หลังจากแสงสว่างวาบเข้ามา ความรู้สึกเริ่มกลับเข้ามาอีกครั้งอย่างเลือนราง ผิวััต่างๆเริ่มรับรู้ถึงอุณหภูมิ แต่การขยับร่างกายเป็ไปได้ยากเหลือเกิน เพราะความรู้สึกถึงแขนขาอันไม่ชัดเจนนี้ หลังจากพยายามอยู่สักพัก เปลือกตาก็ตอบสนองต่อความคิดที่จะพยายามลืมตาขึ้นมา แสงแรกที่ปะทะกับดวงตาช่างเจิดจ้าและค่อยๆปรับตัวได้อย่างช้าๆ ภาพแรกที่เขาเห็นนั้น คือใบหน้าของชายวัยกลางคน หนวดเครารุงรัง มีรอยยับย่นตามวัย สีหน้าดูตื่นใในขณะที่มองเขาอยู่
'เขาคงเป็ยมทูตสินะ'
สิ่งแรกที่เขาคิดได้ คือความเชื่อทางศาสนาที่ว่ากันว่า เมื่อคนตายแล้วจะมียมทูตมารับตัวเพื่อนำไปตัดสินว่าตนจะขึ้น์หรือลงนรกตามการกระทำเมื่อยังมีชีวิตอยู่
"จ้ากกกก!!!..."
ในขณะที่กำลังคิดไปไกล เสียงร้องใจากชายวัยกลางคนก็ปลุกเขาจากห้วงความคิดขึ้นมา ทำเอาเขาใไปด้วย
"จ...จะ...เ้ายังไม่ตายเรอะ!"
'ยังไม่ตาย?...นี่เรายังไม่ตายเหรอ'
เขาเห็นหน้าที่ซีดเผือดราวกับเจอผีของชายวัยกลางคน รู้ตัวอีกทีเขาก็ลุกขึ้นมานั่งแล้ว ทำเอาชายวัยกลางคนสะดุ้งตัวยกใหญ่จนเผลอทำมีดเล็มเล็กๆที่ถืออยู่หล่นลงไปที่พื้น
เมื่อเห็นท่าทีแข็งทื่อของชายวัยกลางคนเช่นนั้น เขาจึงมองสำรวจไปรอบๆห้องด้วยความงุนงง แต่กลับพบว่าเป็สถานที่อันแปลกตาดูไม่เหมือนห้องพยาบาลหรือห้องดับจิต เขาจึงหันกลับไปถามชายวัยกลางคน
"ที่นี่คือที่ไหน?"
"..."
เมื่อไร้เสียงตอบรับไปครู่หนึ่ง เขาจึงนึกอะไรขึ้นได้จึงรีบสำรวจร่างกายของตน และเห็นว่าตนเองแทบจะเปล่าเปลือยมีเพียงผ้าผืนน้อยที่ปกปิดส่วนล่างกลางลำตัวของเขาเท่านั้น
'นี่มันอะไรกัน!!?'
สิ่งที่ทำให้เขาใก็คือ เขาจำได้ว่าตนเองต้องได้รับาเ็อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่เห็นในสายตากลับเป็ร่างกายที่ปราศจากรอยาแ มือเท้าอยู่ครบ และสิ่งที่ทำให้เขาใยิ่งกว่าก็คือ ร่างกายของเขาดูแตกต่างไปจากเดิม
"เอ่อ...อะแฮ่ม! เมื่อเ้ารู้สึกตัวแล้วก็มาคุยกันหน่อย"
หลังจากที่เรียกสติกลับมาได้ ชายไว้กลางคนจึงรีบเก็บมีดที่หล่นอยู่มาซ่อนไว้ด้านหลังพร้อมกระแอมไอเรียกเขาจากภวังค์ และพูดคุยราวกับก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"เอ่อ...เสื้อผ้าผมอยู่ไหน?"
"จะไปรู้เ้าเรอะ! ข้าเจอเ้าก็ล่อนจ้อนอยู่ชายหาดแล้ว ไม่ใช่ว่าโดนโจรปล้นมารึไง?"
