“ข้าจะให้คนที่จวนเร่งทำอาหารไว้รอเ้า”
“ฝากดูแลหัวหน้าโจรด้วย ข้าเชื่อว่าเขาไม่มีเจตนา
ทำร้ายผู้อื่น”
“ข้ารู้แล้ว” จ้าวจิ่นสือเห็นเคอหลิ่งหลินมีท่าทางเหน็ดเหนื่อยจึงกระตุ้นม้าให้เดินนำหน้าไปก่อนเพื่อคุมผู้คน
เคอหลิ่งหลินรั้งม้าให้เดินช้าลงสายตาของนางมองบรรดาโจรกลับใจราวๆสามสิบคนที่เดินเท้ามุ่งหน้ากลับจวนของ ‘แม่ทัพจ้าวซื่อก่วง’ ที่มอบหมายหน้าที่นี่ให้บุตรชายแน่ล่ะ นางไม่ได้ถูกส่งให้มาปราบโจรด้วยแต่นางเองที่เสนอตัวมาช่วยจ้าวจิ่นสือเอง และมันก็เป็อย่างนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
หญิงสาวในชุดทหารองอาจสีน้ำเงินเข้มที่ตัดเย็บเพื่อให้นางได้ออกสนามรบเคียงบ่าเคียงไหล่จ้าวจิ่นสือ สำหรับนางแล้วแม้ตัวเองจะอยู่ในฐานะบุตรบุญธรรมของ ‘แม่ทัพจ้าวซื่อก่วง’และ ‘ฮูหยินอี้ซิ่ว’ และนางข่มเหงจ้าวจิ่นสือทำให้ผู้ชายตัวโตอย่างเขาต้องยอมเรียกนางว่า‘พี่สาว’
ใบหน้าสวยได้รูปแม้จะไม่สวยเลิศเท่าหญิงสาวในเมืองหลวง แต่นางก็มีเครื่องหน้าที่ชวนมอง ไม่ว่าจะเป็คิ้วโกงหรือดวงตาพราวระยับและริมฝีปากน่าหลงใหลหากไม่เพราะนางชอบทำหน้าเรียบนิ่งดุจแผ่นน้ำแข็ง และมือไม่ได้จับกระบี่อยู่เป็นิจ นางเป็สาวงามคนหนึ่งเลยทีเดียว ขณะอยู่บนหลังม้าเคอหลิ่งหลินนึกถึงเื่ราวเมื่อเกือบสิบปีที่ผ่านมา บิดาของนางเป็จอมโจรที่ถูกทางการหมายหัว แต่อาจเพราะนางเป็เด็กจึงไม่ได้เข้าใจความหมายนั้นจนเมื่อบิดาของนางได้พบกับแม่ทัพจ้าวซึ่งถูกส่งออกมาปราบโจรป่าก่อนจะออกไปประจำที่หัวเมืองชายแดน ่นั้นมีการเปลี่ยนแปลงในราชสำนักการขึ้นครองราชของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ บิดาของนางได้พบกับแม่ทัพจ้าวที่ช่วยเหลือชาวบ้านด้วยใจจริงจึงยอมติดตามออกร่วมรบแน่นอนว่ามีนางติดสอยห้อยตามไปด้วย
เคอหลิ่นหลิงใช้ชีวิตในป่าเขาเชี่ยวชาญเื่เส้นทางในป่าและการแกะรอยบิดาของนางฝึกวรยุทธให้นาง มารดาของนางจากไปั้แ่นางไม่ถึงขวบและบิดาไม่แต่งภรรยาใหม่ บิดาจึงเลี้ยงดูนางเหมือนเด็กชายมากกว่าเด็กหญิงเพียงเพราะให้นางดูแลตัวเองได้ยามเมื่อไร้เงาของบิดา
