ระหว่างทางกลับเฉียวซีนึกถึงพื้นที่แห้งแล้งว่างเปล่า 3 หมู่ที่เพิ่งได้มาที่นั่นยังไม่ไถเพื่อเตรียมให้เป็นที่ดินสำหรับเพาะปลูกพี่ชายคนโตได้กลับไปเรียนในเมืองแล้ว หากนางทำคนเดียวก็ไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหนจึงจะพลิกหน้าดินเสร็จทั้งหมด
มองเฉียวซื่อเหยฺผู้นั่งอยู่บนเกวียนวัวและกำลังนำเกวียนกลับหมู่บ้านในใจของเฉียวซีก็มีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในเมื่อต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวของท่านปู่หลิน เหตุใดไม่ขอให้พวกเขามาทำงานนี้โดยตรงเป็นการจ้างงานคนในหมู่บ้าน เวลานี้เป็นครอบครัวปู่หลินไม่แน่ว่าครั้งหน้าอาจจะเป็นครอบครัวอื่นบ้านไหนจะไม่อยากทำงานหาเงินเพื่อให้ชีวิตของตนดีขึ้นเล่าทั้งยังทำงานอยู่ในหมู่บ้านของตนเอง ดีถึงเพียงนี้ผู้ใดจะไม่อยากทำ
“ท่านปู่หลิน ช่วงนี้ท่านอายุ่นกับท่านอาเจินอยู่ที่บ้านหรือออกไปทำงานข้างนอกเสียแล้ว”
“ไม่ได้ออกไปไหนหรอกยังทำไร่ทำนาอยู่ที่บ้าน ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิพอดีว่าแต่เหตุใดเจ้าจึงถามเรื่องนี้กับข้าหรือ” เฉียวซื่อเหยฺถามขึ้น
“อ๋อ ก่อนหน้านี้ข้าซื้อที่เปล่ามา 3 หมู่ ข้าอยากหาคนไถพลิกหน้าดินเพื่อเตรียมดินให้พร้อมสำหรับทำการเกษตรจึงอยากถามดูว่าพวกท่านอาพอจะมีเวลาว่างหรือไม่”นางลืมเรื่องฤดูใบไม้ผลิไปได้อย่างไร เวลานี้ทุกบ้านต่างยุ่งกันหมด
“เรื่องนี้เจ้ารีบหรือไม่”มีงานทำย่อมดีที่สุดแล้ว แม่หนูผู้นี้ยังไม่ตระหนี่ถี่เหนียวเงินที่ให้ก็มากมายทีเดียว หากสามารถไปทำงานให้นางได้ เขาย่อมเต็มใจไปทำแน่นอนแต่เพียงไม่แน่ใจว่านางรีบร้อนถึงเพียงใด
“แท้จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้รีบเร่งสักเท่าไรข้าเพียงอยากตัดสินใจเอาไว้ให้เรียบร้อยเสียก่อน”
“เรื่องไร่นาของบ้านข้าทำสักสามสี่วันก็เสร็จแล้วเช่นนั้นให้ข้าบอกพวกเขาไปทำหลังจากนั้นดีหรือไม่”เฉียวซื่อเหยฺตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
“ได้เจ้าค่ะ ข้าให้ค่าแรงวันละ 30 อีแปะ ไม่รวมอาหาร”เฉียวซีรู้ว่าคนทำงานอย่างพวกเขาจะให้ความสำคัญกับค่าจ้างและอาหาร จึงกล่าวถึงเรื่องนี้ออกมาพร้อมกันหากบ้านปู่หลินไม่รับ เช่นนั้นนางก็ทำได้แต่หาคนอื่นเป็นบ้านฮัวและบ้านหลี่ก็ได้เช่นกัน
“อืม ประเดี๋ยวกลับไปข้าจะไปบอกพวกเขาแล้วจะบอกเจ้าอีกที” วันละ 30 อีแปะ มากกว่าทำงานในเมืองเสียอีกใกล้เคียงกับค่าแรงในเมืองใหญ่ระดับอำเภอเลยทีเดียวอย่างไรเสียอยู่ใกล้บ้านถึงเพียงนี้ ยังกลับไปกินข้าวที่บ้านได้อีก
