ตอนที่ 11
วิกฤตเป็ตาย
การปกป้องขบวนคาราวาน ชีวิตของผู้คนคือหน้าที่หลัก สินค้ายังเป็รองหัวหน้ากองกำลังคุ้มภัยสั่งการแข็งขัน แบ่งกำลังแยกออกเป็สามส่วน หนึ่งตั้งมั่นดั่งกำแพงเหล็กเน้นป้องกันและหยุดสภาวะลุกคืบ ส่วนสองเป็ยอดฝีมือฝึกตนทั้งห้า รับหน้าที่คอยเก็บกวาดส่วนสามเป็กองกำลังจิปาถะ แม้ฝีมือต่ำกว่าอีกสองส่วน แต่เน้นการประสานงานกับพ่อค้าร่วมทางควบคุมฝูงชนมิให้แตกตื่น ซึ่งการควบคุมผู้คนให้ปฏิบัติตามคำสั่งคืองานถนัดเฉพาะด้านที่ต้องฝึกฝนเช่นกัน
ยิ่งเสียงฝีเท้าม้าเคลื่อนไกล้ หัวใจที่เต้นรัวยิ่งบีบรัดเืลมสูบฉีด ศาสตราในมือถูกกำแน่น สายตาขมึงตึงจับจ้องผ่านแสงสลัวแม้คืนนี้เป็ข้างแรม แต่อาศัยคบไฟกองเพลิงที่จุดตั้งค่ายอยู่ก่อน ทำให้ทัพหน้าพอจะเห็นภาพของศีรษะม้าศึกที่กำลังห้อตะบึงกระหืดกระหอบแต่ไกล หอกในมือที่ตั้งตรง ปรับลงเป็แทงเฉียงท่าเท้าผ่อนคลายค่อยเขม็งตึง เตรียมพร้อมจะโจนทะยานเสือกแทงศัตรูที่เข้าสู่ระยะของตน
สำนักคุ้มภัยตระกูลหลินรู้ตื้นลึกหนาบางของกลุ่มโจรปล้นชิงในย่านนี้ดี หากฝูงโจรบนหลังม้าในคืนนี้จะเหมือนเช่นโจรร้ายที่เคยสังหารมาก่อน ทุกอย่างก็คงไร้ปัญหา เพียงแต่...
นี่มันอะไรกัน !!!
มือหอกของสำนักคุ้มภัยผู้หนึ่งเคลื่อนล้ำออกจากแถวหวังเป็ผู้ลงหอกแรกเปิดศึก กลับกลายเป็คนแรกที่เอ่ยคำแตกตื่น ทันทีเอ่ยคำจบก็เร่งชักเท้าถอยกลับด้วยความใจนพลาดพลั้งล้มลงก้มจ้ำเบ้า สหายร่วมสำนักคุ้มภัยแวบแรกคิดกระโจนเข้าไปหอบหิ้วมือหอกให้ลุกขึ้นแต่เมื่อสายตาสบเข้ากับสิ่งที่มือหอกเผชิญหน้าจิตใจกลายเป็สับสนแตกตื่นดุจเดียวกัน
ม้าผี ม้าผี !!!
พวกโจรตายหมดแล้ว !!!
ม้าที่วิ่งผ่านแม้ขายังก้าวทะยานแต่ศีรษะกลับเหลือเพียงกระดูกขาวอาบโลหิต ส่วนโจรร้ายที่อยู่บนหลัง ม้ามิได้นั่งตัวตรงพวกมันกลับฟุบร่างไร้ิญญาขาวซีดแนบลงกับหลังม้า เมื่อเพ่งใกล้ค่อยพบว่าทั้งหมดโลหิตทะลักออกท่วมหน้า ตกตายทั้งที่ดวงตายังเบิกโพลง
ความสงสัยกลายเป็วุ่นวายแตกตื่นแต่ยังไม่ลืมใช้ศาสตราในมือหยุดยั้งสภาวะวิ่งทะลวงของม้าไร้ชีวิตให้ล้มลงก่อนจะทะลุเข้ามายังด้านในเขตกระโจม
