ยามเช้าตรู่ของจวนเย่ ผู้คนค่อยๆ ทยอยเดินออกจากห้องไปล้างเนื้อล้างตัวให้สดชื่นแจ่มใสเนื่องจากคนส่วนใหญ่ต้องช่วยตระกูลทำกิจการค้า
พวกเขาแต่ละคนล้วนเป็ส่วนสำคัญของตระกูลเย่ถึงแม้บางคนพลังยุทธ์จะต่ำต้อย แต่ในด้านการช่วยงานธุรกิจการค้าพวกเขาก็ถือเป็กำลังสำคัญของตระกูล
อย่างไรเสียเงินก็เป็สิ่งสำคัญที่สุดในโลกไม่ว่าจะโลกไหนก็ตามเนื่องจากการฝึกตนต้องใช้ทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็อุปกรณ์ฝึกฝน อาวุธโอสถควบแน่นลมปราณ วารีโอสถสำหรับปรับแต่งกายา ฯลฯ ทั้งหมดนี้ไม่อาจแยกจากคำว่า ‘เงินตรา’ ได้เลย
่เช้าตระกูลเย่ค่อนข้างห่างไกลจากความเงียบงันฝูงชนที่พลุกพล่านช่วยเติมเต็มความมีชีวิตชีวาให้กับทั้งตระกูล
ภายในห้องพักอันเงียบสงบตัดขาดจากทุกเสียงชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลากำลังนั่งขัดสมาธิ สองมือประสาน สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
เย่หยางรู้สึกว่าปราณแท้ภายในร่างของเขาเต็มเปี่ยมแล้วจึงใช้กำลังทั้งหมดทะลวงผ่านเขตแดนขวางกั้นเพื่อบรรลุระดับหลอมรวมปราณขั้นห้านภาในคราวเดียว
แต่การยกระดับในครั้งนี้มิได้ง่ายดายเหมือนครั้งที่แล้วเย่หยางพยายามทะลวงผ่านสี่ครั้งติดต่อกัน แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเขตแดนขวางกั้นเสมือนดั่งปราการอันยืดหยุ่นเด้งย้อนกลับมาหาเย่หยางหลายครั้ง
ความล้มเหลวสี่ครั้งติดต่อกันมิได้ทำให้เย่หยางท้อแท้กลับจะกระตุ้นความภาคภูมิจากส่วนลึกจิตใจของเขาอีกด้วย หลังสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเขาก็ใช้พลังทั้งหมดเพื่อโคจรปราณแท้จนกลายเป็กระแสธารอันทรงพลังกระแทกเข้าใส่เขตแดนขวางกั้นราวกับสัตว์ร้ายที่โกรธแค้น
‘ตูม!’
ในที่สุดเย่หยางก็ทะลวงผ่านบรรลุกลายเป็ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นห้านภา หลังจากล้มเหลวไปสี่ครั้งติด
สำหรับเย่หยางแิการยกระดับพลังในโลกนี้ง่ายดายมาก จุดตันเถียนเปรียบเสมือนขวดขนาดกลางที่บรรจุขวดขนาดเล็กเอาไว้
หาก้ายกระดับความจุให้มากขึ้นก็จำต้องแยกขวดเล็กออกมาก่อนเพื่อให้จุดตันเถียนมีความจุเท่ากับขวดขนาดกลาง
เท่ากับจะต้องทุบขวดที่มีอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่าถึงจะขยายขีดความสามารถของปราณแท้ที่อยู่ในตันเถียนได้อย่างต่อเนื่อง
ปริมาณพลังปราณในตันเถียนเป็หนึ่งหลักเกณฑ์สำคัญในการวัดความแข็งแกร่งของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากพลังปราณอันแข็งแกร่งก็เป็ไปไม่ได้เลยที่จะใช้งานทักษะการต่อสู้อันทรงพลัง
ยามนี้เย่หยางรู้สึกได้ถึงปราณแท้ที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในร่างไหลไปยังแขนขาและกระดูกราวกับน้ำป่าไหลหลาก เส้นลมปราณกำลังพองตัวร่างกายแข็งแรงขึ้น โลหิตควบแน่น ทุกอณูร่างเหมือนกำลังฮัมเพลงอย่างมีความสุข