'ชายหาด!?!' "ผมไม่รู้ แล้วที่นี่ที่ไหนกัน?"
แต่แทนที่ชายวัยกลางคนจะตอบคำถาม กลับเดินเข้ามาประชิดตัวเขาแล้วทำท่าทางแปลกๆเหมือนกับตรวจหาอะไรบางอย่างราวกับเพิ่งนึกอะไรออก และแสดงท่าทีตกตะลึง สีหน้าแข็งค้างมองมาที่เขา
"ป...ปะ...เป็ไปไม่ได้!"
ชายวัยกลางถอยกรูดไปชิดผนังห้องด้านตรงข้ามทันทีพร้ะคอกถามอย่างตื่นตระหนก
"จ...จะ...เ้าเป็ใครกันแน่ มะ...ไม่สิ เ้าเป็ตัวอะไรกันแน่?!!"
เขาได้แต่งุนงงกับท่าทีของชายวัยกลางคนเป็อย่างมาก จึงคิดว่าควรทำให้ชายวัยกลางคนสงบสติก่อน ไม่เช่นนั้นคงสื่อสารกันไม่รู้เื่แน่ๆ
"เอ่อ... คุณช่วยใจเย็นก่อนได้ไหมครับ เรามาคุยกันให้เข้าใจก่อนดีกว่า"
ชายวัยกลางคนได้สติกลับมา และเห็นว่าตนเองแสดงท่าทีไม่เหมาะสม จึงรีบกระแอมไอแก้เขินอีกครั้ง แต่สีหน้ายังคงซีดขาวอยู่อย่างนั้น แถมยังมองมาที่เขาอย่างประหลาดราวกับใช้ความคิดอะไรบางอย่างและเอ่ยขึ้นมาในที่สุด
"อะแฮ่ม!!... ข้าชื่อว่าฮิวเบิร์ช เป็หมอและนักปรุงโอสถ ข้าพบเ้าสลบอยู่ที่ชายหาด เลยนำเ้ามารักษาตัวอยู่ที่เรือนโอสถของข้า เื่เสื้อผ้าหรือทรัพย์สินของเ้าไม่ต้องพูดถึง ตอนข้าพบเ้าก็ไม่เห็นมีอะไรติดตัวเ้าเลย ว่าแต่เ้าเถอะ เป็ใครมาจากไหน เกิดอะไรขึ้น ทำไมไปนอนแก้ผ้าอยู่ที่ชายหาด"
ฮิวเบิร์ชรีบอธิบายถึงที่มาที่ไปของเขาเพื่อแก้ไข'ความเข้าใจผิด?' พร้อมกับถามในสิ่งที่สงสัย
"เอ่อ... ผมไม่รู้..."
"เ้าทำหน้าแบบนั้นไม่เชื่อที่ข้าพูดอย่างนั้นเรอะ?"
"ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นเพียงแต่ ผมไม่รู้จริงๆ แถมจำอะไรก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย" เขาได้แต่แสร้งทำเป็ความจำเสื่อมเพื่อเลี่ยงการอธิบาย
"นี่เ้าจะบอกว่าความจำของเ้าเสื่อมอย่างนั้นเรอะ"
"ก็...ประมาณนั้น แฮะๆ...ว่าแต่มีดเมื่อครู่ คุณจะเอามาทำอะไรเหรอ"
"อะ... อะไร ข้าแค่ถือมีดเดินผ่านตอนเ้าฟื้นมาพอดีไม่ได้รึไงเล่า! เฮ้อ..."
เมื่อฮิวเบิร์ชคิดว่าอธิบายแก้ต่าง'ความเข้าใจผิด?'ได้แล้วจึงเผลอถอนหายใจออกมา ซึ่งแน่นอนเขาเองย่อมสังเกตเห็น แต่ก็ไม่ได้คิดมากความ เพราะในตอนนี้มีเื่ที่เขาไม่เข้าใจมากมาย มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ ข้อสงสัยต่างๆผุดขึ้นมา แต่ในตอนนี้คงทำได้แค่ตามน้ำไปกับสถานการณ์ตรงหน้า แล้วค่อยๆหาคำตอบจะเป็การดีที่สุด
"... ไม่ทราบว่า ที่นี่คือที่ไหนเหรอ?"
