โลกถูกจุดชนวนแนวโล่กระแทกไปข้างหน้าเป็คลื่น อัศวินพิทักษ์อรุณพุ่งทะยานกลายเป็กำแพงเหล็กมีชีวิต พื้นดินสั่นะเื ฝุ่นและเืกระจายเป็สาย
อสูรคำรามตอบโต้ร่างบิดเบี้ยวพุ่งเข้าใส่ กลายเป็คลื่นดำที่ไร้จุดจบ
แต่คลื่นนั้นแตกพ่ายแทบทันทีที่ปะทะแนวหน้า
แสงออร่าสีเงินกวาดผ่านสนามรบกลายเป็เส้นแบ่งที่ไม่มีสิ่งใดข้ามได้
ดยุกเฮนรี่ก้าวไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียวท้องฟ้าทั้งใบกดทับผืนโลก
อสูรหลายสิบตัวทรุดลงพร้อมกันร่างสั่นสะท้าน ถูกบีบให้ยอมจำนน ความคิดยังขัดขืน ทว่าร่างกายยอมจำนนไปก่อนแล้ว
เขาไม่จำเป็ต้องเหวี่ยงดาบไม่ต้องมีท่วงท่า แค่ยืนอยู่ตรงนั้น…ก็เพียงพอจะตัดสินทุกชีวิต
“ดันแนว!” เสียงโรเบิร์ตคำราม
อัศวินทั้งกองเคลื่อนพร้อมกัน หอกแทงโล่กระแทก ดาบฟัน เสียงโลหะปะทะเนื้อและกระดูกประสานเป็จังหวะเดียวเสียงกรีดร้องถูกกลืนหายไปในสนามรบ
แนวโล่เคลื่อนผ่านอย่างเป็ระบบก่อนจะหยุดลงข้างกลุ่มหนึ่งกลุ่มอัศวินฝั่งซ้ายก่อนหน้าถอยออกเป็กองกำลังเสริมด้านหลัง
โจเวล เอเมอร์ และแซม
ทั้งสามยืนไม่ไกลจากแนวปะทะหอบหายใจหนัก แต่ยังตั้งหลักได้ เฮนรี่ก้าวเข้าหาด้วยความเร็วที่สายตาตามไม่ทัน
“พวกเ้าทำได้ดี” น้ำเสียงเรียบ ต่ำแต่ชัดเจนทะลุเสียงการต่อสู้ “โดยเฉพาะการประสานงาน”
แซมกลืนน้ำลาย มือยังกำโล่แนบอก
“ทะ ท่านดยุก”
[ ลูกน้องภายใต้สังกัดได้รับผลกระทบ :ยำเกรง ]
เอเมอร์ไม่เอ่ยคำ เพียงค้อมตัวยกมือทาบอกทำความเคารพ ดวงตายังจับภาพเบื้องหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
แต่สายตาของเฮนรี่เลื่อนไปยังดาบในมือโจเวลเงาใบดาบสะท้อนแสงสีเงินที่ยังหลงเหลือ เป็หลักฐานยืนยันตัวตนของผู้
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง “ดาบเล่มนั้น…”คิ้วขมวด “ไม่คิดว่าจะปรากฏในเวลานี้”
[ ดาบมรดกตอบสนองต่อสายเืลาเมทัส ]
[ ค่าความสอดคล้องเพิ่มขึ้น ]
โจเวลกำด้ามดาบแน่นขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่หลบสายตา
ลมาพัดผ่านระหว่างทั้งสองเสียงรอบข้างเลือนลง เหลือเพียงความตึงเครียดที่กดทับพื้นที่ตรงกลาง
เฮนรี่ก้าวเข้าใกล้หยุดห่างเพียง่แขน ออร่าซึมเข้าสู่ตัวดาบ ตรวจสอบอย่างรวดเร็ว ก่อนเงยหน้าขึ้นสายตาคมกริบกดลงตรงหน้า
“จบานี้แล้วมาพบข้าที่ป้อมลาเมทัส”
“ขอรับ”
“จากนี้…จงเฝ้ามองให้ดีสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็บทเรียนของพวกเ้า”
เอเมอร์หันมองโจเวลทันที แต่ไม่เอ่ยถาม
แซมกลืนน้ำลายรู้สึกถึงอากาศที่หนักอึ้งขึ้น
[ออร่ากำลังสั่นะเืต่อแรงกดดันจากสายเืเดียวกัน ]
โจเวลยังนิ่งปลายนิ้วที่จับดาบขยับเล็กน้อย คมดาบนิ่งสนิท รับคำเชิญนั้นอย่างเงียบงัน
เฮนรี่หันหลัง เดินจากไปโดยไม่รอคำตอบ
“โชคชะตา…ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”
…
ท้องฟ้าเหนือสมรภูมิยังไม่ทันได้สงบมันก็ฉีกกระชากอีกครั้ง รอยแยกมิติเปิดกว้าง เป็แผลสดของโลกแรงกดดันจากสิ่งที่อยู่เื้ัไหลทะลักออกมา
ความเป็จริงกำลังถูกคุกคาม
[ ตรวจพบการรบกวนของมิติ ]
[ ไม่สามารถระบุประเภทสิ่งมีชีวิตได้ ]
“สมุนของวาเรน…” เอเมอร์พึมพำเสียงสั่น“สัตว์อสูรแห่งมิติ”
อัศวินหลายคนทรุดลงลมหายใจหนักอึ้งจนเห็นภาพหลอนว่ามีมือที่มองไม่เห็นบีบคอโลกทั้งใบในเสี้ยววินาทีนั้น
“ตั้งสติ!”