เมื่อชายแดนสงบแม่ทัพจ้าวได้กลับมาอยู่จวนกับครอบครัวนางกับบิดาก็ติดตามกลับมาด้วย ฮูหยินอี้ซิ่วมีใจเมตตาต่อนาง ยิ่งรู้ว่านางเป็กำพร้าต้องติดตามบิดาไปร่วมรบกับท่านแม่ทัพก็ยิ่งสงสารฮูหยินมีบุตรชายเพียงคนเดียวซึ่งเกิดปีเดียวกับนางแต่อ่อนเดือนกว่าชื่อจ้าวจิ่นสือ
“ข้าอยากมีลูกสาวมานานแล้ว เ้ามาเป็ลูกสาวของข้า
ได้ไหมหลิ่งหลิน”
หญิงสาวจำได้ว่าตอนนั้นนางเอาแต่สั่นหน้าปฏิเสธจนผมยาวสะบัดไปมาการปฏิเสธครั้งนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากคนรอบข้างมีเพียงจ้าวจิ่นสือที่แสดงท่าทางไม่พอใจเหมือนเด็กที่กลัวถูกแย่งความรักจากพ่อแม่...ก็แน่ละ บิดาของเขาไปอยู่ชายแดนนานหลายเดือน เขาแทบไม่ได้เจอบิดาของตนเลยแต่นางกลับได้อยู่ใกล้บิดาของเขาซ้ำบิดายังฝึกเพลงกระบี่ให้อีกด้วยจะไม่เขาริษยาได้อย่างไรกัน
หญิงสาวกลั้นหัวเราะนางไม่อยากหัวเราะเพราะมันทำให้รู้สึกเจ็บในกาย แต่กระนั้นก็อดคิดถึงวัยเด็กของตนไม่ได้ในปีถัดมานางอายุสิบสี่เป็ปี่ที่บิดาตายไปเพราะช่วยชีวิตแม่ทัพจ้าวจากการถูกลอบสังหารนางเหลือตัวคนเดียวแล้วจริงๆ เพราะออกจากหุบเขาชิงซานมานานจนไม่แน่ใจว่านางเคยมีญาติพี่น้องที่ใดหรือไม่นางควรจะร้องไห้ให้การจากไปของบิดา ทว่ากลับไม่มีน้ำตารินไหล หลายคืนล่วงผ่านนางยืนมองเงาจันทร์ในสระบัวของจวนแม่ทัพจ้าวขณะครุ่นคิดถึงหนทางชีวิตของตัวเองอยู่นั้น ร่างของจ้าวจิ่นสือก็ปรากฏอยู่เื้ั พร้อมเสียงกระแอมไอให้นางรู้ตัวถึงการมาของเขา
“คุณชายจิ่นสือมีอะไรจะให้ข้ารับใช้เหรอเ้าคะ” นางถูกบิดาสั่งสอนมาให้วางตัวเสมือนเป็หญิงรับใช้เมื่ออยู่กับบุตรชาย
แม่ทัพจ้าว
นางเคยเถียงบิดาหลายครั้ง ก็ทำไมนางต้องกลายเป็หญิงรับใช้ด้วยเล่า?นางก็อยู่ของนางดีๆ ไยให้ไปรับใช้ผู้อื่น แต่ตอนนี้สถานะนางเปลี่ยนไปนางไม่มีที่ไปแถมไม่มีที่ซุกหัวนอนอีกต่างหาก ไม่รู้ว่าจะอยู่ในจวนแม่ทัพจ้าวในฐานะอะไรนอกจากหญิงรับใช้ที่บิดาเคยบอก
“ข้าจะมาใช้เ้าทำไมกันคนรับใช้มีเยอะแยะไป” เขาขมวดคิ้ว แม้จะอายุเท่ากันแต่เขาดูสง่างามสมกับเป็บุตรของฮูหยินอี้ซิ่วและท่านแม่ทัพ
“อ้าว” มือน้อยๆ ของนางยกขึ้นเกาศีรษะอย่างงุนงง
“แล้วเ้ามายืนคนเดียวที่นี่ทำไมตั้งนานดึกแล้วน้ำค้างแรงนัก”
“อ่อ”นางพยักหน้าอย่างนึกได้แล้วเพิ่งรู้สึกว่าน้ำค้างแตะไหล่จนซึมทะลุผ่านเสื้อเนื้อหยาบที่สวมอยู่มือเล็กปัดหยดน้ำที่บ่าแล้วบ่นพึมพำ