"โธ่เอ๊ย...เ้านี่ ความจำเสื่อมไม่พอยังความจำสั้นอีกด้วย น่าสงสารจริงๆ ข้าบอกไปแล้วนี่ว่านี่คือเรือนโอสถของข้า"
"ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น"
"แค่กๆ... ที่นี่คือหมู่บ้านทรายขาว อยู่ทางใต้ของเมืองแรกอรุณ แห่งอาณาจักรอรุณเรืองโรจน์"
เมื่อเขาได้ฟังดังนั้นก็ได้แต่อึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน นี่เขาอยู่ที่ไหนกัน ตอนนี้ทำได้แต่รวบรวมสติเอาไว้ และคิดหาทางว่าจะทำอย่างไรต่อไป
"เอ่อ... ผมพอจำได้ว่าผมชื่อไมนาส ผมจำได้แค่ชื่อตัวเองเท่านั้น แฮะๆ..."
หลังจากการสนทนากับฮิวเบิร์ชซึ่งเป็ภาษาที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนแต่กลับเข้าใจและสื่อสารออกไปได้ โดยที่ตนเองก็ไม่เข้าใจ จึงนึกขึ้นได้ว่าถ้าบอกชื่อของตนเองออกไปคงฟังดูแปลก จึงนึกขึ้นได้ว่าตนมีนามแฝงที่เคยใช้เล่นเกมออนไลน์กับเพื่อนสนิทในสมัยเรียนมหาลัย จึงตัดสินใจบอกออกไปด้วยท่าทีเขินๆ
"ชื่อแปลกดีนี่ แถมการพูดจายังแปลกๆอยู่บ้าง? คงเพราะยังสับสนอยู่ซินะ ช่างเถอะ อย่างน้อยก็จำชื่อตนเองได้ก็ดีแล้ว"
"แฮะๆ"
"ว่าแต่ค่ารักษาพยาบาลเ้าไม่ถูกเลยนะ จะเอายังไงดี ในเมื่อเ้าไม่มีอะไรติดตัวอยู่เลย หืม?"
"...!?!"
"ไม่ต้องใไป ยังไงซะข้าก็เป็คนจิตใจดี เอาอย่างนี้เป็ไง ถ้าเ้าคอยทำงานให้ข้าแทนค่ารักษา ข้ามีที่พักและอาหารให้ เ้ายังไม่รู้จะทำยังไงต่อใช่ไหมละ จนกว่าความทรงจำเ้าจะกลับมาค่อยว่ากัน ฮ่าๆๆ ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ข้าไม่ใช่คนเอาเปรียบใครอยู่แล้ว ฮ่าๆๆ"
เมื่อได้ยินดังนั้นไมนาสจึงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เพราะกำลังใคร่ครวญว่าจะเอายังไงต่อดี สุดท้ายจึงตัดสินใจตอบตกลงในที่สุด
"... ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนด้วย"
"ว่าแต่... คุณพอจะมีเสื้อผ้าให้ผมใส่บ้างไหม?"