เสียงหนึ่งดังขึ้นแรงกดดันอันมหาศาลได้แยกจิตสังหารของอสูรออกจากการครอบงำ
ดยุกลาเมทัสเดินเข้าสู่สนามรบออร่าปะทุขึ้นประดุจดั่งการตื่นของราชัน แสงสีเงินพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้ากลายเป็มงกุฎไร้รูปที่กดทับทุกสิ่งให้เงียบงัน
“อัศวินระดับตำนาน ราชันออร่า”
เงาัสีเงินขนาดั์ปรากฏซ้อนทับอยู่เื้ัไม่ใช่ภาพลวงตา แต่มันคือตัวตนที่สะท้อนเจตจำนงของราชัน อากาศสั่นะเืแรงโน้มถ่วงบิดเบี้ยวรอบตัวเขา
“ั…”
แม้เป็อัศวินภายใต้อาณัติแต่ก็หาได้ยากที่จะได้เห็นปลดพลังขีดสุดในระดับนี้
สัตว์อสูร สิ่งมีชีวิตที่ไร้สติยังต้องหยุดเคลื่อนไหวพวกมันต่างพากันมองหน้าเลิ่กลั่กไม่เข้าใจการกระทำที่เป็อยู่คล้ายหลุดพ้นจากคำสั่งที่กัดกินจิตใจ แต่เพียงชั่ววินาทีเท่านั้นก่อนความคลุ้มคลั่งจะกลับมาชักนำอีกครั้ง
อสูรแห่งมิติแผดเสียงคำรามฉีกมิติให้าแบนท้องฟ้าให้กว้างลึกขึ้นไป
“โฮกกกกกก!”
ร่างของมันไม่อยู่ในกฎของเวลาอีกต่อไปแขนหนึ่งอยู่ตรงหน้า อีกแขนหนึ่งอยู่ด้านหลัง การเคลื่อนไหวไม่เคยเกิดขึ้นมีเพียงความผิดเพี้ยนที่ดำรงอยู่ในทุกตำแหน่ง
เฮนรี่เงยหน้าขึ้น ดวงตาสงบนิ่งราวกำลังตัดสินสิ่งที่ต่ำกว่าความจริง ความบิดเบี้ยวทั้งหมดถูกกดลง ไม่ใช่ทำลายแต่ถูกบังคับให้กลับสู่ระนาบเดียวของความจริง
แรงกดดันถาโถม ฟ้าถล่มลงพื้นดินแตกเป็รอยใยแมงมุมลึก เสียงครืนต่ำลึกดัง โลกกำลังถูกบีบให้แบน
อสูรแห่งมิติหยุดนิ่งแขนที่เคยอยู่คนละตำแหน่งค้างอยู่เช่นนั้น เวลาไม่ไหล มิติไม่เคลื่อนแม้แต่ความบิดเบี้ยว ยังถูกตรึง
ดวงตาของมันเบิกกว้าง มันเข้าใจแล้วนี่ไม่ใช่การเผชิญหน้ากับศัตรู แต่มันกำลังถูกพิพากษา
เฮนรี่ยกดาบขึ้น ไร้แรงสั่นะเืไร้คลื่นพลัง ไร้แสงะเิ มีเพียงการยกขึ้น อย่างสมบูรณ์ปีกัทั้งสี่กางออกช้าๆ ด้านหลัง ไม่ใช่เพื่อโอ้อวด แต่เพื่อกำหนดขอบเขต
เสาหินสีเงินปักลงจากฟ้า
หนึ่ง
สอง
สาม
จนกระทั่งแปดทิศถูกปิดตาย โลกถูกล้อมไม่มีทางหนี ไม่มีที่หลบ ไม่มีภายนอกให้ย้อนกลับ
