ซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที

    บทที่ 21. ตอนที่ 3. เจ้ามหาชีวิต

    เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ทิ้งตัวลงบนพรมขนสัตว์ที่ปูทับสาดแหย่ง บนพื้นภายในห้องบรรทมส่วนพระองค์อันเงียบสงัด องค์อินทร์ถวายทรงทิ้งพระวรกายลงอย่างอ่อนล้า ภาระแห่งโคมคำที่เพิ่งรับสืบทอดมานั้น ดูจะหนักอึ้งเกินกว่าที่เคยคิดจินตนาการเอาไว้หลายเท่าตัว สายพระเนตรทอดมองไปยังแสงเทียนประทีปที่วูบไหว ราวกับสะท้อนถึงความไม่มั่นคงในพระทัยของพระองค์

    คุณท้าวบัวแก้วและนางกำนัล ถือคนโฑน้ำทองเหลืองแลอ่างน้ำพร้อมผ้าซับพักตร์ เข้ามาวางให้แก่เจ้าตำหนักพิมาน นางมองดูเจ้าเหนือหัวที่อ่อนล้าด้วยความสงสารเอ็นดู นางโบกมือให้เหล่านางกำนัลสาวออกไปรอด้านนอก ด้วยมิต้องการให้พวกนางต้องมานั่งเฝ้าแหนรับใช้ ให้พระองค์รำคาญใจ ด้วยยามปกติแล้ว ก็มิใคร่ให้ผู้ใดต้องมาเฝ้าหมอบกราบรับใช้เป็นทุนเดิม

    “ครองแผ่นดินสืบต่อจากพระราชบิดา ใครว่าสุขสบาย...แท้จริงแล้วกูเหมือนนกในกรงทองที่ถูกล้อมด้วยคมหอกคมดาบของเหล่าขุนนางเสียมากกว่า” พระองค์รำพึงแผ่วเบา สายลมจากนอกหน้าต่างโชยพัดเอากลิ่นดอกมะลิที่กำลังบานสะพรั่งรับแสงแดดกล้าในยามแล้ง ดูเหมือนกลิ่นหอมของมัน จักเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้พระองค์ผ่อนคลายความหนักหนาในใจกายลงได้บ้าง

    เรื่องเมืองปาวแข็งเมืองนั้น ยังพอจัดการได้ด้วยกำลังพล แต่เรื่องของเยว่โมเลียง กับคณะทูตชาวเยว่และเผ่าแดนเหนือที่กำลังเดินทางมาถึง กลับเป็นปมเชือกที่กำลังเข้ามารัดตรึงพระทัยจนหายใจไม่ออก พระองค์ทรงทราบดี ว่าการเจริญสัมพันธไมตรีครั้งนี้ มีเป้าหมายแอบแฝง คือการต้องยกย่องเยว่โมเลียงขึ้นเป็นพระชายาเพื่อค้ำจุนอำนาจระหว่างแว่นแคว้น

    ข่าวเมืองใหญ่ตอนเหนือรวมแผ่นดินทั้งสามสำเร็จ ดูจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ใช่กับแว่นแคว้นเล็ก ๆ ที่อยู่กระจัดกระจายกัน การที่ชาวเผ่าทั้งหลาย หันมาจับกลุ่มเข้าร่วมกับสุวรรณโคมคำ หรือเมืองใหญ่อื่นเช่นพะยูลาวกายหรือซัว ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด มากกว่าการอยู่ครองเมืองอย่างโดดเดี่ยวไร้เมืองใหญ่ให้พึงพิง

    ในซอกหลืบของพระทัย ตำแหน่งที่ว่างข้างพระวรกายนั้น พระองค์กลับตราจองไว้ให้เจ้านางซอมพอ หญิงสาวผู้เปรียบเสมือนลมหายใจแลรักแรกพบเพียงหนึ่งเดียว แต่ในยามนี้กลับมีสตรีอีกนาง ที่เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ อันมีความมั่นคงของแผ่นดินเป็นเดิมพัน

    “หากกูเลือกหัวใจ กูอาจเสียแผ่นดิน หากกูเลือกแผ่นดิน กูคงต้องเสียหัวใจไปชั่วกาล หากกูเลือกได้ กูจักขอเป็นเพียงเจ้าราชบุตร ไม่ต้องแบกทุกข์แลความรับผิดชอบใหญ่หลวงเช่นนี้เลย”