"เอ้อ นั่นสิๆ รอเดี๋ยวเดียว ข้าจะไปเอามาให้ ฮ่าๆๆ"
เมื่อได้สวมเสื้อผ้าที่ฮิวเบิร์ชนำมาให้ซึ่งค่อนข้างพอดีตัว และดูแล้วไม่น่าจะใช่ของฮิวเบิร์ช เพราะขนาดตัวของเขาดูท้วมกว่าเสื้อผ้าที่นำมาให้พอสมควร แต่เขาคิดว่าคงเป็ชุดเก่าๆของฮิวเบิร์ชสมัยหนุ่มๆ
เมื่อเขาสำรวจร่างกายตนเองอีกครั้งก็พบว่าสัดส่วนร่างกายตนเองนั้นมีความไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง ทั้งส่วนสูงที่ดูสูงกว่าปกติที่เคยเป็ ผิวขาวทั้งๆที่ปกติผิวของตนจะเป็สีแทน เมื่อส่องกระจกดูกลับพบว่าใบหน้าที่คุ้นเคยของตนเองยามนี้กลับเป็ใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ไม่รู้จักอายุราว19-20ปี รวมถึงสีผมที่เป็สีน้ำตาลแดงแทนที่จะเป็สีดำ
'ไอ้เด็กนี่ใครกัน...บ้าน่า!... มันเกิดอะไรขึ้นกับเรากันแน่ ทำไมทุกอย่างมันเปลี่ยนไปขนาดนี้ ร่างกายเรา โลกของเรา หายไปไหน?'
ถึงอย่างนั้นไมนาสก็ไม่ได้รู้สึกว่าเื่ทั้งหมดที่เกิดจะเป็เื่จริง ทุกสิ่งทุกอย่างอาจจะเป็เพียงความฝัน เขาอาจจะนอนโคม่าไม่ได้สติ เป็เ้าชายนิทราอยู่ก็ได้ แต่ความฝันนี้ก็ทำให้เขาไม่รู้สึกอยากจะตื่นขึ้นมา เพราะมันเป็สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกถึงอิสระและใกล้เคียงกับจุดมุ่งหมายของชีวิตตนมากจริงๆ ถึงแม้ว่าการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อาจจะต้องเริ่มต้นจากศูนย์ก็ตามที
หลังจากเดินออกมาด้านนอก ไมนาสพบว่าเรือนโอสถของฮิวเบิร์ชล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ บรรยากาศสดชื่นและสงบเป็อย่างยิ่ง ด้านข้างเรือนโอสถมีฟาร์มปลูกสมุนไพร และมีเส้นทางสายเล็กๆเชื่อมต่อไปยังหมู่บ้านทรายขาว
********
ผ่านมาสามวันหลังจากที่ฟื้นขึ้นมา ฮิวเบิร์ชได้สอนงานให้ไมนาสในการทำฟาร์มสมุนไพร ซึ่งเป็วัตถุดิบส่วนใหญ่สำหรับการปรุงโอสถ ซึ่งจะมีสมุนไพรบางชนิดที่ไม่สามารถเพาะปลูกเองได้ จึงจำเป็ที่จะต้องเข้าป่าเพื่อที่จะเก็บกลับมาและเริ่มคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตใหม่นี้มากขึ้น
ส่วนฮิวเบิร์ชเองก็พบว่าไมนาสมีพละกำลังที่เหลือล้น ทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จึงรู้สึกว่าตนเองโชคดีที่มีลูกมือในการช่วยงานของตน แต่ก็ยังมีสิ่งที่ค้างคาใจอยู่เกี่ยวกับตัวตนของไมนาส ไม่ใช่เพราะที่มาที่ไปของเด็กหนุ่มแต่เป็เพราะเหตุใดเขาจึงยังมีชีวิตอยู่ได้
"นี่! เ้าหนุ่ม เ้ารู้จักสิ่งนี้หรือไม่"
ในทันทีที่เอ่ยออกมา ฮิวเบิร์ชก็เดินไปหยุดอยู่ข้างต้นกล้าสมุนไพรพร้อมกับยื่นมือและหันฝ่ามือออกไปทางต้นสมุนไพรนั้น แล้วสิ่งที่ทำให้ไมนาสตกตะลึงก็เกิดขึ้น เมื่อต้นกล้าสมุนไพรนั้นเจริญเติบโตขึ้นด้วยความรวดเร็วต่อหน้าตา
"นี่มันอะไรกัน เหลือเชื่อเลย! ลุงทำมันได้ยังไง" เด็กหนุ่มถามด้วยความเหลือเชื่อราวกับกำลังดูมายากล
"หา... เหลือเชื่ออะไรกัน? นี่มันปกติที่สุดเท่าที่จะปกติได้แล้ว เ้านั่นแหละที่เหลือเชื่อ เ้ายังมีชีวิตอยู่ได้นี่แหละเป็เื่เหลือเชื่อที่สุดเท่าที่จะเหลือเชื่อแล้ว!!"