อสูรรับรู้ในเสี้ยววินาทีเสียงขาดหายกลางคัน ไม่ใช่เพราะมันหยุด แต่เพราะแม้กระทั่งเสียงยังถูกตัดออกไป
เฮนรี่ก้าวอีกครั้ง แล้วฟันลง ไร้แสงไร้เสียง ไร้การเคลื่อนไหวให้ตามทัน มีเพียงเส้นบางๆที่ปรากฏกลางโลกเป็รอยกรีดบนแผ่นกระดาษ
“คมดาบแห่งลาเมทัส กระบวนท่าที่ 7 :ตัดสมบูรณ์”
โลกกลับมาหายใจและในจังหวะนั้นร่างของอสูรแยกออก การทำลายไม่เคยเกิดขึ้น การมีอยู่ของมันถูกเพิกถอน
มันไม่เคยถือกำเนิด ไม่มีเถ้าถ่านไม่มีเสียงสุดท้าย เหลือเพียงความว่างเปล่า แทนที่จุดซึ่งมันเคยยืนอยู่
สังหารสำเร็จ หนึ่งในลูกสมุนของวาเรนดับสูญ
ผนึกอัญเชิญแตกสลายวงแหวนเวทมหึมาร่วงลงเป็เศษแสงนับพัน เสียงกรีดร้องจากอีกฝั่งมิติแทรกผ่านรอยแยกเต็มไปด้วยความโกรธแค้น และความไม่ยอมรับ
ในเงามืดของรอยแยกที่กำลังปิดบางสิ่งมองลงมา
ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่อสูรแต่เป็ตัวตนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดวงตาสีแดงกล่ำไหลเื จ้องลงมายังสนามรบเสียงกระซิบเย็นเยียบดังลอดลงสู่สนาม
“ลาเมทัส”
เงามรณะถอยกลับแล้วหายไปมันทิ้งแรงอาฆาตไว้เหมือนตราประทับของโลกที่ไม่มีใครลบออกได้
“ข้าจะกลับมา!”
รอยแยกปิดลง ความเงียบเข้าครอบงำสนามรบคลื่นพลังคลุ้มคลั่งหยุดลง
[ บันทึกข้อมูลล้มเหลว ]
[ ไม่สามารถจัดเก็บผลการต่อสู้ได้ ]
อัศวินทุกคนยังคงยืนนิ่งไม่ใช่เพราะกลัว แต่เป็ความไม่เข้าใจว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับอะไร
“มันตัวอะไร”ใบหน้าชี้ชัดไปในทิศทางเดียวกัน
เฮนรี่ลดดาบลงเสียบกับพื้นประสานมือมองตรงหน้า ออร่าที่ปกคลุมร่างค่อยๆ สลายกลับคืนสู่ความสงบ
โรเบิร์ตยกดาบขึ้นเหนือฟ้า
“วาลการ์ดปลอดภัยแล้วดยุกเฮนรี่จงเจริญ!”
เสียงโล่กระทบเกราะดังขึ้นเป็จังหวะ
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เหล่าอัศวินคุกเข่าลงพร้อมเพรียงดาบถูกปักลงกับพื้น ศีรษะก้มต่ำอย่างพร้อมเพรียง
“ดยุกเฮนรี่จงเจริญ!”