“อืม ท่านปู่หลินไม่ต้องไปส่งข้าถึงบ้านหรอก ข้าลงที่หน้าหมู่บ้านก็ได้”บ้านของนางอยู่ห่างจากทางเข้าหมู่บ้านไม่ไกลนักเฉียวซีจึงให้เฉียวซื่อเหยฺหยุดที่หน้าหมู่บ้าน เพราะนางเดินกลับบ้านเองได้
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรข้าส่งเจ้าถึงบ้านจะดีกว่า” เขารับเงินนางมามากถึงเพียงนี้จะให้นางลงจากเกวียนที่หน้าหมู่บ้านได้อย่างไร
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ข้าเดินกลับไปเองได้”เฉียวซียืนหยัดในคำที่ตนพูด
“เช่นนั้นก็ได้” เฉียวซื่อเหยฺบังคับให้เกวียนวัวค่อยๆลดความเร็วลง จากนั้นจึงค่อยๆ หยุดอย่างช้า ๆ
เฉียวซีถือของเรียบร้อยบอกลาเฉียวซื่อเหยฺและเดินกลับไปยังบ้านของตน
เฉียวซื่อเหยฺมองร่างของเฉียวซีที่เดินจากไปจนเงาของร่างนั้นค่อยๆเล็กลงเรื่อยๆ แล้วจึงนำเกวียนวัวกลับบ้านไป
“ท่านปู่ ท่านกลับมาแล้วหรือข้าจะไปรินน้ำให้ท่าน” หลานน้อยเฉียวเย่ได้ยินเสียงเกวียนวัวจึงวิ่งออกมานอกบ้านด้วยความตื่นเต้นดีใจ พร้อมร้องตะโกนอยู่เรื่อยๆจนกระทั้งเฉียวซื่อเหยฺหยุดเกวียนวัวเจ้าหนูน้อยจึงวิ่งเข้าไปรินน้ำให้ปู่ในครัวอย่างกระตือรือร้น
เฉียวซื่อเหยฺไม่ได้ห้ามเขาทั้งยังเดินเข้าไปรอในบ้านอย่างมีความสุข
“ท่านปู่ นี่น้ำ”เฉียวเย่ยกน้ำเต็มถ้วยเดินเข้ามาตรงหน้าเฉียวซื่อเหยฺแล้วยื่นน้ำให้ปู่อย่างระมัดระวัง
“เด็กดี เจ้าอยากเรียนหนังสือไหม”เมื่อมองหลานชายอายุ 5 ขวบ เขาจึงนึกโยงไปถึงเฉียวไป่ พวกเขาอายุห่างกันเพียงปีเดียวหากจะคิดจริงๆ แท้จริงแล้วก็คงไม่ถึงหนึ่งปีเสียด้วยซ้ำแต่นั่นก็เป็นข้อได้เปรียบของบ้านที่มีคนรู้นหนังสือยามนี้เฉียวไป่ไปเรียนที่สำนักศึกษาแล้วแต่หลานชายของเขายังรู้ตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นซึ่งตัวอักษรเหล่านั้นเป็นตัวอักษรที่เขารู้และสอนให้กับลูกหลานไม่เช่นนั้นพวกเขาจะเป็นคนในหมู่บ้านที่ไม่รู้จักตัวหนังสือเลยแม้แต่ตัวเดียวทั้งหมู่บ้านเฉียวนอกจากบ้านผู้ใหญ่บ้านก็เป็นบ้านพวกเขาที่พอจะรู้จักตัวอักษรอยู่บ้างคนอื่นๆ อย่างมากก็รู้เพียงชื่อตัวเอง
“อยากขอรับแต่เรียนหนังสือต้องใช้เงินเยอะ” แม้เขาจะอายุยังน้อย แต่เขาก็รู้หลายเรื่องค่าเล่าเรียนนั้นแพงมาก หลายๆ คนที่ไม่ได้เรียนหนังสือก็เป็นเพราะเรื่องเงิน
“เรื่องนี้ประเดี๋ยวปู่จะปรึกษากับปู่ทวดพ่อของเจ้าและคนอื่นๆ ดู” เรื่องใหญ่เช่นเรื่องเรียนหนังสือจำเป็นต้องปรึกษาทุกคนในบ้านก่อนจึงจะถูก อีกอย่างครอบครัวของเขาไม่ได้แยกบ้านกันอยู่ เขาไม่รู้ว่าลูกชายลูกสะใภ้และหลานอีกสองคนจะคิดเช่นไร หากมีผู้คัดค้านเรื่องนี้ก็ทำได้เพียงต้องชะลอเอาไว้ก่อน จำต้องให้ทุกคนเห็นด้วยจึงจะได้“แต่เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เจ้ายังเหลือเวลาอีกหนึ่งปี”