"ผมไม่เข้าใจที่ลุงพูดเลยสักนิด"
เมื่อเห็นว่าไมนาสไม่เข้าในสิ่งที่ตนพยายามจะสื่อ ฮิวเบิร์ชก็ได้แต่ส่ายหัว
"อะแฮ่ม... งั้นข้าจะอธิบายให้ก็ได้ สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ล้วนแล้วแต่มีอณูมานาไหลเวียนอยู่ภายใน ดวงธาตุมานาอันเป็ต้นกำเนิดของมานา และมันก็เชื่อมโยงกับพลังชีวิตถึงการใช้มานาจนหมดจะทำให้อ่อนเพลีย แต่อย่างน้อยมันก็ยังพอให้ััได้ถึงมานาที่ค่อยๆเพิ่มพูนกลับมา"
"เอ่อ... ข้าก็ยังไม่เข้าใจที่ลุงพูดอยู่ดี"
"เพ้ย!! งั้นตรงๆเลยแล้วกัน ข้าหนะตรวจร่างกายของเ้าแล้ว แต่ข้าไม่พบมานาในตัวเ้าเลยแม้แต่เศษเสี้ยวก็ััไม่ได้ราวกับว่าเ้าไม่มีดวงธาตุมานา ขนาดศพที่เพิ่งตายใหม่ๆยังเหลือเศษเสี้ยวมานาในร่างอยู่บ้าง ข้าไม่เคยเจออะไรเช่นนี้มาก่อน ทีนี้เ้าเข้าใจที่ข้าพูดรึยัง"
เมื่อได้ฟังอย่างนั้น ไมนาสรู้สึกว่าสมองตนเองเริ่มพองโตขึ้นมา มานางั้นเหรอ เขาเคยเห็นแต่ในเกมส์หรือไม่ก็การ์ตูนแฟนตาซีพวกนั้นเท่านั้น ไม่คิดว่าตนจะได้พบเจอของแบบนี้ต่อหน้าต่อตา
'ใช่แน่ๆ นี่ต้องเป็โลกในความฝันของเราแน่ๆ'
ยิ่งมั่นใจว่าโลกใบนี้คือความฝัน เขาก็ยิ่งเ็ปใจ เพราะหากวันใดที่เขาตื่นขึ้นมาจากความฝันอันแสนพิลึกน่าตื่นตาเช่นนี้ ก็เท่ากับเขาสูญเสียโลกใบนี้ไปตลอดกาล เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะเก็บเกี่ยวความสุขในโลกความฝันนี้ไว้ให้มากเท่าจะทำได้ และอยากที่จะเรียนรู้ว่าโลกใบนี้เป็เช่นไร มันจะนำพาเขาไปพบกับสิ่งใด จะได้ไม่เสียใจภายหลัง
"งั้นผมก็ไม่สามารถทำอย่างที่ลุงทำกับต้นสมุนไพรนั้นได้สินะ"
"เฮ้อ... ถูกต้องแล้ว ในเมื่อเ้าไม่มีมานาย่อมไม่สามารถใช้ใช้พลังเวทย์ได้ อีกอย่างพลังเวทย์ของแต่ละคนก็มีลักษณะจำเพาะของแต่ละตัวบุคคล ซึ่งจะติดตัวมาแต่กำเนิดและก็ต้องผู้หาาุโหรืออาจารย์ผู้ที่มีลักษณะหรือรูปแบบพลังเวทย์ที่ใกล้เคียงกันจึงจะสามารถแนะนำแนวทางการใช้พลังเวทย์ได้อย่างเหมาะสม เื่นี้บอกกับเ้าไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่อย่างน้อยก็เอาประดับความรู้ไว้บ้างก็แล้วกัน"
เมื่อได้ยินดังนั้นก็ทำให้ไมนาสรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ เขาััได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ทำให้เขารู้สึกสดชื่นไม่เหนื่อยล้าแม้ทำงานหนักมาทั้งวัน ถ้าสิ่งนี้ไม่ใช่มานา แล้วมันคืออะไรกัน
ในวันต่อมาฮิวเบิร์ชได้พาไมนาสเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อไปขายโอสถ ซึ่งฮิวเบิร์ชมีโอสถประเภทรักษาอาการไข้หวัดและโรคทั่วไปเป็ส่วนมาก โดยส่วนน้อยจะเป็โอสถฟื้นฟูเืและฟื้นฟูกำลัง
