บริเวณนัดหมายยังไร้วี่แวว พะวงแลหาบักลายสือมันมาตั้งสองรอบแล้ว
จวนจะถอดใจเพราะถ้าปล่อยเวลาผ่านไปวัน ๆ คงไม่ดีแน่
“มึงได่บอกบักตุ้ย อีหลีอีหลอบ่”
บักแปกระวนกระวาย ถามถึงจุดพบกันมั่นเหมาะ
“เว้ากันไว้ซะดิบดี”ทางบักลายสือย้ำ
กะเกณฑ์กันไม่ให้เกิน พระจันทร์เต็มดวงข้างขึ้นสองครั้ง
“สิเป็ก้าว บ่น้อ”
ส่ายหัวบ่น บักแปหวั่นอาจคลาดกันอีกรอบ
พวกมันมาหนก่อนได้ทำสัญลักษณ์ไว้ บากต้นไม้เป็จุดเด่นมองเห็นง่าย
ถ้าพลาดอีก จำต้องสละผ้าผืนที่แม่ทอให้
พันโคนต้นไม้ไว้เผื่อจะได้สะดุดตา หากันเจอ
“วู้! ทางพี้”
เป็บักตุ้ยรีบะโเรียกไว้ทัน ก่อนที่บักลายสือกับบักแปกำลังขยับขา
“ลูกแม่”คำปงดีใจดั้นด้นจนพบหน้า
ด้านบักลายสือ สิ่งแรกถึงก้มกราบเท้ามารดา
นางถลาดึงลูกชายมากอด ฟูมฟายร้องไห้ตัดพ้อ
“เผอน้อ บอกเห้อมาจังซี่”
ยิ้มหลบตา ลายสือสำนึกผิดที่ทำให้แม่เป็ห่วงเป็ใย
“ข่อยอยากมีวัวไซ่ขนเกลือ แทนที่สิหาบกะบุงคึเก่า บ่เห้อแม่ลำบากตั๊ว”
มันสารภาพเพราะด่วนตัดสินใจ อย่างกะทันหัน
จำเป็ต้องฝากบอกแม่ ผ่านนางอุไรและนายผารง เสมือนญาติผู้ใหญ่พอให้ช่วยพูด
“บ่แม่น ม่องนั่น”
คำปงคาดคั้นใยก่อนอื่น ไม่รีบหวนคืนบ้านต่างหาก
หลังจากกองเกวียนคาราวานขนเกลือแตกกลุ่ม
อีกด้านบักแปร้องไห้ขี้มูกโป่ง นางอุไรซับน้ำตาให้ทั้งคร่ำครวญ
“กูคึดฮอดมึงหลาย ๆ บักลูกชายแม่”
ผารงผู้พ่อพลอยน้ำตาไหลไปด้วย
“มาเด้อขวัญเอ้ย! บาดหนิ”
บักตุ้ยยืนดูภาพแห่งความอบอุ่น ส่วนมันมีเื่ปิดบังพ่อแม่
ละอายไม่กล้าสู้หน้าคนทางบ้าน เพราะงานอาชีพรับจ้างล้มเหลวไม่เป็ท่า
สำคัญอีกอย่าง กลัวว่าจะไม่ได้ย้อนกลับมาหาผองเพื่อนร่วมอุดมการณ์
ซึ่งจำนวนรออยู่ยังเมืองพิมาย อันสัญญากันไว้คำพูดต้องมีสัจจะ
สามัคคีช่วยกันสกัดกั้นตัดวงจรอุบาทว์ คร่าชีวิตเด็กชายวัยเดียวกับมัน
และในวันข้างหน้ามันอาจมีโอกาสแก้ตัว มีงาน มีฐานะมั่นคง
ถึงจะกู้ความหวังได้คืนครอบครัว อย่างเต็มภาคภูมิ
“ป่ะ ๆ นำข่อยมา”
ไม่อยากตกเป็เป้าสายตา บักตุ้ยกวักมือเรียกหาที่นั่งพูดคุยกัน
ตรงเนินดินข้างกำแพงหินใช้เป็ที่ถามไถ่สารทุกข์ต่าง ๆ อันประสบระหว่างทาง
ดีที่ตอนจะออกเดินทาง ต่างก็ร่ำลาเ้าของบ้าน ญาติซึ่งขอพักค้างคืนชั่วคราว
เลยไม่ต้องย้อนกลับไปกลับมาให้ยุ่งยาก วัวเทียมเกวียน นายผารงกระตุกเชือกพร้อมพาคณะ
ออกเดินมุ่งขึ้นแถวชายป่ารกครึ้ม ที่กบดานของหมู่คณะ
...“บักขอดกับบักจ่อย พวกมันเป็จังได๋?”
