เพียงแค่ถ้อยคำเพียงหนึ่งเดียว ดั่งสายฟ้าฟาดลงมากลางดวงจิตของโอดิน ทำให้ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งเฮือกจนรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นชั่วขณะ ใบหน้าของเขาซีดเผือดในทันที เส้นผมสีเงินยาวสลวยพลันลู่ลงตามแรงกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากเสียงนั้น
ดวงตาของเขาเบิกโพรงอย่างตกตะลึง มือทั้งสองที่เมื่อครู่ยังััร่างกายของตนเองได้อย่างมั่นคง กลับเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
ร่างกายของเขาสั่นสะท้านราวกับถูกขังอยู่ในคลื่นแรงโน้มถ่วงอันไร้ขอบเขต และจิตสำนึกก็ถูกกดทับด้วยพลังที่มองไม่เห็น
เขารู้ดีว่าผู้ที่สามารถกล่าวเช่นนี้กับตนเอง โดยไม่สนใจว่าตนจะเป็ใครมาก่อน ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเขาเป็ใคร
สิ่งที่กำลังบังเกิดขึ้นและปรากฏตัวออกมา จะต้องเป็ตัวตนที่อยู่เหนือทุกสิ่ง ตัวตนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเทพอสูรัพลิกฟ้าเฟิงซิ่ว แข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้วิวัฒน์ระดับ 10 แข็งแกร่งกว่าสรรพสิ่งในดินแดนทรินิตี้เซเว่นเลยด้วยซ้ำ
แม้แต่ภายในจิตของตน โอดินก็ยังไม่สามารถหยุดคำถามนั้นได้ ความจริงที่ปรากฏตรงหน้าได้ก่อเกิดความกลัวชนิดหนึ่ง ซึ่งชายหนุ่มเองก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน เป็ความกลัวที่ไม่ได้มาจากความตาย แต่เป็ความกลัวต่อสิ่งที่มิอาจเข้าใจ
ตัวของเขาหันหน้าขึ้นไปมองยังท้องนภาที่เต็มไปด้วยแสงสีทองเปล่งประกาย
ลำแสงนั้นราวกับพาดผ่านจากฟากฟ้าหนึ่งสู่อีกฟากฟ้า ล่องลอยอยู่เหนือหัวอย่างเงียบงัน
ท่ามกลางหมู่เมฆที่ไม่มีวันสิ้นสุดนั้น โอดินจึงได้กล่าวถามออกไปด้วยเสียงที่สั่นไหวและแ่เบาราวกับสายลม
“ทะ.. ท่านเป็เทพเ้าเหรอ..”
มีเพียงคำถามเดียวเท่านั้นที่สามารถผุดขึ้นในใจในขณะนั้น มันคือคำถามที่เขาไม่เคยคิดจะเอ่ยออกมาก่อน ไม่เคยเชื่อว่าจะมีวันเอ่ยเช่นนั้นออกจากปากของตนเอง ทว่าในวินาทีนี้ ชายหนุ่มกลับไม่สามารถหาคำถามอื่นใดที่เหมาะสมกว่านี้ได้เลย
ทว่าในขณะนี้ สถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าได้บีบให้ต้องเอ่ยมันออกมาด้วยน้ำเสียงที่กำลังสั่นคลอน
เพราะสิ่งที่ตนเผชิญอยู่นั้นคือเื่ราวที่อยู่เหนือไปจากทุกประสบการณ์ที่ตนเองได้เคยััมาตลอดชีวิต
มันไม่ใช่เพียงแค่การเคลื่อนย้ายฉับพลัน ไม่ใช่เวทมนตร์ลวงตาที่เคยเรียนรู้ ไม่ใช่ศาสตร์แห่งการหลอกลวงที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงก็ยังต้องยอมรับ แต่มันคือความจริง ความจริงที่ล้ำลึกจนไม่อาจอธิบายได้ด้วยตรรกะหรือวิทยาใดๆที่โลกทรินิตี้เซเว่นจะเข้าใจ
ชายหนุ่มจ้องมองฝ่ามือของตนอีกครั้ง ลูบไล้แขนขาและลำตัวอย่างเงียบงันก่อนที่จะขมวดคิ้วแน่น
เขารับรู้ได้ถึงความอุ่นร้อนจากโลหิตที่ยังคงไหลเวียน ความชื้นจากเหงื่อที่ผุดซึมตรงหน้าผาก รวมถึงการเต้นของชีพจรที่ดังก้องอยู่ในหัวใจ แต่นั่นมันไม่น่าเกิดขึ้นได้ เขาเพิ่งถูกตัดร่างออกเป็สองซีกอย่างแน่นอน
ความรู้สึกในวินาทีนั้น ความเ็ปที่ทะลุเข้าไปถึงแก่นจิติญญามันไม่มีทางจะปลอมแปลงได้เลย
“หรือว่านี่จะเป็โลกหลังความตายอย่างที่ไอ้เ้าเฟิงซิ่วมันเคยเอ่ยไว้?”
