ตอนที่ 5
ขอบเขตแรก
ปราณิญญาในอากาศไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย เจียงเฟิงในตอนนี้ไม่ต้องตั้งสมาธิฝึกฝน ขอบเขตก็สามารถรุดหน้าได้
ฟังดูแล้วออกจากแปลกประหลาด เจียงเฟิงเองก็ไม่เข้าใจกับการฝึกตนของตนเองเช่นเดียวกัน
เจียงเฟิงเคยสงสัยเกี่ยวกับการฝึกตนของตนเองอยู่ไม่น้อย เจียงเฟิงเคยสงสัยว่าถ้าเกิดว่าเขาตั้งสมาธิในการฝึกตน
มันจะทำให้เขานั้นสามารถฝึกฝนได้รวดเร็วขึ้นหรือไม่ เพราะในยามที่เขาไม่ได้ตั้งสมาธิฝึกฝน ลำพังเพียงแค่ปราณิญญาที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเขา ก็มีมากมายมหาศาล
ถ้าเกิดว่าตั้งสมาธิดึงดูดปราณิญญา เจียงเฟิงคิดว่าตนเองนั้นสามารถฝึกฝนได้อย่างรวดเร็ว
เจียงเฟิงเลยเคยตั้งใจกระทำการเช่นนั้น ทว่าเมื่อกระทำการเช่นนั้นมรรคาของเขาเกือบแตกสลาย
เจียงเฟิงรู้สึกสงสัยเป็อย่างยิ่งในตอนแรก จนสุดท้ายแล้วใช้เวลาหลายปีในการหาคำตอบ
เจียงเฟิงเลยเข้าใจได้ในที่สุด เมื่อตั้งใจมันก็ไม่ว่างเปล่าอีกแล้ว มรรคาแห่งความว่างเปล่าของเขาคือความว่างเปล่าจริงๆ
ไม่จำเป็จะต้องไปฝึกฝนอันใด ลมปราณเ่าั้ไม่ต้องตามหา มันก็ไหลเข้ามาหาตัวของเขาเอง
เจียงเฟิงเลยไม่ต้องมานั่งเคร่งเครียดเพ่งสมาธิกับการฝึกฝน ใช้ชีวิตปกติทั่วไปได้โดยที่ขอบเขตขั้นก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆ
ทว่าอย่าคิดว่าการฝึกฝนของเจียงเฟิง ที่ไม่สามารถตั้งสมาธิฝึกฝนได้ จะเชื่องช้ากว่าคนอื่นทั่วไป
ผู้เป็อาจารย์ของเขาเคยกล่าวว่า การฝึกฝนของเขาลำพัง เพียงแค่ปราณิญญาเ่าั้ที่ไหลเข้าใส่ร่างกายในแต่ละลมหายใจ ก็ฝึกฝนเร็วกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่าแล้ว
เจียงเฟิงในตอนนี้เป็ผู้ฝึกปราณขอบเขตหนึ่งแล้ว
ผู้ฝึกปราณห้าขอบเขตแรก รากไม้ เพลิง์ แก่นปฐี จิตโลหะ วารีสถิต นี่คือห้าขอบเขตแรกของผู้ฝึกปราณ
เจียงเฟิงในตอนนี้อยู่ในขอบเขตรากไม้ ขอบเขตนี้ลึกล้ำเป็จุดเริ่มต้นของผู้ฝึกตนในวิถีฝึกปราณ
ขอบเขตรากไม้ฝึกฝนพลังชีวิต ธาตุไม้เป็ธาตุที่มีพลังชีวิตสูงสุด แน่นอนว่าการบ่มเพาะพลังชีวิตเช่นนี้เป็พื้นฐานที่จำเป็อย่างยิ่ง
ในวิถีของผู้ฝึกปราณขอบเขตรากไม้เป็พื้นฐานที่สำคัญ สำหรับผู้ฝึกปราณแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกระแสชะตา
หรือสิ่งที่เรียกว่าปราณชะตานั่นแหละ คนที่มีปราณชะตาที่แข็งแกร่งในวิถีของผู้ฝึกปราณจะก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วและไร้ซึ่งอุปสรรค
ทว่าเจียงเฟิงที่โดนดูดปราณชะตาออกไปจนหมดแล้ว ในตอนนี้ทั่วทั้งร่างกายไร้ซึ่งปราณชะตา ทว่าโชคดีที่เส้นทางของเจียงเฟิงกับไม่ต้องใช้พวกปราณชะตาเ่าั้ในการฝึกฝน
เพราะแบบนั้นเื่ปราณชะตาที่เป็สิ่งสำคัญกับการฝึกฝนในวิถีผู้ฝึกปราณ ที่สำคัญกับผู้คนมากมายมันก็ไม่สำคัญกับเจียงเฟิงเลยแม้แต่น้อย