ล้วนคำถามเมื่อเจอหน้า ผู้อาสาพาเพื่อนกลุ่มที่ประสงค์กลับบ้านคืนสู่เหย้า
“เบิ่งมัน กะสีซ่วง ๆ เติบ”
สาธยายท่าทางบักขอด โผถลาเข้าหาอ้อมกอดของครอบครัว บักตุ้ยยิ้มได้
“แล้ว พ่อ แม่ มันถามหลายบ่”
ดูจะเป็กังวลในที่ผ่านมา จำปาเกรงว่าผู้บิดานายอนันต์จะไม่มีแผ่นดินเหยียบ
ด้วยเื่เลวร้าย สิ่งทำลงไปคงเกินให้อภัย
สำหรับหัวอกคนเป็พ่อเป็แม่ กรณีพาลูกเต้า เขามาตาย
“อันหนิ กูบ่ฮู้คึกัน กะญ้อนฟ้าวมาหาสู”
เพราะแม่บักลายสือเร่งรัด ทั้งนี้บักตุ้ยจึงพลอยรีบร้อนไปด้วย
ลายสือเป็งานเป็การ มันแนะนำผู้ใหญ่ให้รู้จักกัน นายผารงกับตาลุนคุยถูกคอ
ฝั่งเสือหาญ มีอาการแปลก ๆ พูดน้อยถามคำตอบคำ แรก ๆ อาจยังไม่ค่อยคุ้นเคย
ไหวพริบดีนางคำปงกับอุไร นำเกลือติดเกวียนมาด้วย
ใช้แลกเปลี่ยนตลอดระยะทาง ได้ปลาหมัก เนื้อเค็ม ข้าวสาร
สารพัดของแห้งมาตุนเป็เสบียง อยู่ได้หลายวัน
“กินข้าว กินปลา กันเด้อ!”
ก่อไฟตั้งหม้อดินเผา หุงหาอาหารเสร็จแล้ว คำปงเรียกรวมกัน
เพิงมุงใบลานตาลแห้ง ทำเป็ที่ซุกหัวนอนตอนกลางคืน หลบแดดร้อนตอนกลางวัน
ต่างนั่งล้อมวงกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา ตามที่มีกัน
...หมอกลงหนาจัด ยอดหญ้าเรี่ยดินเปียกชุ่ม ต้องหาผ้าเคียนหัว
เช้าวันที่สองแม่ลูกได้คุยกันเป็กิจจะลักษณะ
่นั่งผิงไฟ คำปงถามถึงสิ่งซึ่งบักลายสือกำลังลงมือทำช่างเป็เื่ท้าทาย
“เลี่ยงสา ลูกเอ้ย”
ใจคนเป็แม่ไม่อยากปล่อยให้ลูกไปตาย อุตส่าห์เอาชีวิตรอดหลบซ่อนมาตลอด
ท้ายแล้วจะเป็ดั่งคำทำนายจริงหรือนี่ นางพยายามชักจูงฝืนลิขิต
“คั่นบ่มี ผู้มาฮับเคราะห์กรรมอีก ข่อยอยู่ซือ ๆ บ่ได่ดอกแม่”
ลายสือพูดเหมือนมันเป็ตัวบาป
ถ้าคิดในแง่หัวอกพ่อแม่คนอื่นบ้าง คำปงย่อมรู้ดี ไม่มีใครอยากสูญเสีย
“มาปานหนิแล้ว คึสิบ่ถอยแม่นบ่”
ประโยคย้ำถาม ด้านคำปงคงถึงคราวลุกขึ้นมาปกป้องลูก
“ขอสาแม่ เห้อข่อยได่ฮองเบิ่ง”
คำบักลายสือขอร้องมารดา
“จังซั่นแม่เองสิไปนำ”
นางต่อรองลูกชายเพราะห่วงในสวัสดิภาพ
“แม่คึสิฮู้แล้ว ว่าบ่มีทางได่ข่วมกลับมา”
คล้ายรับรู้อะไรจะเกิดขึ้น ลายสือบอกล่วงหน้ากับแม่ไว้
แหงนมองฟ้าทางคำปงถอนหายใจ ดวงอาทิตย์ถูกบดบังด้วยม่านหมอก
