บทที่ 3 มีตัวแปรมากเกินไป
ชาติที่แล้ว เล่อตงรอดชีวิตมาได้อย่างปกติสุขดี!
หรือชีวิตของเล่อตงในชาตินี้ จะแลกกับการเกิดใหม่ของเธออย่างนั้นเหรอ
ใบหน้าของเล่อเวยกระตุกเล็กน้อย เธอพยายามกลั้นหัวเราะต่อหน้าชายแปลกหน้า
เธอไม่ได้ยินดีที่ตัวเองได้มีชีวิตใหม่ แต่กำลังหัวเราะเยาะให้กับการตายของเล่อตงต่างหาก
เล่อเวยไม่อยากจะคิดถึงเื่น่ารังเกียจที่เล่อตงเคยทำไว้ในชาติที่แล้วเลยสักนิด
เพราะแค่คิดขึ้นมา ก็จะรู้สึกสะอิดสะเอียน
ถึงแม้เล่อฟางผิง พ่อของเธอจะเป็เพียงชาวนา แต่พ่อเป็คนขยันและซื่อสัตย์ ไม่มีใครในหมู่บ้านเฟิงเล่อสามารถว่าร้ายเล่อฟางผิงได้
ส่วนแม่ของเธอ จี่เฟิ่ง เป็คุณหนูจากตระกูลผู้ดี การศึกษาสูง และยังมีจิตใจโอบอ้อมอารีเป็ที่หนึ่ง
การได้เกิดเป็ลูกสาวของคนทั้งคู่ทำให้เล่อเวยเป็เด็กฉลาด น่ารัก จิตใจดีและใจกว้างมาแต่ไหนแต่ไร เพื่อนบ้านทุกคนล้วนเอ็นดูเธอ ในขณะที่เล่อตงนั้นกลับมีนิสัยตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง
หลังเล่อตงเกิดได้ไม่นาน พ่อก็ล้มป่วยและเสียชีวิตลง ย่าจึงเป็คนเลี้ยงดูเขา
และย่าของเธอก็ตามใจเล่อตงมาก
มีเื่หนึ่งที่เล่อเวยจำได้เป็อย่างดี
ครอบครัวของเธอนั้นยากจน อาหารดีๆ ย่าก็จะเก็บเอาไว้ให้เล่อตงกินก่อนอยู่เสมอ ั้แ่ที่พ่อเสีย เล่อเวยก็ไม่เคยได้กินอิ่มอีกเลย
ครั้งหนึ่ง ลุงเฉียวที่อยู่บ้านข้างๆ แบ่งกระต่ายป่าสองตัวมาให้ เล่อเวยทนหิวไม่ไหว จึงขโมยเนื้อจากหม้อมากิน เล่อตงบังเอิญมาเห็นเข้า เขาบังคับให้เธอคายเนื้อกระต่ายออกมา แล้วใช้ไม้ฟืนจากเตาที่ยังติดไฟ กระหน่ำตีเธอเพื่อระบายความโกรธ!
เล่อเวยไม่เคยลืมความรู้สึกเสียใจในวันนั้น
เธอกินเนื้อแค่ชิ้นเดียวเองไม่ใช่เหรอ หม้อตั้งใหญ่ แค่เนื้อชิ้นเดียว แค่นั้นเอง!
ตอนนั้นเธอทนไม่ไหว ก็เลยหันกลับไปสู้ แต่กลายเป็การทำให้เื่ยิ่งแย่ลงกว่าเดิม เพราะเล่อตงร้องไห้เสียงดัง ทั้งยังลงไปดีดดิ้นกับพื้น โวยวายบอกให้เธอไปตายซะ ย่าไม่เพียงแต่ไม่ห้าม ซ้ำยังดุด่าเธออีกด้วย
สุดท้ายเล่อตงก็โวยวายไม่ยอมให้ใครได้กินเนื้อกระต่ายป่าหม้อนั้น ก่อนจะเหวี่ยงหม้อน้ำซุปร้อนๆ ใส่เธอ
ถ้าไม่ใช่เพราะจี่เฟิ่งเข้ามาผลักเล่อตงออกไป น้ำแกงในหม้อร้อนๆ ใบใหญ่ คงลวกร่างของเธออย่างแน่นอน!