“ท่านปู่ ข้าจะไม่รีบร้อน”เฉียวเย่ตอบรับอย่างเชื่อฟัง
“อาหลิน เจ้าเข้ามานี่ซิ”เฉียวมู่พ่อของเฉียวซื่อเหยฺได้ยินเสียงพูดคุยในห้องโถง จึงตะโกนเรียกออกไป
“ขอรับ จะรีบไปทันที”เฉียวซื่อเหยฺลูบหัวหลานชายด้วยความเอ็นดู ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเข้าไปข้างใน
“ท่านเรียกข้ามีเรื่องอะไรหรือ”
“เจ้าอยากส่งเสี่ยวเย่ไปเรียนหรือ”เฉียวมู่นั่งอยู่บนเตียงและเอ่ยถามลูกชายของตน
“ข้ามีความคิดเช่นนั้น แต่ไม่ได้รีบร้อนยังเหลือเวลาหนึ่งปีกว่าเสี่ยวเย่จะไปเรียนได้ที่สำคัญที่สุดคือทุกคนต้องเห็นพ้องต้องกันเสียก่อนจึงจะส่งไปเรียนเช่นนั้นและไม่อาจทำอะไรอย่างเลือกที่รักมักที่ชังได้”เฉียวซื่อเหยฺนึกถึงความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง เขามีลูกชายสองคนจะไม่ลำเอียงใครคนใดคนหนึ่ง เขาจะยืนอยู่ข้างเหตุผล
“เรื่องนี้ บ้านของเราพอมีความสามารถก็สมควรพิจารณา เจ้าลองถามเสี่ยวอี้กับเสี่ยวซานดูว่าพวกเขาคิดอย่างไรจะคิดถึงแค่เสี่ยวเย่คนเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาสองคนนั้นด้วย”เฉียวมู่เห็นด้วยกับความคิดของลูกชายพวกเขาไม่อาจปฏิบัติต่อผู้ใดอย่างไร้ความยุติธรรมได้ ไม่เช่นนั้นไม่แน่ว่าหลังจากนี้อาจเกิดปัญหาพี่น้องทะเลาะกันได้
“ท่านวางใจได้ ทุกคนต่างเป็นหลานของข้าข้าไม่ใส่ใจแค่คนเดียวแน่นอน” เขารู้ดีว่าพ่อของตนเป็นห่วงเรื่องอะไรที่จริงเขาก็กังวลว่าจะเกิดเรื่องให้พี่น้องไม่ลงรอยกันเช่นกันเพื่อให้พวกเขาสามัคคีกัน จะต้องไม่ให้ความสำคัญกับเสี่ยวเย่เพียงคนเดียว
“เจ้าเข้าใจก็ดีแล้วแล้ววันนี้เจ้าไปไหนมาหรือ เหตุใดจึงกลับมาค่ำถึงเพียงนี้”
“ไปส่งแม่หนูซีที่จวี้เซียนโหลวท่านไม่รู้อะไรเสียแล้ว แตงโมที่นางให้มาเมื่อวาน จวี้เซียนโหลวรับชั่งละ 300 อีแปะแตงโมหนึ่งลูกสามารถทำเงินได้ถึง 1 ตำลึงกว่าๆ เชียวข้าเห็นเช่นนั้นก็ตกใจจนพูดไม่ออก” เวลานี้พูดออกมาเขาก็ยังตกใจอยู่เลย
“นั่นคือความสามารถของพวกนางอีกไม่นานพวกนางก็คงร่ำรวย หลังจากนี้นะ ไม่แน่ว่าอาจจะมีอะไรอีกมากมายหากนางให้ช่วยเหลืออะไรก็ช่วยเสีย อย่าได้ปฏิเสธ และอย่าไปเอารัดเอาเปรียบพวกนางให้ทำดีเข้าไว้” เฉียวมู่มองออกอย่างชัดเจนว่าบ้านเฉียวลืมตาอ้าปากได้แล้ว