“ตายเป็ตาย ถ่อนั่นแหล่ว”
พอที่สุดนางปลงได้เอ่ยทั้งน้ำตา
บรรยากาศเศร้านัก แม่ลูกกอดกันร้องไห้ในชะตาอันต้องเผชิญ
...เรือนใหญ่ศักดินาพระยารณชัย แหล่งที่อยู่ประจำถาวร
ตั้งใกล้เขตราชฐาน ปราสาทเวียงพิมายทรงประทับ
ดึกสงัดมีแขกไม่ได้รับเชิญ ปีนเยือนยามวิกาล สอดจดหมายนัดผ่านช่องประตู
ก่อนะโลงทางหน้าต่าง หายวับไปกับราตรีล่องหน
ไม่ใช่ความบังเอิญเพราะห้องหับตรงนี้เป็ตำแหน่งที่นอนของท้าวรณชัย
คนรู้จักเท่านั้นจะทำได้ เลยไม่ตระหนกประการใด
พอคลี่ออกมาอ่านแล้วตื่นเต้นกระหาย รีบผลัดเปลี่ยนจากโสร่ง บรรจงแต่งกายรัดกุม
เดือนแรมค่ำ ยังมีกะจิตกะใจถ่อควบม้าฝ่าดงมืด
ถึงบ้านร้างแห่งหนึ่งลับตาผู้คน สถานลักลอบเสพภิรมย์
“แม่หยัวเ้า มีหยังน้อเอิ้นหา”
ก้าวมานั่งข้างเกี่ยวเอาเข้ากอดรัด ััรักใคร่
“อย่าฟ้าว ๆ”
จัดสรรปันงานสนององค์เ้าแล้ว ตัวจามรเทวีแอบขึ้นรถลากด้วยม้า หลบออกมาพบชู้
พระนางประวิงรั้งสะบัดผลักออก
“มาเว้ากันก่อน”
กลัดกลุ้มที่มีแต่ลูกสาวธิดา ซึ่งไม่สามารถสืบทอดบัลลังก์
แล้วยังต้องระแวง เื่เสน่หาบัดสีจะถูกเปิดเผยในสักวัน
ขั้นอาญาคอขาดหมดโคตรเหง้า เลยนึกห่วงอนาคต
“โดน ๆ มาพ้อ เมียกูกะแพงโตคัก”
ท้าวรณชัยบ่นอุบกับกิริยาเล่นตัว ขอคุยด้วยก่อนของจามรเทวี
“ฟังข่อย อ้ายรณ!”
ตวาดเสียงดุ ตอนนี้ไม่มีอารมณ์“เบิ่งแล้ว บ่ทันได่วี่แววอีหยังเลย”
เปรยถ่ายทอด เนื่องวรกายเลอสรวงยังอยู่ดี ไม่ส่ออาการเจ็บไข้ได้ป่วย ด้วยพิษที่วาง
“เอาควมอ้ายั้แ่แฮก คึสิบ่ได่คึดยากจังซี่”
เพราะผู้หญิงคนเดียว ทำให้ท้าวรณชัยคิดไม่ซื่อกับองค์เลอสรวงผู้เป็นาย
ขนาดจะลวงฆ่า่ทีเผลอ คราวแปรราชฐาน ประพาสเยี่ยมราษฎรตามขอบปริมณฑล
“ฮั่นกะโพด อ้ายนั่นหละ สิถืกสงสัยจับผิดได่”
พะวงในความปลอดภัย ของชายคนรักแรกคู่สวาท
ฝั่งจามรเทวีไม่เห็นด้วย กับวิธีอุกฉกรรจ์เกินไป
“เว้ามาแล้ว กะคับใจ”
ทรมานเหมือนกันที่ได้แต่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ท้าวรณชัยอึดอัด
“ยามได๋ สิได่อยู่นำกันอีหลีน้อ”
เ้าปัญญาจามรเทวีหาหัว เผื่อยืมมือผู้อื่นใช้สอยก่อฏ
“ฮองยุให้ชังกัน พี่ น้อง ถ่าไซ่มันดีบ่?”
