หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก
บทที่ 10 ความฝัน
เป่าเปานอนมองเพดานด้วยความเบื่อหน่าย นางฟื้นขึ้นมาหลังจากหลับไปนานถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน แต่ครั้งนี้ความทรงจำของนางไม่ได้หายไป และความทรงจำที่เคยหายไปก็ไม่ได้กลับมาแต่อย่างใด
เพียงแต่...
่ที่หลับไปนางได้ฝันอะไรบางอย่าง มันเป็ความฝันที่แสนยาวนาน นางฝันเห็นพี่สาวคนหนึ่งอาศัยอยู่ในที่ที่มีผู้คนมากมาย ตอนกลางวันพี่สาวจะทำกิจวัตรเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา และจะนอนร้องไห้ในตอนกลางคืนเหมือนเดิมทุกวัน แม้ไม่รู้ว่าพี่สาวร้องไห้ให้กับสิ่งใด แต่ทุกครั้งที่นางเห็นพี่สาวร้องไห้ นางก็จะรู้สึกปวดใจจนบอกไม่ถูก
"เป่าเปา กินข้าวก่อนนะลูก แล้วเดี๋ยวค่อยกินยา"
เสียงเรียกของมารดาทำให้เป่าเปาตื่นจากภวังค์ความคิด นางทำตามคำพูดของมารดาอย่างว่าง่าย เพราะก่อนหน้านี้มารดาได้บอกอนุญาตให้นางไปเรียนหนังสือกับอาจารย์ฮุ่ยแล้ว แต่จะสามารถไปได้เมื่อนางหายป่วยเท่านั้น ดังนั้นเป่าเปาเลยรู้สึกมีความสุขมากและอยากจะรีบหายเร็วๆ นางจึงยอมทำตามที่มารดาบอกทุกอย่าง แม้ต้องกินยาขมๆ นางก็ยอม
"ท่านแม่ อันนี้ข้าขอกินครึ่งเดียวได้หรือไม่เ้าคะ"
"นี่เป็สมุนไพรบำรุงร่างกายที่อาจารย์ฮุ่ยเอามาให้ หวังจะช่วยให้เ้าหายไวๆ เชียวนะ กินครึ่งเดียวก็ได้ อีกครึ่งหนึ่งแม่จะเอาไปให้คนอื่น"
เป่าเปาที่ได้ยินคำพูดของมารดาก็ตาลุกวาว นางยกชามยาซดรวดเดียวจนหมดชาม โดยไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของมารดา แท้จริงแล้วมีสมุนไพรที่อาจารย์ฮุ่ยนำมาให้จริงๆ แต่นางใส่ผสมลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนที่เหลือทั้งหมดคือเทียบยาที่ได้จากโรงหมอ
เป่าเปาผู้ไม่ทันความคิดของมารดาก็ฉีกยิ้มออกมาก่อนจะนำชามเปล่าในมือยื่นให้มารดาดูแล้วเอ่ยว่า
"ถ้าหากท่านแม่เจอท่านอาจารย์ครั้งหน้า ต้องช่วยบอกอาจารย์ว่าข้ากินยาที่ท่านอาจารย์ให้จนหมดทุกครั้งเลยนะเ้าคะ"
"ได้ๆ แม่จะบอกให้ ตอนนี้ลูกก็นอนพักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ"
กล่าวจบหลี่หลิงผู้เป็แม่ก็เดินออกจากห้องไป ปล่อยให้ลูกสาวคนเล็กได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ เป่าเปาได้ยินเช่นนั้นก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้งด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนที่จะหลับไปในที่สุด
ในฝันนางยังคงเห็นพี่สาวคนเดิมยืนอยู่ลำพังที่บนต้นไม้ใหญ่ในป่า นางมองไปที่แสงจันทร์อย่างเหม่อลอย ก่อนจะแอบมองพี่สาวอีกคนที่อยู่ไกลออกไป เป่าเปาไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงรู้สึกเศร้าทั้งๆ ที่ไม่มีสิ่งใดทำให้นางต้องรู้สึกเช่นนี้ พี่สาวยังคงตามพี่สาวอีกคนอยู่ไม่ห่าง ในขณะที่เป่าเปาสามารถเห็นเหตุการณ์ได้ทั้งหมด จังหวะที่พี่สาวหันหลังะโขึ้นต้นไม้ต้นหนึ่ง ได้มีบางสิ่งพุ่งเข้าใส่ตัวนางโดยไม่ทันระวังตัว
'พี่สาวระวัง'
เป่าเปาพยายามเอื้อมมือคว้าจับตัวพี่สาวเอาไว้ แต่นางกลับสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาก่อน เกิดอะไรขึ้นกันล่ะนี่ หรือทั้งหมดนี้นางแค่ฝันอีกแล้วหรือ แล้วเหตุใดนางถึงรู้สึกเหมือนจริงขนาดนี้ ความรู้สึกเศร้าเกาะกุมจิตใจ น้ำตาของนางไหลออกมาเป็สาย
"ตายแล้วเป่าเปา เกิดอะไรขึ้น!!"