เฉียวซงเดิมทีก็สอบผ่านถงเซิงแล้ว 4 ครั้งหากสอบผ่านอีกครั้งก็สามารถสอบซิ่วไฉได้แล้ว ไม่แน่ว่าอีกไม่นานหมู่บ้านของตระกูลเฉียวหมู่บ้านนี้ก็จะมีซิ่วไฉเกิดขึ้นมาอีกคนแล้ว
“ข้าก็คิดเช่นนั้นวันนี้แม่หนูซียังถามถึงอายุ่นกับอาเจินนางบอกว่าอยากจะไถพลิกหน้าดินเตรียมทำการเกษตร นางให้ค่าแรงวันละ 30 อีแปะ ไม่รวมอาหารข้าจึงรับปากแทนพวกเขาไปแล้ว” ความรู้สึกของเฉียวซื่อเหยฺนั้นซื่อตรงเป็นที่สุดตั้งแต่ครั้งที่เกิดพายุหิมะเป็นต้นมา เขาก็รู้ทันทีว่าไม่อาจดูถูกพวกนางได้เลยและเขาเห็นความเปลี่ยนแปลงของพวกนางมาโดยตลอด
“วันละ 30 ตำลึงเชียวหรือแม่หนูผู้นั้นช่างกล้าหาญจริงๆ ที่ให้ค่าแรงสูงถึงเพียงนี้” ดวงตาพร่ามัวของเฉียวมู่ส่องประกายด้วยความยินดีหลานชายทั้งสองคนของเขาไปรับจ้างทำงานในเมืองได้เงินแค่เพียง 20 ตำลึงเท่านั้น ซึ่งที่นั่นก็ไม่มีอาหารให้เช่นกัน
“ขอรับ ข้าได้ยินเช่นนั้นก็ประหลาดใจมากแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไปให้มากความ คิดเพียงว่าจะให้อายุ่นและอาเจินไปทำงานให้นาง”หากสามารถทำงานระยะยาวกับเฉียวซีได้คงเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อยไม่ต้องห่วงเรื่องการถูกหักเงิน ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนหลอกเฉียวซีเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน เมื่อก่อนความสัมพันธ์ไม่ได้ดีสักเท่าไรแต่ก็ไม่ได้แย่ถึงเพียงนั้น อย่างน้อยบ้านของพวกเขาก็ไม่เคยพูดถึงสามพี่น้องในทางไม่ดีมาก่อน
“ใช่ ให้ไปตั้งใจทำงานให้นางไม่แน่ว่าหลังจากนี้พวกเขาอาจจะไม่ต้องเข้าไปรับจ้างทำงานระยะสั้นในเมืองแล้วก็เป็นได้”หากสามารถทำงานในหมู่บ้านได้ก็ดีมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรเขาเห็นว่าแม่หนูซีเป็นคนดี สายตาฉลาดหลักแหลมลูกหลานใครในหมู่บ้านที่สามารถมีหัวสมองที่ดีได้เช่นนางเล่า
“ขอรับหากพวกเขากลับมาแล้วข้าจะบอกกับพวกเขาเองงานเหล่านี้หากทำจนชินแล้วจะไม่มีปัญหาเรื่องเหนื่อยอ่อนแน่นอน”ทั้งคู่ต่างทำเกษตรอยู่เสมอ สำหรับพวกเขาแล้วพวกเขาคุ้นเคยกับงานเช่นนี้เป็นอย่างมาก ไม่มีคำว่ายาก ไม่มีคำว่าเหนื่อย
“อืม ไปพักสักหน่อยเถิด”เขาไม่มีความสามารถจะทำให้ชีวิตของลูกหลานอยู่ดีมีสุขมากขึ้นแล้วชาตินี้ทั้งชาติทำได้เพียงเท่านี้ แต่เหลนของพวกเขาไม่เหมือนกับเขา พวกเหลนๆยังเล็กมาก สุดท้ายก็อาจจะเป็นเหมือนพ่อของพวกเขา ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ตลอดชีวิตไม่ ข้าจะคิดเช่นนี้ไม่ได้ พวกเขายังจำเป็นต้องออกไปพบกับโลกกว้างหากพวกเขามีความสามารถมากพอ