และเพราะเื่ราวในวันนั้น เล่อตงเลยพาลเกลียดแม่ไปด้วย จิตใจของเขานั้นมืดบอด รู้จักแต่การใช้อารมณ์เท่านั้น!
เล่อเวยเคยเห็นเล่อตงทุบตีแม่อยู่หลายครั้ง เธอโกรธมากเลยทะเลาะกันกับเขา จนสุดท้ายก็บานปลายกลายเป็ความบาดหมางระหว่างพี่น้องไปในที่สุด
ตอนนั้น เล่อตงในวัยสิบขวบกลายเป็ปีศาจที่ชอบทำร้ายบุพการี!
เมื่อโตขึ้น พฤติกรรมของเขาก็ยิ่งเลวร้ายเป็ทวีคูณ เลวเสียยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน...
หน้าอกของเล่อเวยกระเพื่อมขึ้นลง เธอบอกว่าไม่อยากจะคิด แต่ก็อดคิดขึ้นมาไม่ได้ และนั่นทำให้เธอรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบจะหายใจไม่ออก
“ไม่เป็อะไรใช่ไหม” เพราะเห็นเธอดูอาการไม่สู้ดี ชายคนนั้นก็เลยเข้าใจผิดคิดว่าเล่อเวยกำลังกังวลที่เห็นน้องชายนอนอยู่ตรงลานบ้าน ก่อนจะรีบอธิบาย “ไม่ต้องเป็ห่วง เขาแค่ตกลงไปในบ่อน้ำ ผมกับน้องชายเห็นเข้า ก็เลยช่วยดึงเขาขึ้นมา เขาสำลักน้ำนิดหน่อยเลยยังไม่ฟื้น แต่ไม่น่าจะเป็อะไรแล้ว”
ส่วนเหตุผลที่ต้องปล่อยให้นอนอยู่ตรงลานบ้านอย่างไม่มีทางเลือกก็เพราะ...
หมอนั่นหนักเกินไป!
แม้จะเป็ผู้ชายทั้งคู่ แต่กว่าจะลากร่างของเล่อตงกลับมาที่นี่ได้ ก็ต้องใช้แรงมากเลยทีเดียว
เล่อเวยเกือบอดใจไม่ไหวโพล่งถามออกไปว่า ‘จะช่วยขึ้นมาทำไม!’
ปล่อยให้หมอนั่นจมอยู่ก้นบ่อไม่ดีกว่าเหรอ
พวกผู้หญิงที่ถูกเล่อตงรังแก คงขอบคุณพวกเขาไปชั่วชีวิตที่เป็พระมาโปรด
แต่ในเมื่อเขามีน้ำใจช่วยเหลือ เล่อเวยจึงกล่าวขอบคุณและถามเขาว่า “คุณเป็ใครคะ แล้วแม่ของฉันอยู่ที่ไหน”
“ฉันชื่อหลิ่วไถเฉิง” เสียงของหลิ่วไถเฉิงอ่อนโยนนุ่มนวลแตกต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูสูงส่งและเ็า “เป็ญาติของครอบครัวน้าสะใภ้กุ้ย น้าจี่เฟิ่งไปตามหมอที่สถานีอนามัย ผมเลยอยู่เฝ้าเขาให้”
ญาติของน้าสะใภ้กุ้ยงั้นเหรอ
เล่อเวยอดสงสัยไม่ได้
เธอสนิทกับน้าสะใภ้กุ้ยมาก หลังจากหนีไปได้ เธอก็ไม่กล้ากลับมาที่หมู่บ้านอีก จนกระทั่งเฝิงเจียงตาย เธอทำได้แค่แอบติดต่อกับนางกุ้ยลับๆ เท่านั้น
การตายของย่ากับแม่ หรือการที่เล่อตงย้ายไปอยู่กับอาในเมือง เื่พวกนั้นเล่อเวยรู้มาจากน้าสะใภ้กุ้ยทั้งหมด
แต่เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าน้าสะใภ้กุ้ยมีญาติแบบเขา
ถ้าไม่นับเื่ที่เล่อตงไม่เคยตกลงไปในบ่อน้ำเมื่อชาติก่อน เธอเองก็ไม่เคยตกลงไปในแม่น้ำเช่นกัน
ดูเหมือนว่าการเกิดใหม่ของเธอในครั้งนี้จะมีตัวแปรมากเกินไปแล้ว!
