ประมาณบ่ายโมงกว่าเจียงตั่วกับเฉียวปินกลับมาจากเขตตลาดด้วยกัน
หมิงจูยื่นน้ำให้ทั้งสองคนพร้อมกับถามว่า“เป็นยังไงบ้างคะ จัดการเรียบร้อยดีไหม?”
เฉียวปินรู้ว่าหัวหน้าพูดน้อยเมื่อซดน้ำหมดกระบวยใหญ่ เขาก็รีบพูดขึ้นก่อนว่า “พี่สะใภ้เมื่อกี้สนุกใหญ่เลย หมิงเทาคิดว่าหมิงต้าโหย่วจะช่วยเขาเจรจาเมื่อไปถึงสถานีตำรวจแต่ที่ไหนได้ หมิงต้าโหย่วกลับชี้ตัวกล่าวโทษเขา!”
“เขาโมโหจัดจึงฟ้องหมิงต้าโหย่วกลับ บอกว่าหมิงต้าโหย่วก็มีส่วนร่วมด้วยสุดท้ายตำรวจก็โทรหาคนระดับสูง ทางการจึงส่งคนมารับหมิงต้าโหย่วไปติเตียนเขาอย่างหนักเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง ตอนขากลับ หมิงต้าโหย่วโมโหจัดด่าหมิงฉางเหอมาตลอดทาง”
พอได้ยินแบบนั้นหมิงจูก็หัวเราะคิกคัก
เจียงตั่วเห็นเธอยิ้มมุมปากเขาก็มีรอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นมา หมากัดกันเองนี่เป็นผลลัพธ์ที่เธอต้องการเลยไม่ใช่หรือ?
ผู้หญิงร่างเล็กคนนี้มีฝีมือในการวางแผนจริงๆ
หมิงจูยกอาหารที่อุ่นไว้ในหม้อออกมาให้ทั้งสองคนแล้วบอกให้พวกเขายกโต๊ะไปกินข้าวตรงที่ร่มๆ ในลานบ้าน
ขณะที่กำลังกินข้าวอยู่นั้นท้องฟ้าที่มืดครึ้มอยู่แล้วก็ยิ่งมีเมฆหนาทึบ ลมพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ
เฉียวปินรีบกินขนมปังแป้งข้าวโพดในมือจนหมด“ดูท่าฝนจะตกแล้วครับหัวหน้า พี่สะใภ้ เสื้อผ้าผมยังตากอยู่ข้างนอกต้องกลับไปก่อนแล้ว”
พูดจบเขาก็รีบวิ่งหายไป
หมิงจูนั่งอยู่ตรงข้ามเจียงตั่วพึมพำว่า“ฝนน่าจะตกหนักอยู่นะคะ”
“อืม”
“งั้นก็ดีเลย วันนี้ช่วงบ่ายคุณกับป้าก็ไม่ต้องออกไปทำงานแล้วพักอยู่ที่บ้านก็ได้”
“ต้องรอดูก่อน” เจียงตั่วพูดจบก็กินข้าวต่อ
หมิงจูวางศอกบนเข่าเท้าคาง เงยหน้ามองเมฆดำทะมึนที่ปกคลุมอยู่เหนือหน้าประตู
ลมที่หวีดหวิวรุนแรงขึ้นพัดกระหน่ำกิ่งต้นหลิวที่ห้อยลงมาทั้งต้นไหวเอนไปทางทิศตะวันตกพร้อมกันใบข้าวโพดแห้งที่ตากอยู่ริมถนนบางส่วนก็ปลิวขึ้นไปกลางอากาศ หมุนวนไปมา...
ภาพนี้ทำให้หมิงจูคลายคิ้วโดยไม่รู้ตัวเธอไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน
เจียงตั่วเห็นเธอจ้องมองท้องฟ้าที่จู่ๆก็สงบนิ่งไปอย่างไม่ละสายตา ริมฝีปากของเธอยังหยักโค้งเป็นรอยยิ้มเขาจึงรู้สึกสงสัย และถามออกมาด้วยความแปลกใจว่า “เป็นอะไรไป?”
หมิงจูไม่ได้ขยับตัวเพียงพึมพำว่า “แค่รู้สึก... สงบและผ่อนคลายขึ้นมาเฉยๆน่ะค่ะ”
ยุคสมัยที่เธอใช้ชีวิตอยู่มีการแข่งขันสูงเธอใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบทุกวัน เมื่อกลับถึงบ้านก็นอนหลับเมื่อเข้าไปในโรงพยาบาลก็ต้องตั้งสมาธิในการช่วยชีวิตคน
แต่ก่อนเธอคิดว่าชีวิตแบบนั้นเรียกว่าสมบูรณ์แบบ
แต่ตอนนี้ที่ลองคิดดูอีกที...เธอพลาดทิวทัศน์ที่ธรรมชาติมอบให้ไปมากแค่ไหนกัน?