“ข้ามีเสื้อผ้าไม่เยอะเสียด้วยซิ ซักบ่อยจะเปื่อยเอาเสียก่อน”
คิ้วเข้มของเขาขมวดยุ่งและฮึดฮัดกับท่าทางไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับโชคชะตาของตนเองจ้าวจิ่นสือยอมรับว่าสงสารนาง เขาบังเอิญได้ยินบิดาและมารดาสนทนากันเื่เคอหลิ่งหลิน ชีวิตนางน่าสงสาร ถ้าบิดาของนางไม่สละชีวิตของตนเองปกป้องบิดาของเขาแล้วคงเป็เขาเองนั้นแหละที่จะเป็กำพร้า เช่นนั้นแล้วการที่บิดาของเขาจะรับนางเป็บุตรบุณธรรมจึงเป็เื่ที่สมควรอยู่ ปัญหาอยู่ที่นางไม่อยากอยู่ที่นี่แต่นางเองก็ไม่มีที่จะไป
“ถ้าเ้าเป็คนสกุลจ้าวเมื่อไหร่ อยากได้เสื้อผ้ามากแค่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหา”
เด็กหญิงเอียงคอฟังอีกฝ่ายแล้วทำหน้าฉงนในสิ่งที่ได้ยิน นั้นยิ่งทำให้เด็กหนุ่มหงุดหงิด
“เสื้อผ้าข้ามีพออยู่แล้วเพียงแค่ข้าี้เีซักน่ะ”
“ถ้าเ้าเป็คนสกุลจ้าวเมื่อไหร่เสื้อผ้าก็ไม่ต้องซักเอง” นางช่างทึ่มนักนี่นะหรือเด็กสาวแสนชาญฉลาดที่บิดาเขากล่าวชมอยู่เสมอ “นอกจากเสื้อผ้าแล้วก็ยังมีอาหารการกินเ้าชอบกินหมั่นโถวไม่ใช่เรอะ”
“จริงเหรอข้าจะได้กินหมั่นโถวด้วยเหรอ”
โธ่!เื่กินนี่เื่ใหญ่จริง
“ใช่...จะกินเท่าไหร่ก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ด้วยถ้าเ้าอยู่ที่นี่นะ”
“ข้าอยู่ที่นี่ได้จริงๆ เหรอ” เด็กสาวถามอย่างไม่มั่นใจ
“ได้ซิ ท่านพ่อกับท่านแม่ก็อยากให้เ้าอยู่ที่นี่”
“แล้วเ้าล่ะ?”
“ข้า?”
“อืม...ข้าก็ชอบที่นี่นะ มีที่ซุกหัวนอน มีของอร่อยให้กินแต่ข้าไม่อยากเป็คนรับใช้นี่”
“ใครจะให้เ้าเป็คนรับใช้กันเล่า”
“แล้วจะให้ข้าอยู่ที่นี่ทำอะไรล่ะ”นางยังเกาศีรษะน้อยๆอย่างไม่เข้าใจ
“ก็มาเป็พี่น้องกับข้าไง” จ้าวจิ่นสือพูดอย่างหมดความอดทน
“ห๋า!”นางร้องเสียงดังอย่างใ
“ใช่!ไม่ดีหรือไง!”
“ก็...ถ้าข้าเป็น้องของเ้าเ้าก็ต้องข่มเหงข้านะซิ”
เด็กหนุ่มตบหน้าผากตัวเองนางโง่และทึ่มอย่างที่สุดแต่เขาก็สงสารนางยิ่งเห็นนางยืนเหม่อลำพังก็รู้ดีว่านางต้องเหงาและทุกข์ใจมากเพียงใด
“ถ้าเช่นนั้นข้าให้เ้าเป็พี่สาวของข้าก็ได้เ้าจะได้เลิกกังวลว่าจะมีใครรังแกเ้ารวมทั้งข้าด้วย”
ใบหน้าเด็กสาวค่อยๆ ระบายยิ้มและยังเป็ยิ้มกว้างจนจ้าวจิ่นสือขมวดคิ้วก่อนจะร้องออกมา
“เ้าแกล้งข้าใช่ไหม! หลิ่งหลิน!”