บทที่ 4 หาเหตุถอนหมั้น
“พี่หลิ่ว” เล่อเวยพยายามหาคำเหมาะๆ ในการเรียกเขา “เดี๋ยวฉันดูแลเขาเอง ขอบคุณนะคะ รบกวนพี่มากจริงๆ”
ถึงมีหลายเื่ที่น่าสงสัย แต่ยังมีเื่ที่สำคัญกว่า
เฝิงเจียงกำลังจะมา!
เธอเลยต้องจัดการเล่อตงก่อน
หลิ่วไถเฉิงคนนี้ไม่น่าจะใช่คนจากหมู่บ้านใกล้เคียง เพราะนอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ดีแล้ว เสื้อผ้าที่สวมใส่ยังดูไม่ใช่ชุดที่จะหาซื้อได้ในราคาหนึ่งหรือสองพันหยวน!
ในชาติที่แล้ว เล่อเวยถือเป็หนึ่งในผู้นำด้านอุตสาหกรรมแฟชั่นของเมืองกวางโจว เธอจึงมีสายตาแหลมคมในเื่ของเสื้อผ้าอาภรณ์ และไม่เคยมองพลาดในจุดนี้
หนึ่งพันหยวนใน่ทศวรรษที่ 1980 นั้นมีค่ามากกว่าหลังศตวรรษที่ 20 หลายเท่า
คนอย่างหลิ่วไถเฉิงจึงน่าจะมาจากเมืองใหญ่ ผู้ชายฐานะดีแบบเขาเป็ญาติฝ่ายไหนของน้าสะใภ้กุ้ยกันนะ
สำหรับเธอ เขาดูเหมือนแขกมากกว่าญาติ
ถ้ามีแขกมาเยี่ยม แสดงว่าน้ากุ้ยต้องอยู่บ้าน ไม่ได้ออกไปทำนา
น้ากุ้ยอยู่บ้าน!
ในขณะที่เล่อเวยสำรวจเสื้อผ้าของหลิ่วไถเฉิงอยู่ เขาเองก็แอบสังเกตเธออยู่เหมือนกัน
เด็กสาวคนนี้อายุไม่มาก แต่ดูค่อนข้างสุขุม
ใบหน้าของเธอสะสวย ถึงแม้จะดูซีดเซียวและผอมบางไปหน่อย แต่ก็ยังดูมีเสน่ห์สดใส โดยเฉพาะดวงตากลมโตที่ฉายแววฉลาดและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาคู่นั้น
หลิ่วไถเฉิงเข้าร่วมกองทัพั้แ่อายุยังน้อยและเพิ่งปลดประจำการปีนี้ เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่ผู้ชายมานานหลายปี เมื่อจู่ๆ มีสาวน้อยหน้าตาดีมาจ้อง ก็อดรู้สึกประหม่าไม่ได้
“งั้นผมขอตัวก่อน ถ้ามีอะไรก็ไปตามผมได้เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ค่ะ!”
เล่อเวยพยักหน้ารับ
ในไม่ช้านี้ เธอตั้งใจว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากใครสักคนอยู่พอดี และจะไม่เกรงใจอย่างแน่นอน
ในส่วนของเล่อตง เธอคิดว่าจะปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นก่อน ขนาดหลิ่วไถเฉิงกับน้องชายยังยกตัวเขาลำบาก แล้วผู้หญิงอย่างเธอจะไปจัดการอะไรกับร่างอ้วนๆ นั้นได้
ก่อนอื่นเธอต้องใช้โอกาสที่ไม่มีใครอยู่ เข้าไปในบ้าน
อันดับแรก เฝิงเจียงซื้อเธอในราคาหนึ่งพันหยวน แสดงว่าเขาต้องจ่ายเงินมัดจำไว้แล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งเธอจำได้ว่าน่าจะราวๆ สองร้อยหยวน
เงินมัดจำทั้งหมดอยู่ที่ย่า เล่อเวยรู้จักย่าของเธอดี นางเล่อระแวดระวังเื่เงินเป็อย่างมาก
สิ่งที่ย่าให้ค่ามากที่สุดก็คือเด็กผู้ชาย รองลงมาก็คือเงิน!