เสียงนับร้อยประสานเป็หนึ่งเดียวสั่นะเืไปถึงกำแพงเมืองวาลการ์ดที่ยังมีควันลอยอ้อยอิ่ง
ร่างของโจเวลทรุดลงกับพื้น ลมหายใจหนักอกกระเพื่อมถี่ราวกับจะฉีกออกพลังงานในร่างแทบไม่เหลือเส้นพลังที่เคยไหลเวียนดุจสายฟ้าตอนนี้เหลือเพียงประกายริบหรี่
เบื้องหน้าเขา คือภาพที่ไม่มีวันลืมดยุกเฮนรี่ ยืนอยู่ท่ามกลางซากของสิ่งที่แม้แต่โลกยังรับไม่ไหวศพของสัตว์อสูรแห่งมิติถูกบิดเบือนสลายไปแล้ว รอยแยกปิดลง
แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ คือแรงกดดันแรงกดดันที่ไม่ได้ทำลาย แต่ทำให้ทุกคนตระหนักถึงความเก่งกาจอันห่างไกล
โจเวลเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่อ่อนล้ายังไม่ดับแสงแห่งความทะเยอทะยาน ภายในนั้นมีบางอย่างกำลังลุกไหม้
“ออร่าขั้นที่ 7”เสียงแ่เบาแทบเป็ลมหายใจ
ราชันออร่าระดับที่เขาเคยคิดว่าเป็เพียงตำนานเป็เื่เล่าอันเกินจริงที่เอเมอร์เล่าให้ฟังบ่อยครั้งแต่วันนี้เขาเห็นมันด้วยตาตัวเองทุกอย่างชัดเจนยิ่งกว่าร่างกายที่กำลังสั่นอยู่ตอนนี้เสียอีก
ภาพของดาบที่ฟันเพียงครั้งเดียวสามารถบิดแกนของความจริงภาพของมิติที่ยังต้องยอมจำนน ภาพของศัตรูที่ถูกลบออกโดยสิ้นเชิง ติดตรึงตราใจ
มือของโจเวลกำแน่นขึ้น แม้จะสั่นแม้จะไร้เรี่ยวแรง แต่เขายังคงกำมันด้วยความสะใจ ฟันกรอดเืซึมจากฝ่ามือที่กดคมดาบ
“ยัง…ไม่พอ”
[ เงื่อนไขการเติบโตสำเร็จ ]
[ จิตใจไม่แตกสลายต่อหน้าราชัน ]
[ ได้รับคุณสมบัติพิเศษติดตัว :หัวใจผู้ท้าทาย ]
ความหยิ่งพยองของตนหลังจากออกมาจากดันเจี้ยนถูกทำลายในพริบตาเขาคิดว่าตัวเองเก่งขึ้นแล้ว แต่เปล่าเลย มันยังคงห่างไกลจากคำว่าแข็งแกร่งไปมากโข
กบในกะลาโลกนี้กว้างใหญ่กว่าที่เขาคิดมาก
แน่นอนว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าที่สูงขึ้นไปอีก
“โง่เขลานัก” เสียงนั้นไม่ดังแต่หนักแน่น
ความเหนื่อยล้ากัดกินร่างกายแต่ไฟในอกกลับลุกโชนยิ่งกว่าเดิม
เขาหัวเราะแ่เบา ทั้งที่แทบไม่มีแรง
“ยังต้องฝึกอีกเยอะ”
ออร่าที่เกือบดับกระพริบตอบรับเขาอีกครั้ง ดาบใหญ่ในมือถูกแปลงเปลี่ยนเป็แหวนดังเดิมเจตจำนงถูกฝังเข้าไปในตัวตน
“ระวังขอรับ นายน้อย” เอเมอร์เข้ามาพยุงแต่ถูกโจเวลห้ามไว้
[ สถานะร่างกาย : วิกฤต ]
[ ออร่าคงเหลือ : 4% ]
[ คำเตือน : ร่างกายเกินขีดจำกัด ]
แม้จะทุลักทุเลแต่เขาก็ยันตัวเองขึ้นมายืนได้สำเร็จ เมฆดำเคลื่อนที่ท้องฟ้าเริ่มสดใสสาดแสงอันแรงกล้าลงสู่สนามรบเป็สัญญาณของการสิ้นสุดา
ดวงตาสีโลหะจับจ้องอยู่กับสิ่งที่เห็นตรงหน้าไม่วอกแวกแล้วเอ่ยด้วยเสียงบางเบา เหมือนคำสาบานที่ไม่มีพยาน
“ข้าไม่้าเป็เพียงคนที่ยืนมอง”
ลมพัดผ่านสนามรบที่เพิ่งสงบพัดเอากลิ่นเืและเถ้าถ่านลอยไป และท่ามกลางความพังพินาศนั้นมีบางสิ่งกำลังถือกำเนิด ผู้ที่จะก้าวข้ามราชัน
[ คุณได้รับเส้นทางแห่งผู้เหนือราชัน ]