ยอดยุทธ์สำนักคุ้มภัยที่คุมเชิงอยู่แถวหลัง ล้วนจิตสมาธิเข้มแข็งมิเกรงกลัวซากศพความตาย ใช้สายตากวาดสำรวจซากศพที่ล้มลงก่อนพุ่งถึงตนเอง จนเมื่อเห็นชัดตายังต้องกลืนน้ำลายหนืดด้วยความสยดสยอง“ที่ช่องเขานั่นเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“รีบไปรายงานท่านพ่อบ้านอู๋” เื่ราวประหลาดเกินรับไหวหัวหน้าชุดคุ้มภัยในครั้งนี้จึงคิดปรึกษากับผู้มีฝีมือเหนือล้ำที่สุด
แต่ผู้ส่งสาน์สยังไม่ทันได้เคลื่อนออก บนหลังม้าที่อยู่ไกลลิบตา ปรากฏผู้รอดชีวิตควบขี่ทันทีที่คนบนหลังม้าเห็นแสงไฟ ก็ะโสุดเสียงร้องขอความช่วยเหลือ “ช่วยข้าด้วยช่วยข้าด้วย ปีศาจ พวกมันเป็ปีศาจร้าย !!!”แต่แล้วไม่ทันที่คนและม้าจะพบกับแสงสว่าง ศีรษะของม้าก็พลันแตกะเิคนบนหลังม้าก็ล้มฟุบลง เสียงร้องขอความช่วยเหลือไม่ปรากฏให้ได้ยินอีกมีเพียงเสียงกีบเท้าของม้า ที่ยังคงวิ่งไวย่ำพื้นวิ่งเข้าหาค่ายกระโจมของกองคาราวานเช่นเดียวกับก่อนหน้า
แต่แล้วจู่ ๆ ท้องฟ้าครึ้มแสงก็กลายเป็มืดสนิท ผู้คนของกองคาราวานต่างแหงนหน้ามองขึ้น้า“นี่มันเื่บ้าอะไรกัน” ไอเยือกพัดออกจากช่องเขารุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า แม้กองไฟยังเต้นไหวรุนแรงจนแทบมอดดับแสงสว่างทั่วทั้งค่ายกระโจมกลายเป็หรี่ปรือแต่สายตาผู้คนกลับเห็นภาพ้าอย่างเด่นชัด...ดวงจันทร์โลหิต เต็มดวงลอยเด่นแทนที่จันทร์แรมก่อนหน้าส่องอาบพื้นปฐีจนแดงฉาน
เกี้ยวใหญ่ถูกผู้คนคลุมใบหน้าแปดคนแบกหามก้าวทะยานเหนืออากาศธาตุเวิ้งว้าง ตรงออกมาจากช่องเขา ยิ่งเคลื่อนใกล้ เสียงเป่าขลุ่ยจีนสอดรับกับเสียงตีขิมด้วยทำนองเย็นเยียบค่อยแว่วดังคล้ายปรากฏมาจากสถานที่ห่างไกล ผู้คนที่เหม่อค้างก่อนหน้ากลายเป็นิ่งงันไม่อาจเคลื่อนไหว รอคอยจนเกี้ยวใหญ่ถูกวางลงประจันหน้า เสียงดนตรีเย็นะเืจึงค่อยหยุดตาม
เมื่อนั้นหัวหน้าชุดคุ้มภัยได้สติก่อนผู้อื่นคาดเดาว่าผู้มาฝีมือสูงล้ำยากตอแย จึงก้าวล้ำผู้อื่นออกมาด้านหน้า คิดเอ่ยคำทักทายยื่นคำนับตามทำเนียมชาวยุทธ์แต่แล้วไม่ทันเอ่ยคำ กลับถูกอาวุธขว้างจากหนึ่งในขบวนชายแบกเกี้ยว ซึ่งคลุมปิดใบหน้าด้วยหมวกปีกซัดใส่โชคดีที่มันพอมีฝีมือติดตัว จึงหยุดเท้าได้ทันก่อนที่ถูกกระแทกจนาเ็
“นายหญิงยังไม่อนุญาต ไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามเคลื่อนไหว”เสียงที่ใช้ออกพร้อมลมปราณ ดังสะท้อนทั่วกัน
“พวกท่าน้าสิ่งใด” หนึ่งในนักบู๊สำนักคุ้มภัยลืมตัวขยับขึ้นหน้าพลางเอ่ยถาม
ชายปิดหน้าตวาดคำ...ตาย !!!