“บุรุษพูดแล้วไม่คืนคำเ้ายกตำแหน่งพี่สาวให้ข้าแล้ว ข้าย่อมยินดีรับไว้ด้วยความเต็มใจ”
ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แววตาที่เป็ประกายนั้นยืนยันว่านางได้ชัยชนะในครั้งนี้แล้ว
จากชีวิตที่ไร้พี่น้องมาสิบสี่ปีมาบัดนี้นางมีน้องชายตัวโตแถมอายุห่างกันเพียงห้าเดือนเท่านั้น เช้าวันต่อมานางจึงได้อยู่จวนแม่ทัพในฐานะบุตรบุญธรรมแต่กระนั้นนางมักบอกผู้อื่นด้วยนามสกุลเดิมของบิดาเสมอ นางได้มีที่ซุกหัวนอนแถมยังเป็ที่นอนอุ่นๆอาหารการกินไม่อดยากและยังได้ร่ำเรียนหนังสือด้วย ผิดก็ตรงที่นางไม่อาจเป็กุลสตรีอย่างที่จ้าวฮูหยินคาดหวัง เพราะนางแก่นแก้วซุกซนนักให้นางฝึกกระบี่ยังก้าวหน้ากว่าเขียนภาพ เล่นดนตรี เดินหมาก หรือร่ายรำเสียอีก
เคอหลิ่งหลินหัวเราะให้กับความคิดคำนึงของตัวเองนางติดตามแม่ทัพจ้าวออกรบหลายครั้ง แม้นางเป็เด็กแต่เื่พื้นที่การแกะรอยนั้นแม่นยำนักรวมทั้งจ้าวจิ่นสือที่บิดาฝึกให้เรียนรู้กลศึกต่างๆ นางเองคอยติดตามเขาเสมือนเงาไปอย่างไม่รู้ตัว
หญิงสาวมองดูผู้คนที่ทยอยเข้าไปในจวนแม่ทัพหมดแล้วก็ลงจากหลังม้าส่งม้าให้เด็กรับใช้นำม้าไปเก็บแล้วเดินไปที่ห้องพักของตนเอง ชุนเอ๋อร์เห็นผู้เป็นายกลับมาแล้วก็รีบเข้าไปช่วยปลดผ้าคลุมไหล่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นดินออก
“คุณชายจิ่นสือให้บ่าวเตรียมน้ำอุ่นให้คุณหนูบ่าวชะเง้อมองจนคอแทบเคล็ดไม่เห็นคุณหนูมาเสียที นึกว่าท่านหลงทาง
กลับบ้านไม่ถูกเสียแล้ว”
“คนอย่างเคอหลิ่งหลินนะรึจะหลงทาง”
หญิงสาวหัวเราะเสียงใส แต่ก็ขมวดคิ้วข่มความเจ็บแปลบที่แล่นผ่านิัชุนเอ๋อร์เป็หญิงรับใช้ประจำตัวนางซึ่งอยู่รับใช้หญิงสาวมาหลายปี สังเกตเห็นอาการเ็ปของผู้เป็นายได้ชัดก็คุณหนูของนางเหมือนคุณหนูบ้านอื่นที่ไหนกันเล่า
“คุณหนู หลังท่านมีแต่รอยช้ำเต็มไปหมด” ชุนเอ๋อร์อุทานอย่างใ
“ข้าอยากแช่น้ำอุ่นเสียหน่อย เ้าไปรอข้างนอกก่อนเถิด ถ้าข้าเงียบไปนานค่อยเข้ามาดู”เพราะร่างกายแบกรับความเหนื่อยล้า นางจึงมักเผลอหลับในอ่างอาบน้ำเสมอ
“เ้าค่ะ บ่าวจะหายามาทาให้นะเ้าคะ”
เคอหลิ่งหลินได้แต่พยักหน้าแล้วจัดการสระผมที่เต็มไปด้วยฝุ่น นางอยากล้างกลิ่นคาวเืออกให้หมดไม่ชอบเลยที่ต้องให้กระบี่เปื้อนเื แม้ครั้งนี้ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตแต่ก็าเ็กันไม่น้อยเมื่อชำระล้างคราบเหงื่อออกไปครั้งหนึ่งแล้วนางจึงลงไปแช่ในอ่างอาบน้ำและหลับตาลงอย่างอ่อนล้า
“หลิ่งหลิน”
เสียงทุ้มต่ำดังอยู่หน้าห้อง หญิงสาวลืมตาขึ้นยังไม่ทันขานรับอะไร บานประตูก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงของจ้าวจิ่นสือที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดใหม่เรียบร้อยแล้วเดินเข้ามา ดวงตาคมหรี่มองคนที่ยังแช่ตัวอยู่ในอ่างอาบน้ำนางไม่ได้ขยับตัวแต่รู้ว่าสายตาของเขา้ามองเพียงแผ่นหลังของนาง
“รอยช้ำเล็กน้อย เดี๋ยวก็หาย”
“ฮืม...”