เย่หยางลืมตาขึ้นช้าๆผ่อนลมหายใจเอาอากาศขุ่นภายในร่างออกมาพรืดยาว เขามองมือตัวเองอย่างพึงพอใจกำหมัดแน่นแล้วก็คลายมือออกทำซ้ำอยู่หลายครั้งเพื่อปรับพลังที่เพิ่มขึ้นให้เข้ากับร่างกายเป็หนึ่งเดียวหลังเสร็จสิ้นเขาก็ยิ้มออกมาอย่างยินดี
เขาเดินมาที่กระจกเพื่อกวาดตามองตนเองก็เห็นว่าสภาพผิวกายดูแข็งแกร่งขึ้นหลังจากนั้นก็ลองเหยียดกำปั้นออกมาชกใส่หน้าอกตนเองสองครั้งจนเกิดเสียงดัง ‘ตึงๆ’ ในที่สุดเขาก็ไม่มีร่างกายเฉกเช่นเดียวกับหลินไต้อวี้[1]อีกต่อไป
ส่วนเ้าลูกกะจ๊อกที่ข่มเหงรังแกข้าท่านปู่เย่หยางผู้นี้จะคิดบัญชีแค้นกับพวกเ้าทีละคนเขาเหวี่ยงหมัดออกไปอย่างรุนแรงจนบังเกิดเสียงสายลมคำราม
หลังความตื่นเต้นสงบลงเขาก็หยิบตำราเล่มบางเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ บนนั้นเขียนไว้ว่า ‘เคล็ดวิชาระดับหวงขั้นต่ำ - หมัดทลายศิลา’ เย่หลิงเทียนส่งมอบตำราเล่มนี้ให้กับเย่หยางอย่างเงียบๆั้แ่เมื่อวานนี้ เขาพลิกดูมันเบาๆ มองเพียงแวบแรกก็รู้สึกว่าไม่ยากวิธีการไม่มีอะไรมากไปกว่าพยายามห่อหุ้มพลังปราณแท้จริงไว้รอบหมัดจะทำให้หมัดแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า
หลังจากพลิกดูครั้งเดียวเขาก็เข้าใจมันอย่างสมบูรณ์เขาพึมพำกับตัวเอง “คงต้องหาสถานที่ฝึกฝน” เย่หยางเก็บตำราไว้ในอ้อมแขนแล้วหันหลังกลับเพื่อออกไปข้างนอก
ูเาด้านหลังตระกูลเย่เป็ผืนป่าครอบคลุมพื้นที่กว่าพันหมู่[2] ด้วยเพราะอยู่ใกล้กับลานกว้างของตระกูลเย่จึงถูกระบุเป็อาณาเขตของตระกูลนอกจากเรือนทรงต่ำที่ตั้งอยู่แล้ว ปกติก็แทบไม่มีใครมาที่นี่เลย
เนื่องจากบ้านทรงต่ำเ่าั้เป็ห้องขังที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับสาวกที่กระทำความผิดจึงไม่ค่อยเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม แต่ปัจจุบันน่าจะมีคนอยู่อาศัยบ้างแล้ว
เย่หยางเหลือบมองบ้านหลังเล็กๆขณะเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง หลังผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูปก็มาถึงแหล่งน้ำที่อยู่ห่างไกลออกไปเขาเฝ้าสังเกตมันอย่างระมัดระวังอยู่พักหนึ่ง
หลังจากแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่รอบๆจึงเดินไปยังต้นไม้ใหญ่ สงบสติอารมณ์ ตั้งสมาธิ ลดมือลงท่ามกลางเสียงน้ำไหลอย่างแ่เบา เขารู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายไปทั่วทั้งร่างเย่หยางค่อยๆ ดึงกางเกงขึ้นเดินมายังหินใหญ่แล้วนั่งขัดสมาธิลงบนนั้น
เขาโคจรปราณแท้อย่างเงียบๆทำความคุ้นเคยกับร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นตรวจสอบจนแน่ใจว่าลมปราณภายในร่างไหลเวียนอย่างราบรื่นก่อนจะเริ่มฝึกฝน 'หมัดทลายศิลา'หากการไหลเวียนของปราณแท้ภายในร่างติดขัดแล้วยังฝืนฝึกฝนวิชายุทธ์ต่อไปมีโอกาสที่จะทำให้กล้ามเนื้อและเส้นลมปราณของคนผู้นั้นได้รับความเสียหาย
เขาย่อกายอยู่ในท่านั่งม้า ค่อยๆโคจรปราณแท้ในจุดตันเถียนผ่านเส้นชีพจรไปจนถึงกำปั้นจากนั้นก็กระแทกหมัดพุ่งตรงไปข้างหน้า
‘ฟิ้ววว!’