"โดยปกติแล้วข้าจะเข้าไปที่หมู่บ้านอาทิตย์ละครั้ง เอานี่ไปใส่ซะ ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเ้าก่อนหน้านี้ กันไว้ดีก่อนกว่า"
"...ขอบคุณครับลุง"
นี่ก็เป็อีกสิ่งหนึ่งที่ไมนาสคิดไม่ตกว่าร่างกายนี้จะเป็ร่างกายของเขาที่โผล่มาในโลกนี้หรือว่าเป็ร่างกายของใครบางคนกันแน่ ซึ่งอย่างหลังน่าจะเป็ไปได้มากที่สุด เพราะถ้าจะให้เขามาโผล่ที่โลกใบนี้ก็ควรให้เขาเกิดใหม่ในครรถ์จะสมเหตุสมผลกว่า แต่กับร่างกายนี้ถ้าเ้าของร่างเดิมมีศัตรูที่ไหนสักแห่ง คนที่ซวยย่อมเป็ตัวเขาเอง...
*********
เมื่อเดินมาถึงหมู่บ้านที่ห่างจากเรือนโอสถที่ต้องเดินเท้าราวหนึ่งชั่วโมง หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ติดชายหาดสมกับชื่อหมู่บ้านทรายขาว หาดทรายที่นี่มีสีขาวละเอียด บรรยากาศดีเป็อย่างยิ่ง ถึงจะเรียกว่าหมู่บ้านแต่เมื่อดูจำนวนบ้านเรือนแล้วเรียกว่าเป็เมืองเล็กๆเมืองหนึ่งเลยก็ว่าได้
‘... !’
เมื่อเห็นสีหน้าของไมนาสที่ตกตะลึงกับจำนวนบ้านเรือนในหมู่บ้านแห่งนี้ ฮิวเบิร์ชจึงอธิบายให้ฟัง
"ถ้าไม่ใช่เพราะตั้งอยู่ใกล้ๆเมืองแรกอรุณจนเกินไป หมู่บ้านนี้คงได้ตั้งให้เป็เมืองอีกเมืองนึงไปนานแล้ว แต่ในอนาคตคงไม่แน่ถ้าจำนวนประชากรยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นนี้"
เมื่อมาถึงบริเวณจัตุรัสกลางหมู่บ้าน มีบ่อน้ำพุโดยมีรูปหินสลักขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางน้ำพุ และมีแผงขายสินค้าต่างๆอยู่ด้านหนึ่งของจัตุรัสมีผู้คนสัญจรไปมาแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าต่างๆหลากหลาย
ฮิวเบิร์ชเดินตรงไปยังแผงขายสินค้าเล็กๆแผงหนึ่งซึ่งเป็ที่ประจำของตน ในขณะที่ไม่ทันได้จัดการข้าวของเสร็จสิ้น ก็มีลูกค้าเข้ามาต่อแถวรอแล้ว ไมนาสเห็นแล้วรู้สึกแปลกใจมากที่เห็นว่าลูกค้าของฮิวเบิร์ชจะเยอะขนาดนี้ ทั้งที่มาที่นี่แค่อาทิตย์ละครั้ง
"ข้าขอซื้อโอสถฟื้นฟูเืและกำลังอย่างละสิบขวด"
ในขณะที่มองดูฮิวเบิร์ชขายโอสถอยู่นั้น ได้มีลูกค้าผู้หนึ่งซึ่งการแต่งกายไม่เหมือนกับชาวบ้านทั่วไป ชุดที่สวมใส่ดูคล้ายกับชุดเกราะหนังและพร้อมที่จะต่อสู้ตลอดเวลา เมื่อมองออกไปก็เห็นกลุ่มคนที่เหมือนกับกำลังรอลูกค้ารายนั้นอยู่ทั้งหมดต่างแต่งกายราวกับไปงานคอสเพลย์
"โอ้... ทั้งหมด สิบเอ็ดเหรียญเงินขอรับ ขอบคุณท่านลูกค้าขอรับ"
ผ่านไปอีกครู่หนึ่งของก็ถูกขายออกไปจนหมด เมื่อเห็นว่าฮิวเบิร์ชว่างแล้วไมนาสจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย
"ลุง ที่หมู่บ้านนี้มีร้านขายโอสถหรือหมอคนอื่นนอกจากลุงบ้างไหม?"