เวลานี้พี่น้องเฉียวต่างกำลังเรียนหนังสืออยู่ที่สำนักศึกษาไม่ต้องพูดเลยว่าหลังจากนี้จะประสบความสำเร็จมากเพียงใด มองง่ายๆว่าสิ่งที่อยู่ใกล้พวกเขาที่สุดคือการเป็นซิ่วไฉ ขอเพียงสอบเป็นซิ่วไฉได้ฐานะของพวกเขาก็จะเปลี่ยนไปแล้วจะไปพบกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในหัวเมืองใหญ่ยังไม่จำเป็นต้องคุกเข่าเลยทั้งยังจะได้รับผลประโยชน์อีกมากมาย
ในระยะเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งปีกว่านี้น่าประหลาดใจมากที่พวกเขาสามารถซื้อที่ดินได้กว้างใหญ่ถึงเพียงนั้นทั้งยังล้อมกำแพงแล้ว ในหมู่บ้านเฉียวมีบ้านที่สร้างด้วยอิฐสีฟ้าแต่ว่ากำแพงรอบบริเวณบ้านยังคงสร้างด้วยโคลนสีเหลืองและหญ้า ไม่มีผู้ใดสามารถใช้อิฐสีฟ้าสร้างกำแพงรอบบริเวณบ้านได้เช่นพวกเขาเลย เดิมทีมีที่ดินเพียงหมู่เดียวซื้อเพิ่มแล้วห้าหมู่หกหมู่ ที่ดินที่ใหญ่ถึงเพียงนั้นกำแพงก่อขึ้นสูงถึงเพียงนั้น เงินเพียงยี่สิบสามสิบตำลึงคงไม่อาจทำได้ราคาอิฐสีฟ้าแพงถึงเพียงใดทุกคนต่างรู้ดี
หลังจากเฉียวซีลงจากเกวียนวัว นางค่อยๆเดินไปบนเส้นทางเล็กๆ เดินไปพลาง ชื่นชมทัศนียภาพข้างทางไปพลางเส้นทางจากทางเข้าหมู่บ้านไปยังบ้านของนาง หากจะกล่าวว่าไกลก็ไกลหากจะบอกว่าใกล้ก็ใกล้ หากฝนตกหรือหิมะตก ถนนเส้นนี้ก็จะกลายเป็นโคลนทำให้เดินยากเป็นอย่างยิ่ง ที่เทียนเฉามีประโยคหนึ่งกล่าวว่าหากอยากร่ำรวยให้ซ่อมถนนหลังจากนนี้การค้าขายของนางจะต้องยิ่งใหญ่มากขึ้นเช่นนั้นนางจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องทำทางเส้นนี้ใหม่หรือไม่อย่างไรเสียก็คงใช้เงินไม่มากสักเท่าไร หากซ่อมถนนเรียบร้อยแล้วซื้อรถม้าสักหน่อยยามเดินทางเข้าออกจะได้สะดวกสบาย ซ่อมถนน ซ่อมถนน ต้องซ่อมถนน
เมื่อเฉียวซีมีความคิดเช่นนี้แล้วนางก็เร่งฝีเท้า และรีบกลับไปที่บ้าน
ยังไม่ได้ผ่านประตูใหญ่เข้าไปในบ้านนางก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ มีกลิ่นอายแปลกๆ อยู่ในบริเวณบ้านของนางผู้ใดกันที่กล้าบุกเข้ามาในบ้านของผู้อื่นกลางวันแสกๆ
เฉียวซีขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างไม่พอใจวางของในมือลงกับพื้นอย่างเงียบๆ และค่อยๆเคลื่อนตัวไปที่กำแพงรอบบริเวณบ้านจนกระทั่งนางเดินมาถึงบริเวณหลังบ้านของนางจากนั้นจึงกระโดดเข้าไปในบริเวณบ้านอย่าเงียบๆ แล้วขยับเข้าไปทางบ้านทีละเล็กทีละน้อย จากด้านหลังของบ้าน
“นายหญิงที่นี่คือบ้านของผู้ที่ช่วยเหลือท่านเอาไว้หรือ”เสียงผู้หญิงดังเข้ามาในหูของเฉียวซีจากทางห้องครัว