หมัดแหวกผ่านอากาศจนบังเกิดเสียงดังรุนแรงทำให้กิ่งก้านต้นไม้ที่ห่างออกไปสั่นคลอนเขาทดสอบโจมตีอยู่หลายครั้งจนมั่นใจว่าเชี่ยวชาญใน 'หมัดทลายศิลา' แล้ว จึงเลิกฝึกซ้อมด้วยมือเปล่า เดินไปยังต้นไม้ใหญ่ลำต้นหนาแล้วชกหมัดออกไป
‘ตูม!’
หมัดอัดกระแทกเข้าใส่ลำต้นของต้นไม้อย่างรุนแรงทิ้งรอยหมัดไว้ลึกกว่าหนึ่งชุ่นเย่หยางมองดูรอยหมัดของเขาด้วยความประหลาดใจพลางกล่าวกับตนเองว่า "โลกนี้น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก พลังของมนุษย์ช่างยิ่งใหญ่ข้าแค่ทดลองปล่อยหมัดออกไป แต่ตัวข้ากลับไม่รู้สึกเ็ปเลยแม้แต่น้อยเอาล่ะ…ครั้งต่อไปข้าจะลองทดสอบด้วยกำลังทั้งหมดที่มี"
เขาถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวปลดปล่อยปราณแท้เต็มกำลัง ทุ่มเทพลังทั้งหมดที่มีพร้อมคำรามเสียงดังเลืองลั่น
“หมัดทลายศิลา!”
‘ตูม แครก!’
เสียงดังที่ออกมานั้นแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงแขนและหมัดของเย่หยางทะลุผ่านลำต้นของต้นไม้ไปยังอีกด้านหนึ่ง
เย่หยางตื่นใกับผลงานที่ออกมาเขาใช้เวลาพักใหญ่กว่าสติสัมปชัญญะจะกลับคืนเป็ปกติจากนั้นก็ดึงแขนของตัวเองออกจากลำต้นของต้นไม้ ค่อยๆ ปัดเศษไม้ออกจากแขนมองไปยังรูกลวงโบ๋บนลำต้นด้วยความงุนงง
การจะทำเช่นนี้ได้ต้องใช้พลังแค่ไหนกันอย่างที่รู้กันว่าการเจาะทะลวงผ่านลำต้นของต้นไม้นั้นยากยิ่งกว่าการทำลายมันเสียอีกผลลัพธ์ที่ออกมาทำให้เขารู้สึกว่าต้องกลับไปทดสอบความแข็งแกร่งของตนเองอีก
จากในตำราโดยทั่วไปแล้วผู้ที่อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณเมื่อใช้วิชาหมัดทลายศิลาจะสามารถทะลุประตูไม้หนาห้าชุ่น[3]ได้เพียงเท่านั้นแต่ผลทดสอบที่ออกมาในปัจจุบันกลายเป็ว่าพลังทะลุทะลวงเกินกว่าที่ตำราได้ระบุเอาไว้มากเขาจำเป็ต้องรู้ขีดจำกัดพลังของตนเอง เพราะเป็สิ่งสำคัญต่อการฝึกฝนในอนาคต
หลังจากครุ่นคิดเื่ดังกล่าวเสร็จสิ้นเขาก็วิ่งตรงไปยังลานฝึกของตระกูลอย่างไม่รีรอ