"ย่อมมีอยู่แล้ว ทำไมเรอะ?"
"ก็เห็นโอสถที่ลุงนำมาขายหมดรวดเร็วขนาดนั้น"
เมื่อฮิวเบิร์ชได้ยินดังนั้นฮิวเบิร์ชจึงยืดอกและยิ้มขึ้นมาราวกับภูมิใจพร้อมเอ่ยขึ้น
"อ้อ!.. นั่นย่อมแน่นอน โอสถของข้านั้นดีกว่าแถมขายในราคาที่ถูกกว่าเ้าพวกที่ขายอยู่ที่นี่ ลูกค้าก็ต้องมีมากเป็ธรรมดา ฮ่าๆๆ"
"เห...ทั้งๆที่คุณภาพดีกว่า ทำไมถึงตั้งราคาไว้ถูกกว่าเล่าลุง"
"จะทำการค้ามันก็ต้องมีคุณธรรมกันบ้างสิ ที่ข้าขายถูกก็เพราะต้นทุนของข้าต่ำกว่าเ้าพวกที่อยู่ในหมู่บ้านนะสิ"
"ต้นทุน?"
"เ้าคิดว่าพื้นที่แถบนี้มันเพาะปลูกสมุนไพรได้ง่ายๆรึไง ไม่เช่นนั้นข้าคงเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านนานแล้ว"
"เช่นนั้นนักปรุงโอสถคนอื่นๆจะหาสมุนไพรที่ใดมาปรุงโอสถ?"
"ก็จากพวกพ่อค้าขบวนคาราวานจากหมู่บ้านอื่นๆที่เข้ามาเพื่อซื้อสินค้าจากที่นี่ยังไงล่ะ"
"ที่แท้ก็เป็เช่นนี้... แล้วผู้ที่มาซื้อโอสถฟื้นฟูเืและฟื้นฟูกำลังเป็จำนวนมาก พวกเขาเป็ใครกัน ดูแล้วก็ไม่น่าจะใช่ทหารด้วย"
"เ้าหมายถึงนักผจญภัยสินะ"
"นักผจญภัย?"
"พวกเขาก็คือผู้ที่คอยรับภารกิจที่มีการร้องขอผ่านตัวแทนสมาคมนักผจญภัย อย่างที่หมู่บ้านนี้ก็มีตัวแทนของสมาคมคอยรับเื่อยู่ เมื่อถูกตั้งเป็ภารกิจ เหล่านักผจญภัยก็จะรับภารกิจและได้ผลตอบแทนจากรางวัลตามใบประกาศภารกิจยังไงละ ก็ภารกิจเหล่านี้ล้วนอันตรายทั้งสิ้น ส่วนใหญ่เป็การกำจัดพวกสัตว์อสูรที่โผล่มาใกล้ๆหมู่บ้าน... เฮ้อ..."