    “แต่พระองค์ไม่ใช่ แลคนเราก็ไม่อาจย้อนวันเวลากลับไปได้เช่นกัน บัดนี้พระองค์เป็นเจ้ามหาชีวิต ยืนอยู่ในจุดสูงสุดแห่งแผ่นดิน การอันจักคิดทำเรื่องตามใจตนนั้นย่อมมิควร การเป็นชนชั้นสูงอาจดูหอมหวานจนผู้คนมากมายต่างหมายปอง แต่เนื้อแท้ของมันนั้นซับซ้อนจนคนธรรมดาคิดไม่ถึง แม่ญิงโมเลียงในยามนี้ก็ต่างจากเดิมนัก นางปรับตัวได้ดี พูดสำเนียงชาวเราได้ดีขึ้น แลยังนุ่งห่มผ้าผ่อนเช่นสตรีชั้นสูงของสุวรรณโคมคำ นางเองก็เลือกมิได้ เพื่อชาวเยว่ นางจำต้องตามพระองค์มา พระองค์พึงใจให้นางอยู่ที่ใดเป็นแบบใด นางก็ทำได้เพียงจำใจยอมรับตามนั้น”

    “กูก็เอ็นดูนาง ที่นางตั้งใจทำตนให้เป็นชาวเรา แลไม่สร้างปัญหาให้กูปวดหัว ทั้งที่มีสตรีชั้นสูงไม่น้อยที่ดูถูกนาง”

    “พระองค์รู้ฤา”

    “เจ้าแสนเมืองสิงห์ติดตามกูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มีเรื่องอันใดที่มันผู้นี้มิรู้แจ้งบ้างฤา”

    “เช่นนั้นพระองค์ก็ทรงรู้มาตลอดว่านางถูกกลั่นแกล้ง แล้วไยไม่เมตตานางบ้าง เห็นผ้าซับพักตร์นั่นหรือไม่ นั่นนางทอแลปักลายเองเลยหนา ฝีมือดีไหม”

    “ดูมึงจักรักนางนัก มึงมีลูกชายไหมเล่า กูจักยกให้”

    “มิได้ดอกเจ้าข้า ต่อให้ข้าเจ้ามีลูกชาย ลูกชายของข้าเจ้าก็หาได้ครองเมืองไม่ นางมาที่นี่เพื่อพึ่งบารมีของพระองค์ หาใช่บารมีของข้าเจ้าไม่”

    “อีบัวแก้วมึงก็รู้ว่ากูมีคนในดวงใจแล้ว เหตุใดถึงยุยงให้กูแต่งตั้งโมเลียงด้วยเล่า”

    “พระบาทเจ้าฟังข้าเจ้าก่อนหนา อันตำแหน่งฝ่ายในนั้นมีมากมาย แต่ตำแหน่งสำคัญมีได้แค่สามแลรองอีกห้า แลสามตำแหน่งนี้ก็เว้นไว้สำหรับสตรีชั้นสูงจากหัวเมืองสำคัญ ดูอย่างแม่เจ้าดวงทิพย์ นางสืบเชื้อสืบสายมาจากเมืองคัง อันเป็นนครรัฐกันชนกับพะยู พระชายาจันทร์แดงจากหนองแสที่บัดนี้บ้านเมืองนางก็ถูกกลืนเข้ากับเวียงชัย แลเจ้านางคำฟองมารดาของเจ้าพรหมเสก อันเป็นธิดาของชาวลัวะฟากหล่ายน้ำของฝั่งกระโน้น และยังมีเจ้านางแสงหล้าและคนอื่นอีกมากหลายตามลำดับความสำคัญ”

    “มึงกำลังจักบอกกูว่า ให้กูแต่งตั้งนางไปก่อน แล้วค่อยมองดูความสำคัญของเมืองกระนั้นฤา”

    ขุนหลวงอินทร์ถวายหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น หากจักวัดกันที่สิ่งนั้น เจ้าซอมพอของพระองค์คงเป็นได้เพียงสนมท้ายตำหนักพิมาน เมืองเล็กเช่นเวียงสรวง มีดีเพียงบ่อเหล็กแลฝ้ายดิบ นอกนั้นความสำคัญยังเทียบกับเมืองป่ายอันมีเจ้าม้าเหล็กแลแสนอินถาดูแลในยามนี้มิได้เลย

    พระองค์โบกมือไล่คุณท้าวรับใช้ให้ออกไป แล้วทรงนอนตะแคงหลบหน้าคน ด้วยต้องการใช้ความคิดแต่เพียงลำพังไหนจะเรื่องช้างเผือก ที่ท้าวเสือฟ้าหยิบยกขึ้นมาเป็นข้ออ้าง ถึงการเสริมสร้างประดับบารมี พระองค์ทรงมองออก ว่าเป็นเพียงกลอุบายที่ต้องการดึงให้พระองค์ออกห่างจากราชสำนัก เพื่อให้พวกขุนนางเฒ่าเจ้าเล่ห์เหล่านั้น ได้มีโอกาสจัดสรรอำนาจกันได้โดยง่าย