ลมพายุที่โหมกระหน่ำดอกไม้ที่บานและร่วงโรย ฤดูกาลที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป ในยุคหลังเธอคงใช้ชีวิตในทางที่ผิดไปแล้ว
เจียงตั่วไม่เข้าใจความหมายของหมิงจูเขาจ้องมองดวงตาที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นความผิดหวังของเธออย่างไม่ละสายตา
แม้ว่าจะเป็นหญิงสาวอายุเพียงสิบแปดปีแต่ในดวงตาของเธอกลับดูเหมือนมีเรื่องราวมากมายนับไม่ถ้วน บางครั้งก็สดใสบริสุทธิ์บางครั้งก็ซับซ้อนและดูผ่านโลกมามาก
เหมือนกับ...เป็นปริศนาที่ทำให้เขาไม่อาจเข้าใจ และยิ่งทำให้เขาอยากจะเข้าใจให้ถ่องแท้
เม็ดฝนขนาดใหญ่โปรยปรายลงมาหมิงจูกับเจียงตั่วก็ลุกขึ้นพร้อมกัน
หมิงจูโผเข้าห้องครัวที่อยู่ใกล้ที่สุดพร้อมกับเอามือกุมศีรษะส่วนเจียงตั่วก็ยกโต๊ะอาหารตามเข้ามา
เห็นกองไม้มากมายบนพื้นบางส่วนเลื่อยแล้ว บางส่วนขีดเส้นไว้ กองซ้อนรวมกันอยู่เจียงตั่วจึงวางโต๊ะอาหารชิดกำแพงแล้วถามว่า “นี่กำลังทำอะไรอยู่?”
“อ้อ ฉันอยากจะหาเวลาว่างทำประตูหน้าต่างในห้องครัวหน่อยน่ะ”
เจียงตั่วตกตะลึง“ทำเป็นด้วยหรือ?”
“มันก็แค่สี่เหลี่ยมผืนผ้า ตอกๆ ติดๆ เข้าด้วยกัน จะยากอะไรกันล่ะคะ?”หมิงจูเงยหน้ามองเขา ยิ้มหวานพร้อมกับพูดว่า “คุณคิดจริงๆเหรอว่าได้แต่งงานกับคนไร้ค่าที่ทำอะไรไม่เป็นเลย?”
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น”
เขานั่งยองๆลงไป มองดูขนาดที่เธอทำเครื่องหมายไว้บนไม้ที่ยังไม่ได้เลื่อย
ดูเหมือนว่างานที่ไม่ต้องใช้แรงมากเธอจะทำได้ดีทั้งหมด
ข้างนอกฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆหมิงจูไม่อยากตากฝนกลับเข้าบ้าน จึงดึงเจียงตั่วนั่งลงบนเก้าอี้ไม้เล็กๆ ด้วยกันยื่นไม้และเลื่อยให้เจียงตั่ว แล้วหัวเราะคิกคัก ก่อนจะพูดขึ้นว่า“ผู้กองเจียง คุณแรงเยอะ คุณพี่ขา ช่วยภรรยาหน่อยนะช่วยเลื่อยไม้พวกนี้ตามเส้นที่ขีดไว้หน่อยนะคะ”
เสียงนุ่มนวลอ่อนหวานของเธอทำให้เจียงตั่วใจเต้นระรัวเธอนี่ก็นะ...ไม่ว่าจะพยายามสอนอย่างไรก็ห้ามปากนี้ไม่ได้เลย
เพื่อไม่ให้เธอยังเอาแต่พูดจาไร้สาระต่อไปเขาจึงรีบรับเครื่องมือแล้วเริ่มก้มหน้าทำงาน
หมิงจูยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เธอไม่ได้อยู่เฉยเอาไม้ที่เลื่อยไว้เมื่อตอนเที่ยงหลายชิ้นมาประกอบเข้าด้วยกันทีละชิ้นตามลำดับที่ขีดเครื่องหมายไว้
ทั้งสองคนทำงานเข้าขากันไปเงียบๆไม่มีใครรบกวนใคร
หมิงจูกำลังตอกไม้ไปเรื่อยๆตะปูชิ้นหนึ่งตอกพลาด ค้อนไปทุบโดนไม้ เธอก็เผลอร้อง‘โอ๊ย’ ออกมา
เจียงตั่วนึกว่าเธอทุบมือตัวเองจึงรีบวางเครื่องมือลง คว้ามือเธอขึ้นมาดูทันที
เห็นเขามีสีหน้าจริงจังและกังวลหมิงจูรู้สึกใจเต้น เขาใส่ใจเธอจริงๆ
เมื่อมาอยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคยผู้ชายคนนี้แม้จะขี้ระแวงแต่ก็มอบความรู้สึกปลอดภัยให้เธออย่างมากเสมอทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและซาบซึ้งใจนัก
นอกจากเธอจะคิดถึงบ้านคิดถึงพ่อแม่และพี่ชายแล้ว ก็ยังมีความรู้สึกผูกพันกับยุคนี้ขึ้นมาเล็กน้อย
เธอไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายแต่ตอนนี้ดูเหมือนเธอจะรู้สึกขอบคุณเขามาก
“เจียงตั่ว ฉันไม่ได้ทุบโดน แค่ตกใจนิดหน่อย”
เสียงของเธอน่ารักและอ่อนหวาน
เจียงตั่วเงยหน้ามองทั้งสองสบตากัน ระยะใกล้มาก ใกล้จนสามารถรับรู้ลมหายใจของกันและกันได้อย่างง่ายดายใกล้จนสามารถมองเห็นเงาของตัวเองที่พร่ามัวในดวงตาสีหมึกของอีกฝ่าย ใกล้กันจน...