เสียง...โผล๊ะ !!! ก็ดังสะท้อน พร้อมกับศีรษะที่แตกะเิของนักบู๊สำนักคุ้มภัยผู้โชคร้ายเพียงหนึ่งการกระทำ เื่ราวก็กลายเป็ยากควบคุมเหล่านักบู๊ของสำนักคุ้มภัยเห็นสหายตกตาย ไม่อาจระงับความโกรธทะยานเข้าโดยพร้อมเพรียง หมายสับสังหารชายสวมหมวกคลุมหน้า แต่ฝีมือที่แตกต่างไข่ไก่มิอาจกระแทกหินแกร่งให้แตกได้ เสียง...โผล๊ะ !!! ดังรัว นักบู๊สำนักคุ้มภัยสิบกว่าคนที่เลือกเคลื่อนไหวแก้แค้นไม่มีแม้แต่ผู้เดียวที่รอดชีวิต
“พอได้แล้ว” เสียงใสหวานกังวาน ดังออกมาจากในเกี้ยวทึบ“ถ้าพวกเ้าฆ่าพวกมันหมด ข้าจะถามไถ่คำถามที่อยากรู้จากผู้ใดกัน”
“ขออภัยขอรับนายหญิง”
“เ้าถอยกลับมาได้แล้ว”
“ขอรับนายหญิง” ชายคุลมหน้าที่เพิ่งเปิดฉากสังหารชักเท้ากลับไปหยุดอยู่ตำแหน่งเดิม ที่หน้าขบวนเกี้ยวไม้สีดำ
ความกลัวทำให้ผู้คนหยุดนิ่งไม่ไหวติงสายตาจับจ้องไปยังเกี้ยวของบุคคลที่ถูกเรียกว่า...นายหญิง ผู้คนจับจ้องเกี้ยวหลังใหญ่ด้วยความกระสับกระส่ายชั่วอึดใจ นิ้วเรียวยาว ผิวขาวผ่อง จึงค่อยเลิกแง้มออกมาจากภายใน“พวกเ้าผ่านมาแถวนี้ ได้พบเห็นเ้าสิ่งนี้มาบ้างหรือไม่” เสียงหวานใสเอ่ยแว่วคล้ายคู่รักกระซิบซาบอยู่ข้างหู กลิ่นหอมพิสดารสะกดให้หลงใหล ปลิวพร้อมแผ่นกระดาษเท่ากับจำนวนผู้คนพัดล้อไถลไปตามลมหอมหอบหนึ่งก่อนจะหล่นวางตรงหน้าผู้ที่ยังมีลมหายใจทุกคนพอดิบพอดี
ผู้ร่วมกองคาราวาน มองภาพที่กองแนบชิดปลายเท้า พยายามคิดเค้นคำตอบหวังว่าหากตอบคำถามนี้ได้ จะสร้างความพึงพอใจแก่นายหญิงอย่างเลอะเลือนราวกับหลงลืมไปว่า ตอนนี้ทุกคนกำลังอยู่บนปากเหวของความเป็ความตาย
หัวหน้าชุดคุ้มภัยฝีมือการฝึกตน ไม่ด้อยไปกว่าบิดาของหยางอี้จึงสามารถต้านทานลมหอมหอบนั้นได้ แต่ระหว่างนั้นยังไม่กล้าแสดงออกต่อหน้าคิดเล่นบทละครตามผู้อื่น แต่อีกทางกลับคิดทบทวนหวังหาทางออกจากสถานการณ์ยุ่งยากบัดนั้นเหลือบต่ำเห็นภาพวาดสิ่งมีชีวิตคล้ายหนอนไหม ขนาดเทียบเท่าท่อนแขนผู้ใหญ่ศีรษะของหนอนั์แปลกประหลาดปรากฏเส้นสายสีแดงคล้ายหัวกะโหลกลำตัวปรากฏเส้นโลหิตสีน้ำเงินแตกระแหงทั่ว
...นี่มันตัวบ้าอะไรกัน ช่างน่าอัปลักษณ์ยิ่งดูท่าแล้วหากบอกพวกมันไปว่าไม่รู้จัก ทุกคนคงพบชะตากรรมไม่ต่างจากพวกโจรก่อนหน้าเห็นทีคงต้องถ่วงเวลารอคอยพ่อบ้านอู๋กลับมาสถานเดียวเท่านั้น