ปราณิญญามากมายไหลเวียนสู่ร่างกาย เจียงเฟิงแปรเปลี่ยนพวกมันสร้างรากฐานให้กับขอบเขตขั้นรากไม้ของตนเองให้บริสุทธิ์เป็อย่างยิ่ง
การปูรากฐานของขอบเขตรากไม้สำหรับผู้ฝึกปราณ ผู้คนจะรู้กันดีว่าถ้าขอบเขตแรกของผู้ฝึกปราณมันถูกแบ่งออกเป็ธาตุทั้ง 5 แห่งฟ้าดิน
การที่จะทำให้ขอบเขตนั้นสมบูรณ์ที่สุด จำเป็จะต้องดูดซับธาตุนั้นให้มากที่สุด แล้วดูดซับธาตุอื่นให้น้อยที่สุด
อย่างเช่นขอบเขตรากไม้ ควรดูดซับปราณิญญาธาตุไม้จากปราณิญญาฟ้าดินให้มากที่สุดในการพัฒนาขอบเขตขั้น
ทว่าคนส่วนใหญ่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถทำให้ขอบเขตสมบูรณ์ที่สุดได้ เพราะการจะเลือกดูดซับเพียงแค่ปราณิญญาธาตุไม้เพียงเดียวเพื่อพัฒนาขอบเขตขั้น
ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากี่ปีในการพัฒนาหนึ่งขอบเขต ทว่าสำหรับเจียงเฟิงกับไม่เป็ปัญหา เพียงแค่ปราณิญญาที่ไหลเวียนเข้าใส่ร่างกายของเขาเพียงอย่างเดียว มันก็มากกว่าคนธรรมดาทั่วไปไม่รู้ตั้งกี่เท่า
เพราะแบบนั้นการที่จะบังคับให้ดูดซับพียงแค่ปราณิญญาธาตุไม้เพียงอย่างเดียว มันกลับไม่ใช่เื่ที่ยากเย็นเลยแม้แต่น้อย
เจียงเฟิงตั้งใจจะทำให้ห้าเขตแรกของผู้ฝึกปราณของตน สมบูรณ์ที่สุดสมบูรณ์โดยที่ไม่มีผู้ใดเคยทำได้มาก่อน
นั่นคือใช้พลังปราณิญญาบ่มเพาะให้รากฐานบริสุทธิ์ที่สุด คนอื่นคิดว่าทำไม่ได้แต่ว่าเจียงเฟิงกลับคิดว่าตนเองสามารถทำได้
ถ้าเขาสามารถปูพื้นฐานห้าขอบเขตแรก ให้สมบูรณ์แล้วก็บริสุทธิ์มากที่สุด เกรงว่าคงจะไม่มีผู้ใดสามารถรับมือเขาได้ในขอบเขตข้างเดียวกัน ต่อให้เป็คนที่อยู่ขอบเขตเหนือกว่าก็ไม่สามารถต้านทานได้
เจียงเฟิงล้มตัวลงนอน “เอาเถอะในตอนนี้ก็พักผ่อนก่อนก็แล้วกัน”
หลังจากนั้นร่างกายของเจียงเฟิงก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เจียงเฟิงฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว รวดเร็วจนเกินไปแม้กระทั่งพวกหมอที่ดูแลเองก็งุนงงเช่นเดียวกัน
เจียงเฟิงร่างกายดีขึ้นก็เริ่มเดินออกไปชมจวนของตนเอง และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสถานที่แห่งนี้
เจียงเฟิงในตอนที่พักรักษาตัวอยู่ภายในห้อง ได้ฟังเกี่ยวกับเื่สถานที่แห่งนี้จากปากของเฉินอวี้แล้ว
หลังจากที่บิดาของเขา ได้รับดินแดนรกร้างแห่งนี้มาเป็ดินแดนในการปกครอง บิดาของเขาก็ได้ก่อตั้งเมืองใหญ่ขึ้นมาท่ามกลางเมืองน้อยใหญ่มากมาย
ต้องรู้ก่อนว่าภายในดินแดนรกร้างทางเหนือของต้าเฉิน แม้ว่าจะมีเมืองอยู่มากมายแต่ก็เป็เพียงเมืองเล็ก
มีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนัก บางทีอาจจะมีขนาดใหญ่กว่าเมืองขนาดเล็กทั่วไปเพียงเล็กน้อย ไม่เคยมีศูนย์กลางของดินแดน
ทว่าหลังจากแม่ทัพใหญ่ผู้นี้เดินทางมาถึง ก็ได้ลงทุนเป็จำนวนมากในการจัดตั้งเมืองแห่งนี้