เพราะทุกคนกลัวความยากจน
แม้ว่าอาของเล่อเวยจะอาศัยอยู่ในเมือง แต่กลับไม่เคยเหลียวแลแม่แก่ๆ และส่งเงินมาให้เลย
หลังเล่อฟางผิงเสียชีวิต ที่ดินก็ถูกทางหมู่บ้านยึดคืนไป รายได้หลักของครอบครัวจึงมาจากกองทุนบรรเทาความยากจนของรัฐบาลเท่านั้น
เล่อเวยรู้ดีว่าครอบครัวของเธอนั้นขัดสน แต่หลังหนีออกจากหมู่บ้านเฝิงเจียได้ เธอถึงตระหนักว่าความจนจริงๆ นั้นเป็เช่นไร
ตอนนั้น เพื่อเก็บเงินไปเมืองใหญ่ทางตอนใต้ เธอหางานแรกได้ในเมืองอันผิง มีทั้งอาหารและที่พักให้ โดยได้ค่าจ้างเป็เงินยี่สิบห้าหยวนต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็ค่าแรงขั้นต่ำสุดของเมืองนั้น ในหนึ่งปีเธอเก็บเงินได้มากถึงสามร้อยหยวน แต่ก็ยังน้อยกว่าหนึ่งในสี่ของราคาชุดที่หลิ่วไถเฉิงใส่มา
กองทุนบรรเทาความยากจนของรัฐบาลจ่ายเพียงหนึ่งร้อยหกสิบหยวนต่อปี สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกสี่คน
สำหรับบ้านที่ได้เงินหนึ่งร้อยหกสิบหยวนต่อปี เงินสองร้อยหยวนถือได้ว่าเป็เงินจำนวนมาก ย่าคงไม่กล้าพกเงินจำนวนนั้นติดตัวไปไหนมาไหนด้วยแน่ๆ น่าจะซ่อนไว้ในตู้มากกว่า!
ห้องของย่าทั้งเล็กและโทรม ในนั้นมีตู้ไม้เล็กๆ อยู่สองตู้ เล่อเวยลองควานหาจนเจอเข้ากับห่อผ้าลายดอกไม้ขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของลิ้นชัก เมื่อเปิดออก เธอก็พบธนบัตรสิบหยวนปึกหนึ่งเรียงอยู่อย่างเป็ระเบียบ ไม่เหมือนกับเศษเงินหยวนอื่นๆ ที่ย่าเก็บเอาไว้ตามปกติ
นี่ไง!
เล่อเวยรีบนับ ทั้งหมดสองร้อยหยวนพอดิบพอดี
จังหวะที่เอาเงินใส่กระเป๋า เธอก็ได้ยินเสียงย่าดังมาจากนอกบ้าน “เล่อเวย! ออกมานะ! อ๊ะ...ตงตง ตงตง ใครทำอะไรหลานฉัน!”
เล่อเวยฉุกคิดแวบหนึ่ง ก่อนจะคว้าท่อนฟืนจากเตาติดมือมาด้วย
เมื่อหญิงชราเห็นเล่อเวยออกมา ใบหน้าก็ขึ้นสีเข้มทันที “แกตีตงตงจนเป็อย่างนี้เหรอ!”
เล่อเวยทะเลาะกับเล่อตงบ่อยๆ เวลาที่เขาตีแม่ ถึงหมอนั่นจะเป็เด็กผู้ชาย แต่ความอ้วนทำให้เขาอืดอาดยืดยาด จึงมักจะแพ้เธออยู่เสมอ
เล่อเวยมองร่างของเล่อตงที่นอนอยู่บนพื้น ก่อนจะเกิดความคิดบางอย่าง
เธอดึงถุงเงินออกจากกระเป๋า “ย่ารู้ใช่ไหมว่านี่อะไร”
ดวงตาของนางเล่อเบิกโพลงทันทีที่เห็น “แก...แกกล้าขโมยเงินของที่บ้านเหรอ ไอ้เด็กชั่ว!”