หมิงจูอยากจะจูบเขา
เธอคิดอย่างนั้นแล้วก็ทำอย่างนั้นเธอโน้มตัวไปข้างหน้า ริมฝีปากอุ่นๆ แตะลงบนริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา เชื่องช้าค่อยๆ ถูไถ
เจียงตั่วกำมือเธอไว้แน่นโดยไม่รู้ตัวตั้งใจจะปกปิดความประหม่า แต่กลับถูกหมิงจูจับได้ว่าในใจเขากำลังคิดอะไรอยู่
หมิงจูยังคงประทับริมฝีปากกับเขาพลางหัวเราะคิกคัก ชายหนุ่มผู้ไร้เดียงสาคนนี้ประหม่าเสียแล้ว
เธอผละศีรษะออกมากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกเจียงตั่วกุมท้ายทอยไว้ ครั้งนี้เจียงตั่วเป็นฝ่ายจูบเข้ามาเอง
ต่างจากวิธีจูบแบบแตะริมฝีปากที่เธอทำเขาจูบจริง และเป็นการจูบที่ดูดดื่ม
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่หมิงจูถูกผู้ชายจูบอย่างร้อนแรงเช่นนี้จากที่เคยได้เปรียบ เธอกลับเป็นฝ่ายงุนงงไปหมด
ผ่านไปครึ่งนาทีเจียงตั่วถอนจูบจากเธอด้วยลมหายใจหนักๆ หลับตา และพยายามควบคุมลมหายใจ
หมิงจูยกมือขึ้นลูบปากเบาๆรสชาติก็... ดีทีเดียว
แย่แล้วนี่เธอถลำลึกจนยากจะถอนใจเสียแล้ว
หลังจากเจียงตั่วปรับลมหายใจได้แล้วเขาก็เงยหน้ามองเธอ
ทั้งสองสบตากันเขาก็หันหน้าไปอีกทางหลบตาอย่างเก้ๆ กังๆ แล้วพูดว่า“ฉัน...ฉันแค่...”
เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจหักห้ามใจโดยไม่รู้ตัว
ทั้งที่รู้ว่าหมิงจูไม่ชอบเขาทั้งที่รู้ว่าเธอชอบแกล้งยั่วเย้าเขา แต่ก็ยังควบคุมตัวเองไม่ได้
หมิงจูสังเกตเห็นว่าเขามีสีหน้ากระอักกระอ่วนจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบด้วยรอยยิ้มขี้เล่น “ผู้กองเจียงไม่คิดเลยว่าคุณจะอาฆาตแค้นขนาดนี้ ฉันแค่จูบทีเดียวคุณก็แทบจะทำให้ฉันหายใจไม่ออก... ทำไมล่ะ คุณอยากจะเปลี่ยนภรรยาใหม่เหรอคะ?”
“ขอโทษ”
“ขอโทษทำไมกัน นี่ไม่ใช่ปฏิกิริยาปกติของคนเราหรอกเหรอดูสิเมื่อกี้รุนแรงขนาดนั้น คราวที่แล้วฉันทายถูกใช่ไหมคะ? คุณต้องอัดอั้นจนทรมาน...”
หมิงจูพูดพร้อมกับใช้นิ้วมือที่ซุกซนลากเป็นวงกลมบนไหล่ของเจียงตั่วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ไม่จำเป็นต้องให้ฉันช่วยจริงๆเหรอคะ?”