ฉินไห่หยางะโขึ้นมาฉินไห่เยว่จึงหยุดร้องไห้ ทุกสายตาจับจ้องไปที่ฉินซู่ที่นอนอยู่บนเตียง
ฉินซู่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาสิ่งที่เห็นคือเครื่องมือแพทย์สีขาวสะอาดตา เพดานและกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่เป็เอกลักษณ์ของโรงพยาบาล
แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างทาบทับลงบนร่างกายของเขา แต่เขากลับรู้สึกชาไปทั้งตัว โดยเฉพาะขาที่ขยับไม่ได้
ภาพเหตุการณ์เมื่อวานผุดขึ้นมาในสมองเขาจำได้ว่าตัวเองเข้าไปช่วยคนและถูกของหนักหล่นทับ
ตอนนั้นเขาเจ็บขามากเขารู้สึกเหมือนว่าขากำลังจะขาดออกจากกัน
หลังจากนั้นเขาก็จำอะไรไม่ได้อีกเลยแล้วนี่มันอะไรกัน…?
ฉินซู่ลุกขึ้นนั่งทันที ดวงตาเบิกกว้างเขากำผ้าปูที่นอนแน่น เส้นเืบนหลังมือปูดโปน "ขาของฉันเป็อะไรไป?"
"ขาของฉันเป็อะไรไป!"
เขาะโเสียงดังต่งเสี่ยวเสี่ยวรีบวางฉินไห่เยว่ลง วิ่งเข้าไปจับมือขวาของเขาไว้แน่น"ไม่เป็อะไร ขาของนายไม่เป็อะไรแล้วแค่พักฟื้นให้ดีก็หายแล้ว"
"ไม่เป็ไร เชื่อใจฉันเถอะ"ต่งเสี่ยวเสี่ยวปลอบฉินไห่หยางและฉินไห่เยว่อย่างอดทนสักพักสองร่างเล็กๆก็เข้ามาจับมือของฉินซู่ไว้แน่น
ภาพครอบครัวอบอุ่นทำให้พี่ใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างเตียงน้ำตาคลอ
เขานึกฝันว่าเมื่อไหร่ตนเองจะมีครอบครัวที่พร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้บ้างสักที
แต่แล้วเขาก็นึกถึงโรคร้ายที่เป็อยู่จึงส่ายหน้าไปมา คนอย่างเขาไม่สามารถมอบความสุขและลูกให้ใครได้เขาไม่อยากเป็ภาระใครทั้งนั้น
ด้วยกำลังใจจากต่งเสี่ยวเสี่ยวและลูกๆฉินซู่จึงค่อยๆ สงบลง
"ฉันหิวแล้ว" ฉินซู่พูดขึ้นมา "ฉันอยากกินเสี่ยวหลงเปา"
เขามองเพดานไม่กะพริบตาเขาอยากให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวออกไปข้างนอก เพื่อที่จะได้ถามอะไรบางอย่างกับหมอ
ก่อนหน้านี้ตอนที่ขาของเขามีปัญหาเขาก็นอนอยู่ในโรงพยาบาลแบบนี้อยู่หลายวันพอได้กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแล้วเขาก็รู้สึกไม่สบายตัวไปหมด
"แต่นายยังกินไม่ได้นะ..."ต่งเสี่ยวเสี่ยวยังพูดไม่ทันจบ ฉินซู่ก็ยังคงดื้อดึงต่อ"ฉันอยากกิน เธอไปซื้อมาให้หน่อยได้ไหม?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเห็นท่าทางของฉินซู่ก็เข้าใจได้ทันทีเขาคงคิดว่าขาของตัวเองถูกทับซ้ำเข้าไปอีก คงต้องกลายเป็คนพิการไปตลอดชีวิตจึงอยากอยู่เงียบๆ คนเดียว
"งั้นฉันจะลองไปถามหมอดูก่อน"ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดจบก็เดินออกจากห้องไป รอจนเธอเดินออกไปได้สักพักฉินซู่ก็ค่อยๆ หันไปมองพี่ใหญ่ "พี่ใหญ่ช่วยเรียกหมอให้ผมหน่อยได้ไหม?"