หลี่หลิงผู้เป็แม่ที่ได้ยินเสียงแว่วๆ จากลานบ้านเดินเข้ามาดูลูกสาวคนเล็กที่นอนอยู่ในห้อง เมื่อเข้ามาด้านในก็พบลูกสาวของตัวเองกำลังนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น นางเข้าไปกอดลูกสาวก่อนจะใช้มือลูบที่หลังของนางทันที
"ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?"
"เจ็บ ฮือๆๆๆ"
"ลูกเจ็บตรงไหน?"
เป่าเปาไม่ตอบคำถามของมารดา ก้มหน้าก้มตาร้องไห้จนหลี่หลิงผู้เป็แม่รู้สึกกังวลใจ
"พี่สาวเจ็บ ฮือๆๆๆ ข้าอยากช่วยพี่สาว"
"...??"
พี่สาวงั้นหรือ? นางมีแต่ลูกชายและมีเป่าเปาเป็ลูกสาวเพียงคนเดียวจะเป็ไปได้อย่างไรที่เป่าเปาจะมีพี่สาว หรือเป่าเปาจะฝันร้าย และก็เป็ไปตามคาด เมื่อเป่าเปาเริ่มร้องไห้น้อยลง นางก็เล่าเื่ที่ตัวเองฝันให้หลี่หลิงผู้เป็มารดาฟัง
"พี่สาวจะไม่เป็อะไรใช่หรือไม่เ้าคะ"
"พี่สาวต้องไม่เป็อะไรแน่นอน เพราะมีลูกสาวคนเก่งของแม่ช่วยไว้"
เป่าเปาพยักหน้าคิดว่ามันสมเหตุสมผล แม้นางจะสะดุ้งตื่นมาก่อน แต่นางก็เอื้อมมือไปคว้าพี่สาวไว้ได้จริงๆ เมื่อนางรู้สึกสบายใจ ท้องก็เริ่มหิวขึ้นมา หลายวันมาแล้วที่นางอยู่ในห้องเพราะต้องรักษาตัว ทำให้นางรู้สึกเบื่อและเริ่มออดอ้อนมารดาเพื่อออกไปเดินเล่น
หลี่หลิงผู้เป็แม่คิดว่าเป็เพราะลูกสาวอยู่ในห้องมากเกินไปจนเก็บไปฝันร้าย จึงยอมให้นางออกมาเดินเล่นที่ลานบ้านได้ เป่าเปาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ะโโลดเต้นด้วยความดีใจ ก่อนจะวิ่งนำมารดาออกมาโดยลืมเื่ที่นางฝันร้ายไปจนหมดสิ้น
----------
ณ ตลาดในเมือง
"พี่รอง ท่านว่าเราควรซื้อเนื้อหมู เนื้อแกะหรือเนื้อไก่ไปให้น้องเล็กดี"
สองพี่น้องหลี่เอ้อและหลี่ซานกำลังปรึกษากันว่าควรซื้อเนื้อชนิดไหนไปให้น้องสาวคนเล็กของเขาดี เพราะตอนนี้น้องสาวคนเล็กไม่สบาย ท่านแม่จึงขอให้พวกเขาซื้อเนื้อกลับไปด้วยเมื่อขายของเสร็จ
ปกติแล้วคนที่มาขายของในตลาดเป็ประจำจะเป็หลี่ต้าลูกชายคนโตกับหลี่เอ้อลูกชายคนรอง แต่หลังจากที่มีเื่กับอันธพาลครั้งนั้น หลี่ซื่อผู้เป็แม่ที่ได้ฟังเื่ราวทั้งหมดก็ตัดสินใจให้หลี่ต้าลูกชายคนโตหยุดการไปขายของที่ตลาดชั่วคราวและให้หลี่ซานลูกชายคนที่สามไปแทน