โดยที่เมืองแห่งนี้ถูกเรียกว่าเมืองเฟิงเฉิน มารดามันเถอะเจียงเฟิงได้ฟังครั้งแรกก็รู้ได้ในทันทีเลยว่า บิดาของตนเองต้องเป็คนตั้งชื่อเมืองนี้แน่นอน เล่นเอาชื่อของตนเองแล้วก็ชื่อของบุตรชายมาจับรวมกันเช่นนี้
เจียงเฟิงได้รู้ว่าในเมืองมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงเท่านั้นที่สำคัญคือ เมืองแห่งนี้มีขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่านครหลวงเลยทีเดียว
เพียงว่าในเมืองนั้นยังเต็มไปด้วย สถานที่มากมายที่ยังไม่มีการพัฒนา เจียงเฟิงไม่ได้สนใจเื่นี้สักเท่าไหร่
สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดก็ย่อมเป็ สถานที่ที่เขาอยู่ในตอนนี้นั่นก็คือจวนของตนเอง
บิดาของเขาผู้นี้ผู้ใดจะคาดคิดว่า หลังจากที่โดนเนรเทศออกจากเมือง มาอยู่ที่ดินแดนรกร้าง ไกลหูไกลตาของพวกขุนนางพวกนั้น ในตอนนี้จวนที่อาศัยอยู่ใหญ่โตกว่าจวนที่เคยอยู่ภายในนครหลวงไม่รู้กี่เท่า
มันขว้างขวางใหญ่โตไม่แพ้วังหลวงเลยทีเดียว เพียงแต่ว่าไม่ได้มีสิ่งก่อสร้างตระการตาเช่นวังหลวง
เป็จวนขนาดใหญ่หลายจวนถูกปลูกอยู่ตามสถานที่ต่างๆ แม้กระทั่งหอตำราเองก็สูงตระหง่านเสียดฟ้า มีแม้กระทั่งทะเลสาบขนาดใหญ่ที่เลี้ยงปลาเอาไว้มากมาย
เจียงเฟิงไม่รู้ว่าต้องใช้เงินไปสักเท่าไหร่ ในการสร้างสถานที่แห่งนี้และสร้างเมืองขนาดใหญ่
เพียงแต่ว่าเจียงเฟิงกับไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเื่นี้ ผู้อื่นไม่รู้แต่ว่าตัวของเขารู้ดีที่สุด บิดาของเขาผู้เป็แม่ทัพใหญ่ผู้นี้ ไม่เพียงแค่เื่เกี่ยวกับการรบและการทหารที่เก่งกาจเท่านั้น
แม้กระทั่งการค้าเองก็ไม่ได้เป็รองผู้ใด บิดาของเขาเจียงเฉินมีหอการค้าขนาดใหญ่อยู่ในมือไม่น้อย กระจายไปที่ราชวงศ์ต่างๆมากมาย
แน่นอนว่ามีูเาเงินูเาทองอยู่ภายใน การสร้างเมืองภายในดินแดนรกร้างแห่งนี้ แล้วการสร้างจวนที่ใหญ่โตเทียบเท่ากับวังหลวงแห่งนี้ มันเองก็คงจะไม่ได้ยากเย็นอันใด
ทะเลสาบกว้างใหญ่ตั้งอยู่ภายในอาณาเขตจวนแม่ทัพ มองทอดยาวออกไปตามพื้นทะเลสาบที่งดงาม พบเห็นเทือกเขาสองลูกเป็ภาพตระการตาอยู่ด้านหลัง ภาพที่มองเห็นราวกับภาพวาดที่งดงามในแดนเซียน
สถานที่แห่งนี้คือทะเลสาบที่ถูกสร้างขึ้นด้วยงบประมาณมหาศาล ถูกเรียกว่าทะเลสาบคลื่น์ มีศาลาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ข้างทะเลสาบแห่งนี้ สามารถนั่งชมทะเลสาบคลื่น์ได้อย่างงดงาม
ภายในศาลาคลื่น์ที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบ หนึ่งบุรุษสองสตรีกำลังนั่งชมทะเลสาบที่อยู่เบื้องหน้า
ร่างของบุรุษนั่งอยู่ตรงกลางซ้ายขวาเป็สตรีที่งดงามทั้งสอง
บุรุษผู้นี้ย่อมเป็เจียงเฟิง ส่วนสตรีที่อยู่ทางด้านซ้ายเป็เฉินอวี้ ทว่าในด้านขวามีสตรีผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ นางสวมใส่ชุดสีน้ำเงินเข้ม มีใบหน้าที่งดงามไม่แพ้เฉินอวี้ ทว่าบนใบหน้าของนางกับเ็าเป็อย่างยิ่ง
สตรีผู้นี้ย่อมเป็ ซินอวี้