ตอบสวนทันที“บักหนิ มันคึดคดบ่เป็”
ท้าวรณชัยอ่านนิสัยท้าวเทศออก
“คั่นบักมังคลา กะบ่แน่”
เนื่องเห็นสันดาน รู้ตื้นบางหนากันหมดแล้ว เลยฟันธง
จับเข่าพูดคุยกันไป ทั้งไม่อยู่เฉย เห็นไหสุราตั้งรอ
จัดแจงรินลงจอก ท้าวรณชัยเอาใจให้ดื่มก่อน
“เจ่าว่าบ่อ้าย? ฮั่นพ่อหลวงฮู้ขึ้นมาเฮืองปุโรหิตหลอกต้ม คำทายขี้ตั๋ว สิเกิดหยัง”
เอื้อประโยชน์ร่วมมือกัน เพื่อขจัดคาระปงอัครมเหสีพ้นทางแล้ว
ถัดมาจามรเทวีหาเหตุ สั่นคลอนองค์เลอสรวงต่อ
หวังยกระดับชายชู้ขึ้นมานั่งเคียงฐานะ ปกครองราชธานีเสียเอง เกษมเปรมสุขทั้งสอง
ส่วนท้าวรณชัยยังนึกไม่ถึงข้อนี้ ติดหวั่น ๆ
“ญ่านตะมันเป็ฆ้องปากแตก ดึงเฮาลงนรกกับมันนั่นหละ”
ตรงกันข้ามกับความคิดแยบยล
“บ่มีไผเชื่อคำเว้า เผาใส่ฮ้ายฮอดเฮาดอก”
ชนวนกระดาน ขีดลากเส้นดวงดาวพิฆาตจำลอง
ถูกวาดขึ้นประกอบคำนวณทางหลักโหราศาสตร์
มังคลาพราหมณ์กล่าวทูลถวายรายงานต่อหน้าพระที่นั่ง
ท่ามกลางองคมนตรี ข้าราชบริพารทั้งหลายเป็ที่ประจักษ์พยาน
“แนวหลักฐานควมซัวอยู่กับมันเหมิด เจ่าสิญ่านหยัง”
จุดอ่อนอันจามรเทวี สามารถนำมาอ้างปัดความรับผิดชอบผลคดี
“ป๊าด เมียข่อยคึป่องกะด้อกะเดี้ยแท้”
พลันสว่างวาบ ท้าวรณชัยเอ่ยยกยอความเฉลียวฉลาด
อันแฝงความน่ากลัว ที่ติดตัวพระนางจามร
“คึสิตืมกษัยเปลวเงิน ให้หนักขึ้นเบาะฮึ?”
เชิงปรึกษาพูดลอย ๆ พลางจิบสุราหมดจอก ถึงคราวต้องเพิ่มอัตราปรอทมรณะ
“เอาจังซั่นกะได่ แล้วแต่แม่หยัวนั่นเถาะ”
คล้อยตามทุกทาง ถ้าองค์เลอสรวงประชวร ตัวเองมีโอกาสเสมอ
“บาดหนิ ธุระปะปังของข่อยเด้อ”
สบเหมาะให้ได้เริงสำราญ ท้าวรณชัยทวงหน้าที่ผัวสำรอง
ระดมเผด็จศึก สมความคิดถึงซึ่งกั้นแค่เขตกำแพงศิลาแลง
...เริ่มจากการแทรกเข้าพื้นที่ งานนี้มีนางสนมปลอมตัวถือพานใบใหญ่
วางใส่ผ้าที่ทอจากเส้นปอกัญชง ผืนธรรมดาทำดุจของมีค่ามหาศาล
อาศัยประสบการณ์ ทะลุด่านตรวจเวรยามเฝ้าหน้าปราสาท ง่ายดาย
อุบายแจ้งว่าเป็ความประสงค์องค์พ่อหลวง ทรงสนพระทัย
ในหัตถกรรมใหม่ ๆ จึงต้องนำมาให้ชมเห็นกับตา
ทิศทางพาเดินชำนาญ เนื่องเคยอยู่มาก่อนนางสนมคล่องแคล่ว
ต้นเื่คำปง ไม่ได้บอกแผนนี้กับใครแม้แต่บักลายสือ
เหตุผลต้องทำด้วยตัวเองของนาง คือตั้งใจมาขอกันดี ๆ กับองค์เลอสรวง
ตกลงกับตาลุนได้ จากการถามไถ่ประวัติหนหลังรับราชการทหารกองทัพ
สามารถพอที่จะช่วยเหลือภารกิจสำคัญ อย่างไม่ติดขัด
เลยบังเกิดความคิด จะเป็ฝ่ายเข้าหาอดีตสวามีใจร้าย ชิงตัดหน้าลูกชาย
“ม่องนี่ เขตส่วนพระองค์”
สนมนางทำเหมือนมากพิธี พูดกับนายทหารซึ่งประกบข้าง
“พวกเจ่า ถ่าจักคราวเด้อ”
ทั้งกำกับบอกต่อตาลุน ในสภาพยายแก่นุ่งซิ่น ผมสั้นฟันดำ
ฐานะเ้าของชิ้นงาน ดูงก ๆ เงิ่น ๆ ไม่มีพิษมีภัย มนต์เสกพรางกายได้ผล
“อย่าซกลกซักลักเด้อ แม่ตู้ลี ฮิมานำข่อย”
การแสดงไร้ข้อพิรุธ คำปงกับตาลุนผ่านฉลุยเข้าถึงข้างใน
คาดคะเน่เวลามาเป็อย่างดี คำปงรู้กระทั่งคราไหนพระาาอยู่ตามลำพัง
“โปรดเกล้าเพคะ องค์พ่อหลวง”นางใช้ศัพท์สูงเอ่ยยังแผ่นหลัง
ขัดจังหวะกำลังก้มเพ่งแปลงผังเมือง บนแท่นศิลา โดนถูกรบกวน
“มีหยังหล่ะ?”หันมาทักถาม
ระยะตาลุนเป่าคลายมนต์ นางสนมกลายร่างเดิมทั้งตนด้วย
ผงะแทบทรุด สุรเสียงสะดุด เลอสรวงไม่ทันตั้งตัว
“คาระปง!”