ผู้คนทยอยตอบคำ บ้างก็ส่ายหน้าปฏิเสธกระทั่งสุดท้ายเหลือเพียงหัวหน้าชุดคุ้มภัย ที่ก้มลงหยิบรูปวาดขึ้นมามองดูด้วยแววตาเหม่อลอยแต่เวลาผ่านไปชั่วขณะก็ยังมิมีคำตอบ กระทั่งนายหญิงในเกี้ยวต้องเอ่ยคำย้ำเมื่อนั้นหัวหน้าชุดคุ้มภัยรู้ดีว่า เล่นละครยืดเวลาต่อไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว หัวหน้าชุดคุ้มภัยจึงกลั้นใจ ทำใจดีสู้เสือทดลองก้าวขึ้นหน้า แต่ครานี้ชายคลุมหน้าทั้งแปดกลับไม่ขยับไหวเชื่อว่านายหญิงในเกี้ยวของพวกมันคงสั่งการเอาไว้ เมื่อหนึ่งก้าวช้า ๆ ผ่านพ้นจึงคิดจะก้าวเข้าไปให้ใกล้ขึ้น แต่ครานี้ดูเหมือนมันจะเข้าไปใกล้กว่านี้ไม่ได้อีกเมื่อชายคุมหน้าที่เอ่ยคำใน่แรก ชักกระบี่คล้ายหมุดแหลมออกมาจี้ตรงชี้มาที่ศีรษะของตนเองหัวหน้าชุดคุ้มภัยไม่กล้าชักช้า คุกเข่าสองข้างแตะพื้น “ขออภัยนายหญิง...ข้าน้อยมิกล้าข้าน้อยมิกล้า” หัวหน้าชุดคุ้มภัยเอ่ยพลางกลืนน้ำลายหนืดลงคอ หวังให้อีกฝั่งเอ่ยคำลากถ่วงบทสนทนาให้ยืดออก
“ไม่ต้องมากพิธี เ้าจงเอ่ยแค่สิ่งที่เ้ารู้เกี่ยวกับเ้าหนอนตัวนี้พอแต่ถ้าเ้าเล่นลูกไม้...” เสียงที่ฟังชัดทั่วกัน กลับกลายเป็เงียบหายก่อนที่จะดังแว่ว...คล้ายจริงคล้ายหลอน สะท้อนอยู่ที่ข้างหูของหัวหน้าชุดคุ้มภัยเพียงผู้เดียว“ข้ารู้ว่าเ้ามิได้อยู่ในมนต์สะกดของกลิ่นบุปผา ดังนั้นหากคำตอบข้าเ้าไม่สามารถทำให้ข้าพอใจได้รับรองได้เลยว่า เ้าจะได้รับรสชาติของทัณฑ์ทรมาน ที่ยินยอมตกตายเสียดีกว่ามีชีวิตอยู่”
ทันทีที่เสียงแว่วเย็นจบลง ความกล้าหาญก่อนหน้าก็พังพินาศตามมือไม้กลายเป็สั่นรัวไม่อาจรับความตื่นเต้นไปมากกว่านี้ ริมฝีปากแห้งผาก ลมหายใจถี่สั้นจนลิ้นพันกันคิดเอ่ยคำออกดมาก็กลายเป็ติด ๆ ขัด ๆ “ขะ...ขะ...ข้าเห็น...เห็นนน”
เพล้งงงงงง !!!
เสียงกังวานคล้ายกระจกแตกดังสนั่น พระจันทร์โลหิตเบื้องบนร้าวลามไว ชั่วพริบตาท้องฟ้าพลันแตกทั่วก่อนจะร่วงกระจายระเหิดหายไปที่กลางอากาศจนสิ้น
...วิชามารลวงตา สะกดข่มจิตใจผู้คนพังทลาย หายไปพร้อมกับกลิ่นหอมเคลิบเคลิ้มร่างที่หนาหนักราวกับถูกพันธนาการล่องหนยึดเหนี่ยวจางหายผู้คนค่อยรู้สึกจิตใจปลอดโปร่ง
หัวหน้าชุดคุ้มภัยที่ระดับฝึกตนสูงที่สุดแม้ก่อนหน้าเลอะเลือนตื่นกลัวสุดขีด แต่เมื่อฟื้นคืนกลับมา ก็กลายเป็สติแจ่มใสกว่าผู้อื่นพริบตาหยิบคว้าะเิควันที่พกติด เหวี่ยงลงพื้นจนหมดสิ้นตั้งใจฉวยโอกาสหลบหนีให้พ้นไปจากสถานที่ให้ไวที่สุด
พ่อบ้านอู๋ทะยานเหยียบกลางหาว มุ่งหน้าตรงเข้าหาใจกลางกลุ่มควัน ปากะโสั่งการ...แยกขบวนหลบหนี!!! พร้อมเรียกกระบี่คู่กายขึ้นมาตวัดฟาดส่งปราณทำลายล้างพุ่งเข้าใส่ที่ใจกลางกลุ่มควันในทันที
เหล่านักบู๊สำนักคุ้มภัยตระกูลหลิน เพิ่งกลับคืนสติแจ่มใสจดจำออกว่าเสียงที่สั่งการคือพ่อบ้านอู๋ ไม่กล้าชักช้า กระจายออกเป็สี่ทิศแปดทางนำเหล่าพ่อค้าที่อยู่ใกล้กับตนหลบหนี ฝูงคนที่นั่งรวมกันเป็กลุ่มก้อน แตกฮือแยกย้ายคล้ายผึ้งแตกรังสะเปะสะปะแต่แท้จริงล้วนทำตามแบบแผนที่เคยฝึกฝน กวาดต้อนผู้คนแบ่งกลุ่มกันต้านทาน แยกกำลังของคนร้ายที่มีไม่มากให้กระจายออก