ลานฝึกของตระกูลเย่อยู่ในจัตุรัสกลางแจ้งมีรัศกว้างประมาณร้อยลี้ในลานฝึกเต็มไปด้วยอุปกรณ์การฝึกฝนหลากหลายชนิดส่วนใหญ่มีไว้สำหรับเพิ่มพูนพลังกายเป็หลักโดยพื้นฐานแล้วมีเพียงเด็กหนุ่มเท่านั้นที่จะมาฝึกฝนอยู่ที่นี่ส่วนเด็กสาวที่จะเข้ามาฝึกฝนที่นี่มีน้อยมาก เนื่องจากพวกนางเลือกที่จะฝึกฝนเคล็ดบ่มเพาะและวิชายุทธ์มากกว่าด้วยเพราะการฝึกฝนร่างกายจะส่งผลต่อรูปร่างหน้าตาของพวกนาง
แต่เด็กหนุ่มไม่ได้คิดดังเช่นเด็กสาวพวกเขาคิดว่าการมีร่างกายกำยำจะยิ่งทำให้ทรงเสน่ห์มากขึ้นนอกจากนี้ความแข็งแกร่งยังสามารถชดเชยการขาดพลังลมปราณ ฉะนั้นการฝึกฝนเพื่อเพิ่มพูนสมรรถภาพร่างกายจึงเป็เื่ดีอย่างยิ่ง
เมื่อเย่หยางมาถึงลานฝึก เวลาก็ล่วงเลยไปกว่าเที่ยงวันทุกคนต่างหยุดพักไปกินอาหาร ยิ่งช่วยให้เขาฝึกฝนได้อย่างสะดวกมากขึ้นเพราะเย่หยางไม่้าให้ผู้ใดรู้ว่าเขากำลังทำสิ่งใดอยู่ เขาจึงมาที่ศิลาทดสอบพลังและต่อยลงไปบนปุ่มสีแดงทันที
‘ตูม!’
หลังจากเกิดเสียงดังก็ปรากฏเส้นสีน้ำเงินแปดเส้นบนศิลาทดสอบเย่หยางรู้ว่าเส้นสีน้ำเงินแต่ละเส้นแสดงถึงความแข็งแกร่งหนึ่งร้อยจินแค่การโจมตีธรรมดาก็สูงถึงแปดร้อยจิน
‘ตูม!!!’ เขาต่อยลงไปอีกครั้งอย่างสุดแรงเกิด คราวนี้บนศิลาทดสอบมีเส้นสีแดงหนึ่งเส้นกับสีน้ำเงินห้าเส้นเส้นสีแดงแทนความแข็งแกร่งหนึ่งพันจินซึ่งหมายความว่าเย่หยางสามารถปลดปล่อยพลังหมัดที่มีน้ำหนักถึงหนึ่งพันห้าร้อยจินนี่คือความแข็งแกร่งทางกายภาพของเขา
เขาร้องคำราม “หมัด ทลาย ศิลา!” ปราณแท้ะเิออกพร้อมเสียง ‘ตูม’ ดังขึ้นทำให้หินทดสอบที่มีความสูงมากกว่าหนึ่งจ้างสั่นะเืตามไปด้วย
ทันใดนั้นก็ปรากฏเส้นสีแดงสามเส้นกับสีน้ำเงินหนึ่งเส้นบนศิลาทดสอบเย่หยางตกตะลึงเมื่อเห็นระดับเส้นพลังที่ปรากฏ "มิน่าล่ะ!ข้าถึงเจาะทะลุต้นไม้ใหญ่ด้วยเพียงหมัดเดียว ไม่คาดคิดว่าร่างกายที่ผ่ายผอมของข้าจะสามารถกักเก็บพละกำลังมหาศาลได้ถึงเพียงนี้หลังเสริมวิชายุทธ์เข้าไปก็สามารถเจาะทะลวงลำต้นของต้นไม้ใหญ่ได้แต่ดูเหมือนร่างกายนี้จะไม่เคยมีความสามารถนี้มาก่อนหรือว่าเป็ผลจากการกลายพันธุ์ที่ข้าได้ข้ามเวลามา?”