ไมนาสอยากจะถามต่อ ก็เห็นท่าทางของฮิวเบิร์ชดูจะเหนื่อยหน่ายกับการอธิบายทุกๆอย่างให้เขาฟัง ทำให้เขาหยุดที่จะถามต่อทันที
ขณะที่กำลังเดินออกจากหมู่บ้าน ได้มีคนกลุ่มหนึ่งเดินมาทางฮิวเบิร์ช คนที่นำหน้ามาแต่งกายภูมิฐาน ส่วนทางด้านหลังสี่คนล้วนแล้วแต่เป็ทหารยามของหมู่บ้าน
"โอ้ว... ท่านหมอฮิวเบิร์ช ไม่ทราบว่าท่านพาผู้ใดมาด้วยเล่า"
"ท่านเทรวิส นี่เป็หลานชายของข้าที่เพิ่งมาจากหมู่บ้านอื่นขอรับ"
หัวหน้าหมู่บ้านหันมาพิจารณาเด็กหนุ่มที่สวมผ้าคลุมปิดหน้าครู่หนึ่งก็หันไปคุยกับฮิวเบิร์ชต่อ
"อืม...เช่นนั้นก็ดีแล้ว มีคนมาคอยช่วยงานท่าน เช่นนั้นข้าก็ไม่ต้องกังวลมากนัก หากหมู่บ้านเราขาดท่านไปสักคน ชาวบ้านคงแย่แน่ๆ"
"ท่านก็พูดเกินไปขอรับ ข้าชอบใช้ชีวิตเช่นนี้อยู่แล้ว ท่านอย่าได้กังวลนักเลย ถึงไม่มีข้าหมู่บ้านนี้ก็ยังคงเติบโตไปได้เรื่อยๆอยู่แล้วขอรับ"
"ท่านก็ถ่อมตัวเกินไปแล้ว เฮ้อ... ่นี้เหล่าสัตว์อสูรเริ่มปรากฎตัวบ่อยขึ้น ท่านก็เข้ามาพักอาศัยอยู่ภายในหมู่บ้านก่อนเถิด บ้านข้าพร้อมต้อนรับท่านเสมอ"
"ท่านอย่าได้เป็ห่วงเลยขอรับ ถึงอย่างไรหมู่บ้านเราก็มีนักผจญภัยมาที่นี่ไม่ขาดสาย ย่อมจัดการเหล่าสัตว์อสูรให้หมดไปก่อนที่มันจะโผล่มาให้พวกเราเห็นอยู่แล้ว"
"อืม... เช่นนั้นถ้าหากท่านเห็นว่าที่บ้านท่านไม่ปลอดภัย ก็ให้รีบมาที่นี่ทันทีเลยนะ"
"ขอบคุณที่เป็ห่วงขอรับ"
พูดคุยเสร็จ หัวหน้าหมู่บ้านก็เดินจากไปพร้อมกับทหารยาม
เมื่อเห็นการพูดคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านเทรวิส เขาได้เห็นถึงความห่วงใยที่เทรวิสมีต่อฮิวเบิร์ช จึงส่งสายตาสงสัยไปทางฮิวเบิร์ช
"ดูหัวหน้าหมู่บ้านจะเป็ห่วงลุงมากเลยนะ"
"ย่อมแน่นอน หากขาดข้าไปสักคน หมู่บ้านนี้คงจะย่ำแย่ไม่น้อย คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีฐานะมากนัก แถมค่าหมอและโอสถที่วางขายที่นี่ก็แพงจนจ่ายกันไม่ไหว ก็มีแต่ข้านี่แหละที่เป็ความหวังหนึ่งเดียวของพวกเขา ฮ่าๆๆ"
ฮิวเบิร์ชกล่าวพลางยืดอกราวกับภาคภูมิใจ
ในขณะที่เดินกลับก็แวะเข้าร้านขายอุปกรณ์จิปาถะ ซึ่งฮิวเบิร์ชจะซื้อขวดแก้วเพื่อใช้ในการบรรจุโอสถ โดยที่ราคาของมันถูกกว่าราคาโอสถที่ขายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดูเหมือนว่าเขาจะเป็คนที่ไม่ได้หวังความร่ำรวยเลยสักนิด