียบสงัดที่น่าขนลุกเมื่อพลังระดับทำลายเมืองถูกย่อยสลายเป็สารอาหารให้กับอสูรร้าย
"อะไรกัน!" สังฆราชทองคำเบิกตากว้าง "พระขรรค์สุริยะทมิฬสามารถตัดผ่านได้แม้แต่ิญญา ทำไม..."
"เพราะข้าไม่ใช่แค่ิญญา..." สิงหราชหายตัวไปจากจุดที่ยืนอยู่และโผล่ขึ้นมาที่บันไดขั้นที่ห้าในพริบตา "ข้าคือ 'ความว่างเปล่า' ที่พวกเ้ากลัวนักกลัวหนาไงล่ะ!"
สิงหราชพุ่งเข้าหาพระสังฆราชดุจพยัคฆ์ล่าเหยื่อ เขาใช้มือซ้ายคว้าเข้าที่ข้อมือของตาเฒ่าในขณะที่มือขวารวบรวมพลังไสยดำจนกลายเป็กรงเล็บปีศาจ "วิชาบิดสมดุล: หัตถ์ขยี้ดวงตะวัน!"
สังฆราชทองคำรีบเร่งพลังจากพระขรรค์เพื่อสร้างเกราะแสงป้องกัน ทว่ากรงเล็บของสิงหราชกลับแทงทะลุเกราะแสงนั้นเข้าไปราวกับแทงผ่านแผ่นกระดาษ เขาไม่ได้แทงที่ร่างกายของสังฆราช แต่แทงเข้าไปที่ "การเชื่อมต่อ" ระหว่างสังฆราชกับศาสตราเทวะ!
"อ๊ากกกกกก!" สังฆราชทองคำกรีดร้องเมื่อเส้นประสาทิญญาของเขาถูกกระชากออกจากพระขรรค์อย่างรุนแรง พลังงานมหาศาลสะท้อนกลับเข้าสู่ร่างจนกระดูกแขนแหลกเป็ผง
สิงหราชใช้เท้าถีบหน้าอกของสังฆราชจนปลิวไปกระแทกกับบัลลังก์หยกขาวจนแตกละเอียด ก่อนจะคว้าพระขรรค์สุริยะทมิฬมาไว้ในมือ ทันทีที่เขาััมัน ศาสตราเทวะส่งเสียงร้องประท้วงและพยายามแผดเผามือของเขาด้วยเพลิง์
"หุบปากซะไอ้เศษเหล็ก!" สิงหราชตวาดลั่น ดวงเนตรอสูรระดับที่สี่เปล่งแสงสีเืข่มขวัญศาสตรา "เ้าเป็ของข้ามาั้แ่ต้น และตอนนี้... เ้าจงกลับคืนสู่ที่ที่เ้าควรอยู่!"
เขากดพลังกดดันิญญาทั้งหมดลงไปในพระขรรค์ จนประกายแสงสีทองหายไป เหลือเพียงสีดำขลับที่ดูลึกลับและทรงพลังกว่าเดิมร้อยเท่า ศาสตราเทวะที่สั่นระริกบัดนี้สงบนิ่งและยอมรับสิงหราชเป็นายอย่างสมบูรณ์
สิงหราชเดินเข้าไปหาร่างของสังฆราชทองคำที่นอนพะงาบๆ อยู่ท่ามกลางซากบัลลังก์ เขาใช้ปลายเท้าเชยคางชายชราขึ้นมา แววตาเต็มไปด้วยความเดียดฉันท์
"สภาเฒ่าทิพย์ส่งเ้ามาตายเพื่อประวิงเวลาสินะ?" สิงหราชแค่นหัวเราะ "เสียใจด้วย... แผนการของพวกมันล้มเหลว และตอนนี้ 'ความหวัง' ของพวกเ้าอยู่ในมือข้าแล้ว"
"เ้า... เ้าจะไม่มีวันชนะ..." สังฆราชทองคำพึมพำด้วยลมหายใจสุดท้าย "เมื่อศาสตราทั้งเจ็ดถูกรวบรวม... ประตู์จะปิดลง และโลกนี้จะกลายเป็นรก..."
"โลกนี้มันเป็นรกมานานแล้วตาเฒ่า... นรกที่พวกเ้านั่นแหละเป็คนสร้างขึ้น" สิงหราชปักพระขรรค์ลงบนหน้าอกของสังฆราช จบชีวิตผู้นำศาสนจักรลงอย่างโเี้
เขายืดตัวขึ้น ชูพระขรรค์สุริยะทมิฬขึ้นเหนือหัว แสงสีดำจากใบดาบพุ่งทะลุหลังคามหาวิหารขึ้นสู่ท้องฟ้า ฉีกกระชากเมฆหมอกและแสงทองจอมปลอมทิ้งไปจนสิ้น ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดที่แท้จริงที่ครอบคลุมนครศิลาขาว