“ว่ากันว่าความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งพันจินเท่านั้นไม่น่าเชื่อว่าข้าจะแซงหน้าพวกเขาไปมากขนาดนี้พละกำลังเป็ตัวกำหนดความแข็งแกร่งของร่างกาย เท่ากับว่าข้ามีความแข็งแกร่งเท่ากับนักรบเลยไม่ใช่หรือไร”
เย่หยางบีบแขนของตัวเองอย่างแรงแต่เขาก็รู้สึกไม่ค่อยเ็ปสักเท่าไร เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจในที่สุดเขาก็มีทุนรอนสำหรับตั้งหลักบางส่วนแล้ว
โดยพื้นฐานแล้วถ้าเชี่ยวชาญหมัดทลายศิลาก็ไม่จำเป็ต้องเสียเวลาฝึกซ้อมอีกต่อไปสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมามันทำให้เย่หยางรู้สึกแย่มาก เขา้าผ่อนคลายแต่เขาไม่กล้าออกไปข้างนอกเพราะถ้ายังไม่แข็งแกร่งพอก็กลัวว่าตนเองจะถูกผู้อื่นข่มเหง
คิดได้ดังนั้นเขาก็ส่ายศีรษะแล้วออกไปกินข้าวที่โรงอาหารเมื่อมาถึงผู้คนส่วนใหญ่กินกันเสร็จแล้ว หลายคนยังคงนั่งคุยกันอยู่การมาถึงของเย่หยางเสมือนดังนกอินทรีที่ถูกโยนเข้ามาไปฝูงไก่ ภายในโรงอาหารถึงได้เงียบกริบ…
เย่หยางถอนหายใจอย่างหดหู่ “มีแต่เื่ที่ทำให้อึดอัดไปหมด” หลังตักอาหารเสร็จเขาก็สุ่มหาสถานที่นั่งกินราวกับไม่มีผู้ใดอยู่รอบๆ
หลังจากที่เห็นเย่หยางนั่งลง คนอื่นๆก็ค่อยๆ เดินออกจากโรงอาหารอย่างเงียบเชียบราวกับพบเห็นสัตว์ร้ายบางกลุ่มเดินเฉียดโต๊ะอาหารของเย่หยาง เขาก็แอบเหยียดหยามดูถูกในใจ
เหตุผลที่คนเหล่านี้หวาดกลัวเย่หยางเพราะพวกเขาเคยรังแกเย่หยางมาก่อนไม่มากก็น้อยจึงนึกหวาดระแวงในใจ ทั้งที่คนเหล่านี้ยังไม่ทราบถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเย่หยางเลยด้วยซ้ำแต่ความเืเย็นที่เย่หยางได้แสดงออกใน่สองวันที่ผ่านมาทำให้พวกเขาหวาดกลัวจนถึงแก่น
เย่ชิงเสวียนที่นั่งพูดคุยอยู่มุมหนึ่งเมื่อเห็นเย่หยางมาถึงดวงตาอันงดงามก็เป็ประกาย นางขยับตัวมาอยู่เบื้องหน้าของเย่หยางยิ้มให้กับเขาก่อนเปรยขึ้นว่า "ฮิๆ…ยามนี้เ้าช่างดูสง่างามยิ่งนักเมื่อพวกนั้นเห็นเ้าก็ทำตัวไม่ต่างจากหนูเจอแมว"
ตะเกียบในมือเย่หยางหยุดชะงัก เขายกผ้าขึ้นมาเช็ดปากมองดูโฉมงามอันน่าอภิรมย์ใจตรงหน้าแล้วกล่าวขึ้นอย่างเหยียดหยามว่า “ก็เพราะพวกนั้นเคยทำผิดต่อข้าเลยไม่กล้าเผชิญหน้าตรงๆ พวกขี้ขลาดเยี่ยงนี้ไม่มีทาง...ประสบความสำเร็จในอนาคตเป็แน่”