    เมื่อความกดดันมาจนถึงขีดสุด องค์อินทร์ถวายจึงทรงตัดสินใจสละฉลองพระองค์ หันมานุ่งห่มผ้าเรียบง่ายสีหม่นตามอย่างครั้งยังเป็นเพียงเจ้าราชบุตร ออกเดินทางเงียบเชียบในช่วงรุ่งสาง พร้อมข้ารับใช้ผู้ติดตามเพียงไม่กี่คน ที่ร่วมบุกเบิกเส้นทางรกชัฏ มุ่งหน้าสู่ถ้ำผาสูง ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเทียมฟ้า

    ทหารติดตามสองนายถูกทิ้งให้เฝ้าม้าดีอยู่ที่ตีนเขา แลที่เหลือจึงได้ติดตามขึ้นไปด้านบน

    ทั้งที่เบื้องล่างอากาศร้อนอบอ้าวด้วยเป็นช่วงฤดูแล้ง แต่อากาศบนเขากลับเริ่มเย็นตัวลงและเบาบาง  แต่ละย่างก้าวที่ปีนป่ายเดินเท้าขึ้นไป เหมือนเป็นการสลัดทิ้งหัวโขนแห่งกษัตริย์ออกไปทีละชิ้น จนกระทั่งถึงหน้าคูหาถ้ำที่อบอวลไปด้วยกลิ่นธูปกำยานและรสพระธรรม

    พระมารดาผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงเจ้านางพญาผู้เป็นใหญ่ ทรงประทับนั่งหลับตาพริ้มในชุดขาวสะอาดตา ใบหน้าที่เคยดูเคร่งเครียดในเวียงแก้ว บัดนี้กลับผ่องใสกระจ่างแลสงบนิ่ง จนองค์อินทร์ถวายต้องรีบคุกเข่าลงก้มหน้าหมอบกราบลงแทบเท้าของสตรีผู้เป็นมารดา

    เจ้าแสนเมืองสิงห์แลคนติดตาม ต่างรีบหมอบกราบลงเช่นผู้เป็นนาย

    “ขุนหลวง...เจ้าแบกโลกทั้งใบขึ้นมาหาแม่เชียวหรือ?” เสียงนุ่มนวลของพระมารดาเอ่ยขึ้นโดยที่ยังไม่ได้ลืมตามอง

    “ลูกหาทางออกมิเจอพระแม่เจ้า...” องค์อินทร์ถวายตรัสด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ศึกนอกนั้นลูกสู้ไหว แต่ศึกในใจนั้นกลับต้องมาเลือกระหว่างหน้าที่ กับความสัตย์ซื่อที่มีต่อคนรัก ลูกควรทำเช่นไรดีแม่ท่าน”

    พระมารดาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองดูลูกชายที่เป็นถึงเจ้าเหนือหัวของคนทั้งผอง แต่ในยามนี้กลับดูเปราะบางไม่ต่างจากเด็กน้อยคนเดิม ที่เคยวิ่งเล่นซุกซนอยู่ในหอคำหลวง

    “อินทร์ถวายลูกแม่...แผ่นดินนี้เจ้าปกครองด้วยอำนาจได้ แต่ความสงบในใจ เจ้าต้องปกครองด้วยความจริง” พระนางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตรัสต่อ “อันช้างเผือกที่เจ้าตามหา อาจมิได้อยู่ในป่าตะวันออก แต่มันคือใจที่บริสุทธิ์ของเจ้าเอง หากเจ้าเข้าหาความถูกต้องด้วยใจที่บิดเบี้ยว เจ้าจะไม่มีวันพบความสุขที่แท้จริง”

    คำสอนที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยนัยยะลึกซึ้ง ทำให้ขุนหลวงหนุ่มทรงนิ่งอึ้งไป พระองค์ทรงเริ่มตระหนักว่า การเยือนถ้ำผาศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงการหาคำปรึกษา แต่เป็นการมองหาตัวตน ที่สูญหายไปท่ามกลางวันเวลาแลเสียงยุยงวุ่นวายในราชสำนัก

    “แม่เจ้า…ลูกนั้นโง่เขลา ช่วยแถลงไขความให้กระจ่างด้วยเถิดพระเจ้าข้า”


    อ่านฟรีจนจบ 143 ตอน ปิดจบติดเหรียญถาวร

    แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :

    เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh

    เล่ม 2   https://shorturl.asia/BxnNW

    เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH

    คล้ายกับเรื่องซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที ที่คุณอ่าน

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276