หากหลี่ต้าลูกชายคนโตไปขายของที่ตลาด อาจจะเสียมากกว่าได้ เพราะพวกเขาอาจเจอกับเหล่าอันธพาลที่คอยมาหาเื่และนำเงินที่หาได้ไปอีก ดังนั้นวันนี้หลี่ซานลูกชายคนที่สามจึงได้มากับหลี่เอ้อพี่ชายคนรองของเขา
"อันไหนราคาดีกว่าเราก็เลือกอันนั้นก็แล้วกัน"
หลี่ซานผู้เป็น้องชายพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตลาดดูราคาของเนื้อแต่ละชนิด หากเทียบราคาตามน้ำหนัก เนื้อแกะมีราคาแพงที่สุด รองลงมาคือเนื้อหมู และถูกที่สุดคือเนื้อไก่ แต่ไก่ไม่สามารถแยกซื้อเป็ชั่งแบบเนื้อแกะกับเนื้อหมูได้ ต้องซื้อเป็ตัวเท่านั้น ดังนั้นเมื่อคิดคำนวณดีแล้ว สุดท้ายหลี่เอ้อพี่ชายคนรองจึงตัดสินใจซื้อเนื้อหมูสองชั่งกลับบ้าน
ระหว่างทางกลับ เมื่อพวกเขาสองพี่น้องมาถึงที่ประตูก็เห็นคนกำลังมุงดูประกาศบางอย่าง พวกเขาจึงเดินเข้าไปถามคนที่อยู่ละแวกนั้นขึ้นว่า
"พี่ชายๆ เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ"
"ใต้เท้าอูน่ะสิ ถูกเ้าเมืองทังโจวตรวจสอบเื่เก็บค่าเข้าเมือง ตอนนี้ท่านเ้าเมืองกำลังประกาศรับสมัครคนมารักษาการแทนใต้เท้าอูอยู่น่ะสิ"
"ประกาศรับสมัครงั้นหรือ?"
"ใช่น่ะสิ นี่โอกาสดีสำหรับพวกเราที่จะได้เป็ขุนนางเชียวนะ ขอแค่อ่านออกเขียนได้ก็สามารถสมัครได้ไม่จำกัดคุณสมบัติเลยเชียวนะ เห็นว่าจะใช้ความเห็นของประชาชนในเมืองประกอบการตัดสินใจเลือกคนด้วย"
สองพี่น้องฟังแล้วก็รู้สึกสนใจ แต่พวกเขาไม่มีความสามารถในการอ่านเขียน ดังนั้นจึงได้แต่ฟังชายผู้นั้นเล่ารายละเอียดก่อนจะเดินจากมา
"พี่รอง แบบนี้อีกหน่อยหากเป่าเปาอ่านออกเขียนได้ ก็สามารถสมัครสอบเป็ขุนนางได้น่ะสิ"
"จะเป็ไปได้อย่างไร น้องเล็กเป็สตรี มีสตรีที่ไหนเป็ขุนนางได้กัน"
"แต่พี่ชายคนนั้นบอกไว้ไม่ใช่หรือว่าไม่จำกัดคุณสมบัติ?"
"เ้าเชื่อคำพูดของขุนนางงั้นหรือ??"
หลี่เอ้อพี่ชายคนรอง ถามน้องชายกลับ ทำให้หลี่ซานน้องชายคนที่สามนิ่งงันไปนิดหนึ่งก่อนจะคิดในใจว่า...จริงสินะ ขุนนางเชื่อใจได้เสียที่ไหนกัน วันนั้นติดประกาศแบบนี้ ผ่านไปอีกสามวันกลับเปลี่ยนแปลงประกาศเป็แบบนั้นแทน เฮ้อ...