เคอหลิ่งหลินออกจะแปลกใจที่ได้ยินเสียงตอบรับเพียงแค่นั้น นางไม่ได้หันมาเผชิญหน้ากับเขาจึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ เพียงอึดใจร่างสูงก็หมุนตัวแล้วก้าวออกไปเป็จังหวะเดียวกับที่ชุนเอ๋อร์วิ่งเข้ามาพอดี
“คุณชาย เอ่อ...”
ชุนเอ๋อร์ยอบกายลงอย่างน้อบนอมแต่อีกฝ่ายเพียงปรายตามองขวดยาในมือนางแล้วเดินออกมาหญิงรับใช้ไม่รู้ว่าคุณชายคิดอะไรอยู่แต่ตอนนี้นางรีบปิดประตูแล้วมาดูแลคุณหนูของนาง
“จิ่นสือออกไปแล้วใช่ไหม” ถามทั้งที่รู้แต่อยากได้ความมั่นใจมากกว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเข้ามาแบบนี้เขาเพียงเป็ห่วงนางก็เท่านั้น
“เ้าค่ะ”
“ช่วยข้าแต่งตัวหน่อยเถิด ข้าหิวจนหมดแรงแล้ว”
“ประเดี๋ยวบ่าวทายาให้คุณหนูก่อนนะเ้าค่ะ”
ชุนเอ๋อร์มองผู้เป็นายที่ขึ้นมาจากอ่างอาบน้ำปกติคุณหนูของนางทำอะไรเองไม่ค่อยให้นางปรนนิบัติ แต่คงเพราะคุณหนูอ่อนเพลียจริงๆ วันนี้นางถึงได้ช่วยคุณหนูแต่งตัวรวมทั้งทายาที่รอยช้ำด้านหลัง เคอหลิ่งหลินสวมชุดกระโปรงสีเขียวละมุนตาผมยาวสลวยปักด้วยปิ่นหยกทำให้ดูงดงามยิ่งขึ้นแม้เครื่องหน้าจะไม่ได้ประทินโฉมอะไรแต่ก็งดงามอย่างพอดี
“เ้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรกัน” เคอหลิ่งหลินทำเสียงหงุดหงิด
“ก็คุณหนูของบ่าวงดงามนี่เ้าค่ะ” ไม่บ่อยหรอกที่จะเห็นคุณหนูของนางแต่งกายงดงามสมเป็บุตรีของแม่ทัพจ้าวนี่นะผิดกับคุณชายที่มักงามสง่าทุกเวลาอยู่เสมอ
“เอาเถอะ ข้าหิวแล้ว กินอิ่มท้องแล้วข้าจะกลับมานอนให้สำราญใจ”
ร่างงามพูดเขินๆ แล้วเดินออกไป แต่เพราะไม่คุ้นกับชุดสตรีงดงามเช่นนี้นางเกือบเผลอเหยียบชายกระโปรงตัวเอง โชคดีที่ชุนเอ๋อร์ไหวตัวทันช่วยประคองคุณหนูได้ทันเวลาโธ่! ชุดสวยแต่คนใส่ซุ่มซ่ามไม่สมชุดเอาเสียเลย เคอหลิ่งหลินได้แต่บอกตัวเองแล้วยืดตัวตรงเดินด้วยท่วงท่างามสง่าแบบที่ชุนเอ๋อร์คอยแนะนำนางบ่อยๆปีนี้นางอายุยี่สิบแล้ว
นางไม่มั่นใจว่าตัวเองงามเพียบพร้อมพอจะเป็ที่รักของใครสักคนได้หรือไม่
หญิงสาวที่มักมีใบหน้าเรียบนิ่งดุจน้ำแข็งยามเมื่ออยู่สนามรบ ทว่าเวลานี้เคอหลิ่งหลินเผลอยิ้มเขินอายอย่างไม่รู้ตัวเพียงแค่คิดถึงบุรุษคนหนึ่งที่เคยให้คำสัญญากับนางไว้.