ปะทะหน้ากันตรง ๆ คำปงกล้าหาญพอ หาที่วางพานได้นางเริ่มสนทนา
“บ่พ้อโดน คึว่าสิลืมแล้ว”
เกือบขยับก้าวบาทไม่ออก อารามไม่นึกไม่ฝันจะเจอกันในวันนี้
“มา ๆ ได่จังได๋ น้องนาง”
โหยหาสิ่งที่ทำหายได้คืน องค์เลอสรวงตั้งท่าอ้าพระกรจะสวมกอด
“ข่อยกับเจ่า บ่มีหยังกันแล้ว อย่าสิเฮ็ดจังซี่”
ประโยคตัดขาดไม่เหลือเยื่อใย กล่าวห้ามจากปากนางคำปง
ใจเสียนึกย้อนถึงสิ่งกระทำอำมหิต พอฟังเลอสรวงหมดสิ้นหวัง
“อภัยให้อ้ายเถิด คาระปง”
กลืนความระทมก้อนขมลงคอ ตรัสอ้อนวอน“สองเฮา มาเป็คึเก่าได่บ่?”
เข็ดหลาบกับความรัก ที่อดีตองค์สวามีหยิบยื่นให้ในรูปแบบความตาย
เอาโขลงช้างมาฉุดลาก นางก็ไม่ยินยอมหวนคืน
ตอนนี้มาเพื่อเจรจาร้องขอ มากกว่าทวนความทรงจำเก่า ๆ
“ขอสาพ่อหลวง คั่นบ่สร้างบาปหลายไปกั่วนี่”
นางหมายถึงให้หยุดก่อกรรม
“เด็กน้อยผู้ชาย ตายถิ่มซือ ๆ แต่ละปี”น้ำเสียงอดกลั้น สั่นเครืออนาถใจ
ทราบเบาะแสเส้นสายที่ล่า ฆ่าทิ้งบรรดาวัยอันตรายซึ่งถูกกำหนด
คำลูกชายบอกไม่มีเฉพาะแค่แห่งเดียว ยังกระจายทั่วอีกหลายสาขาแคว้นถิ่น
“แล้ว น้องนางสิให้อ้ายเฮ็ดจังได๋?”
ตระหนักในเื่นี้ดี เกิดจากวาจาตรัสสั่งโองการโดยตรงพระองค์ดำริ
ประการกระดานทำนาย มีผลต่อบ้านเมืองเลยต้องกำจัดอุปสรรค
“ลำพังข่อย มาเว้าขอละเว้นถ่อนั่น”
ดูท่าจะยืดเยื้อ คำปงคงต้องถอย
ตาลุนยืนคอยลุ้นเงียบ ๆ พิจารณาสถานการณ์คงไม่สำเร็จ
“เมือเถินคำปง เบิ่งทรงพ่อหลวง ยุ่งยากลำบากพระทัย”อยู่ ๆ เอ่ยชวนขึ้น
“ว่าจังซั่นหละ”
ขานรับคำปงนางจะหมุนตัวกลับ
ช้าไม่ทันองค์เลอสรวงรุกถึง
“คึดเบาะคาระปง อ้ายบ่ยอมเสียเจ่าไปไสอีกแล้ว”
ธาตุแท้มุมเห็นแก่ตัว รวบรัดโถมรั้งดึงไว้
ชุลมุนคำปงกรีดร้อง“ปล่อย ๆ ข่อย”ทั้งออกแรงขัดขืน
“ฮ่วย คึเป็จังซี่น้อ”
ละล้าละลังตาลุนไม่รู้จะทำอย่างไรกับเหตุบานปลาย
“ทหาร!”
จวนแตกตื่น องค์เลอสรวงเรียกกองอารักขา
เกินขอบเขตแผนการดำเนิน ตาลุนถูกคำปงไล่ให้เอาตัวรอดยามคับขัน.