พี่ใหญ่ไม่ได้พูดอะไร ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งเขาเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ของฉินซู่ดี
ถึงเขาจะรู้เื่ราวทั้งหมดอยู่แล้วแต่ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไร ฉินซู่คงไม่เชื่อ เขาจึงออกไปเรียกหมอเผย
ฉินซู่เห็นป้ายชื่อที่หน้าอกของเขาจึงถามถึงอาการป่วยของตนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ขาของคุณไม่มีปัญหาอะไรครับ"หมอเผยพูดพลางหัวเราะ "ต้องขอบคุณภรรยาที่แสนดีของคุณเธอเก่งมากๆ ผมไม่กล้าผ่าตัดต่อกระดูกที่แตกละเอียด แต่เธอกลับลงมือเองไม่อย่างนั้นขาของคุณคงจะหมดหวังแล้วจริงๆ"
"ตอนนี้กระดูกที่แตกเชื่อมกันเรียบร้อยแล้วไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง แต่คงต้องพักฟื้นประมาณครึ่งปีนะครับ"
หมอเผยยังคงพูดต่อไปแต่ในสมองของฉินซู่กลับอื้ออึง เขานึกถึงแต่คำพูดที่ว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวลงมือผ่าตัดด้วยตัวเอง
ฉินไห่หยางก็เหมือนกัน
อีกทั้งคำยืนยันของหมอเมื่อกี้คงไม่ใช่เื่โกหกเขาบอกว่าผู้หญิงคนนั้นถือมีดผ่าตัดขึ้นเขียง ช่วยชีวิตพ่อของเขาไว้งั้นเหรอ?
"ไม่น่าเชื่อ" ฉินไห่หยางพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว เพราะเขาไม่เชื่อจริงๆ
หมอเผยยิ้มออกมาเจื่อนๆ"พูดไปแล้วก็รู้สึกละอายใจจริงๆ ผมเป็หมอมาสิบกว่าปีไม่เคยเจอหมอคนไหนกล้าหาญเท่าภรรยาของคุณมาก่อนเลย"
คำพูดของหมอเผยเต็มไปด้วยคำชื่นชมที่มีต่อต่งเสี่ยวเสี่ยว
หลังจากพูดทุกอย่างจบ หมอเผยก็ตบไหล่ฉินซู่"มีต่งเสี่ยวเสี่ยวที่เป็หมอคอยดูแล คุณสบายใจได้เลยครับ"
"รออีกสักพักก็คงจะหายดีแล้ว"
พูดจบ หมอเผยก็ตรวจขาของเขา"ดูเหมือนว่าจะเริ่มรู้สึกบ้างแล้วสินะ อย่าลืมพักผ่อนให้มากๆด้วยนะครับ"
หลังจากนั้นหมอเผยก็ออกไปพี่ใหญ่ที่อยู่ข้างเตียงจึงถอนหายใจออกมาก "ต้องขอบคุณเมียของนายจริงๆพวกเราเป็ห่วงแทบแย่เมื่อวานนี้"
"นายไม่รู้หรอก" พี่ใหญ่เริ่มเล่าเื่ต่างๆ ที่หมอเผยยังไม่ได้พูด "เมื่อวานหมอออกมาบอกว่า อาการของนายต้องตัดขาทิ้งเท่านั้นเขาให้เลือกระหว่างรักษาขาหรือรักษาชีวิต"
"แต่น้องสะใภ้กลับยืนกรานจะรักษาเอาไว้ทั้งสองอย่างเถียงกับพวกเขาอยู่นานกว่าจะได้โอกาสเข้าไปในห้องผ่าตัด"
"ถ้าไม่มีน้องสะใภ้บางที..."พี่ใหญ่ยังคงพูดต่อไป ส่วนฉินซู่เงยหน้าขึ้นมองเพดาน
วันนั้นที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวแสดงฝีมือทางการแพทย์ของเธอเป็ครั้งแรกเขานึกว่าเธอแค่เคยเรียนมาบ้าง แต่ตอนนี้ได้ยินว่าเธอถือมีดผ่าตัดขึ้นเขียงแสดงว่าเธอมีความสามารถมากจริงๆ
ขนาดหัวหน้าแผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลยังชื่นชมขนาดนี้ต้องเป็เื่จริงแน่ๆ!