“ฮิๆ…ข้าไม่คิดว่าเย่หยางผู้แบกรับความอัปยศอดสูมานานหลายปีจะเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็หลังมือขนาดนี้พี่สาวอย่างข้ามาที่นี่เพื่อแสดงความยินดีกับเ้า” นางมองลูกพี่ลูกน้องซึ่งมีอายุน้อยกว่าตัวนางหนึ่งปียิ่งเย่ชิงเสวียนรู้จักเขามากเท่าไร นางก็ยิ่งเข้าใจเขามากขึ้นเท่านั้น
“เปี่ยวเจี่ยท่านกำลังประจบประแจงข้ายิ่งชื่นชมข้ามากเท่าไรเวลาล้มลงก็ยิ่งดังมากขึ้นเท่านั้นค่อยมาคุยเื่นี้หลังจากที่ข้าต่อสู้กับเย่อวิ๋นจบแล้วจะดีกว่าหากข้ามีชีวิตรอดมาได้ ท่านต้องเลี้ยงฉลองข้าด้วยอาหารมื้อใหญ่ทำเช่นนี้ถึงจะคุ้มค่ากว่า” เย่หยางว่าด้วยรอยยิ้ม
หลังจากได้ฟังเย่หยางพูดถึงการต่อสู้เป็ตายสีหน้าของเย่ชิงเสวียนก็ดูจริงจังมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดรอยยิ้มก่อนหน้านี้หายไปในฉับพลัน
“เย่หยางช่วยบอกข้าหน่อยว่าเ้ามั่นใจในการต่อสู้ครั้งนี้แต่ถ้าไม่แน่ใจก็ให้บอกข้าตรงๆ ข้าจะช่วยเ้าหาทางปฏิเสธมัน ข้าเป็ศิษย์ผู้ถูกเลือกของสำนักเทียนอู่ในตระกูลคำพูดของข้าพอมีน้ำหนักอยู่บ้างข้าสามารถปกป้องเ้าให้อยู่รอดปลอดภัยได้แน่นอน”
พร์ของเย่ชิงเสวียนน่าทึ่งมากนางบรรลุระดับหลอมรวมลมปราณขั้นเก้านภาก่อนอายุสิบเจ็ดปีนางเป็ศิษย์ผู้ถูกเลือกที่ได้เข้าร่วมสำนักอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรเทียนอู่เมื่อใดที่นางบรรลุกลายเป็นักรบได้ก่อนอายุสิบแปดปี นางก็สามารถเข้าสำนักได้ทุกเมื่อ
สำนักเทียนอู่เป็สำนักศึกษาอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรเทียนอู่ถือเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ว่ากันว่าอาจารย์ผู้สอนทุกคนที่อยู่ในสำนักล้วนอยู่เหนือกว่าระดับนักรบทั้งสิ้นอีกทั้งอาจารย์ใหญ่ยังเป็ยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ในตำนานอีกด้วย การได้เข้าร่วมสำนักเทียนอู่ของเย่ชิงเสวียนถือเป็เื่ที่ค่อนข้างแน่นอนแล้วดังนั้นตระกูลจึงไม่อาจเพิกเฉยต่อความคิดเห็นของนางได้
หลังจากได้ยินวาจาของเย่ชิงเสวียนเย่หยางก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ ขณะที่เขากำลังจะขอบคุณนางเสียงที่คมชัดราวกับนกขมิ้นก็ดังขึ้นด้านนอก "พี่เย่หยางข้ามาที่นี่เพื่อพบท่าน ท่านอยู่หรือไม่"
[1] สตรีผู้โด่งดังในวรรณกรรมจีนโบราณ ขึ้นชื่อในเื่ของความงาม
[2] 1 หมู่เท่ากับ 0.416 ไร่ ดังนั้น 1000หมู่เท่ากบ 416 ไร่โดยประมาณ
[3]1 ชุ่น = 3.33 เิเ