"นี่ใช่เธอจริงๆ เหรอ?" ฉินซู่พึมพำ และหันไปเห็นรอยแผลบนหัวของฉินไห่เยว่สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็เ็าทันที "นี่มันเกิดอะไรขึ้น?"
ฉินไห่เยว่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเล่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ฟัง
เมื่อรวมกับสิ่งที่พี่ใหญ่พูดฉินซู่ก็เริ่มคิดได้ว่า ต่งเสี่ยวเสี่ยวผ่าตัดหลายชั่วโมง รีบกลับไปทำอาหารให้ลูกๆทั้งสองคน ทำงานจนดึกดื่นถึงได้เข้านอน
ต่อให้เป็คนเหล็กก็คงทนไม่ไหว
"ต่อไปห้ามพูดถึงเธอแบบนั้นอีก!"น้ำเสียงของฉินซู่จริงจังขึ้นฉินไห่หยางก็เข้าใจถึงสิ่งที่ฉินซู่คิดเหมือนกัน
ไม่แปลกใจที่เมื่อคืนต่งเสี่ยวเสี่ยวกลับมาด้วยสีหน้าดูเหนื่อยๆที่จริงแล้วเธอยังไม่ได้พักเลยั้แ่กลางวัน
เธอ...เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
พี่ใหญ่อยู่ต่ออีกสักพักพอต่งเสี่ยวเสี่ยวกลับมา เขาก็กำลังจะออกไป
ต่งเสี่ยวเสี่ยวขอบคุณเป็การใหญ่เอาน้ำผลไม้ที่เพิ่งซื้อมายื่นให้เขา "ขอบคุณพี่ใหญ่มากที่เมื่อคืนช่วยดูแลฉินซู่แทนฉัน บุญคุณครั้งนี้ฉันจะไม่ลืมเลยค่ะแล้ววันหลังแวะมากินข้าวที่บ้านพวกเราด้วยนะคะ"
พี่ใหญ่ยืนกรานปฏิเสธไม่ยอมรับสุดท้ายต่งเสี่ยวเสี่ยวต้องพูดจาหว่านล้อมเขาถึงยอมรับน้ำผลไม้จากต่งเสี่ยวเสี่ยวแล้วเดินจากไป
กลับมาที่ห้องพักต่งเสี่ยวเสี่ยวก็รู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มอึดอัดขึ้นมาทันที
"จริงสิ" เมื่อกี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวแค่เดินเล่นรอบๆตั้งใจจะให้ฉินซู่ได้อยู่เงียบๆ สักพัก "เมื่อกี้ฉันออกไปซื้อเสี่ยวหลงเปาแต่มันไม่มีนายกินข้าวต้มขาวที่ฉันเอามาแทนดีไหม?"
หลังจากที่ได้ยินคำตอบจากหมอเผยแล้วฉินซู่ก็เริ่มคลายกังวลลง เขาพยักหน้าตอบแล้วเริ่มกินข้าวต้ม
บรรยากาศที่แปลกค่อนข้างอึดอัดต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงรวบรวมความกล้าพูดออกไป "ฉันถามหมอเผยแล้วหมอบอกว่า นายต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลอีกสักพักถึงจะหายฉันเลยว่าจะอยู่โรงพยาบาลกับลูกๆ คอยดูแลนายจนกว่าจะหายดีแล้วค่อยกลับไปด้วยกัน"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้ดีว่าลูกๆทั้งสองคนคิดอะไรอยู่ ถ้าส่งพวกเขากลับไปที่หมู่บ้านแล้วให้คนอื่นดูแลพวกเขาคงไม่ยอมแน่
อยู่ด้วยกันแบบนี้ทั้งครอบครัวดีกว่า
"แต่ว่า..." ฉินซู่กำลังจะพูด ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ส่ายหน้า "ตอนนี้ฉันขอจัดการเื่พวกนี้นะนายไม่ว่าอะไรใช่ไหม?"
"อืม ฉันไม่ว่าอะไร"
"งั้นก็ตกลงตามนี้นะเื่กินอยู่ทุกอย่างฉันจะจัดการเอง นายไม่ต้องห่วง" ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดพลางยิ้มออกมา"นายแค่พักผ่อนให้หายดีก็พอ"