โอดินได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยอย่างลังเลเหมือนคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงความไม่แน่ใจ
“เออ.. จริงด้วย ข้าเองก็เพิ่งเคยตายเป็ครั้งแรกนี่แหละ”
คำพูดราวกับลมหายใจที่ลอดผ่านริมฝีปาก กลับกลายเป็คำกล่าวที่ทำให้ห้วงมิติอันเงียบงันนั้นสั่นะเืขึ้นในบัดดล
ทันใดนั้นเอง แสงสว่างที่เจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์พันดวงก็เปล่งประกายออกจากทุกทิศทาง
และจากในหมู่แสงเ่าั้ เสียงหัวเราะดังก้องขึ้น ราวกับเป็เสียงหัวเราะที่สั่นะเืก้องกังวานไปทั่วทั้งมิติ
【ฮ่าฮ่าฮ่า เ้านี่มันน่าสนใจจริงๆนะโอดิน ข้ายังไม่ทันได้ตอบเลยว่าจะใช่เทพเ้าหรือไม่ แต่เ้าก็ดันอยากรู้อยากเห็นในเื่อื่น】
【โลกหลังความตายเหรอ?】
ตัวตนนั้นถามย้อนกลับมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ พร้อมกับน้ำเสียงที่กลับกลายเป็จริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
【คำตอบก็คือมันทั้งใช่และไม่ใช่】
【ทราบไหมว่าตอนนี้ตนเองอยู่ในสภาวะไหน มันถูกเรียกว่าสภาวะที่ร่างกายแตกสลายไปแล้ว แต่จิติญญายังคงอยู่】
【เ้ารู้ไหมว่าทุกชีวิตนั้นมีจิติญญาที่สิงสถิตอยู่ รับรู้ได้แต่ก็ไม่อาจมองเห็น เหมือนกับสายลมที่พัดผ่านตัวตน】
【รับรู้ว่ามีอยู่จริงแต่ก็ไม่อาจััได้ นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่าจิติญญาแห่งการคงอยู่】
【แล้วจิติญญานี้เองก็เชื่อมต่ออยู่กับร่างกาย รวมถึงอาณาจักรต้นกำเนิดที่เปรียบเสมือนเป็แกนกลางแห่งพลังอำนาจของผู้วิวัฒน์】
คำพูดที่กล่าวออกมานั้นทรงพลังและลึกซึ้งในระดับที่โอดินเองยังไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิตทั้งหมดของเขา ทุกคำเปรียบเสมือนกระแสข้อมูลที่ไม่เพียงส่งผ่านโสตประสาท แต่มันยังแทรกซึมเข้าสู่จิตใต้สำนึกและจิตเหนือสำนึกของเขาโดยไม่สามารถปฏิเสธได้
ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่จะหันไปมองหมู่เมฆที่ปกคลุมเหนือศีรษะ ซึ่งบัดนี้กลับกลายเป็คลื่นพลังโปร่งใสที่เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิต อณูของแสงลอยวนรอบตัวราวกับมันกำลังอ่านจิตใจของเขาอยู่ทุกขณะ
“ยังไม่ตายแต่ก็เหมือนตายไปแล้ว...”
เขาพึมพำออกมาอีกครั้ง คราวนี้ท่าทางของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความพรั่นพรึงปนทึ่ง
“ท่านเป็ใครกันแน่? เป็ตัวตนระดับเทพเ้าที่สามารถฟื้นคืนชีวิตหรือดึงคนตายให้มายังมิติแห่งนี้ได้? สรุปท่านคือ..”
คำถามนั้นหลุดออกมาจากปากของโอดินในที่สุด ทว่าสิ่งที่เขาคาดว่าจะได้รับเป็คำตอบกลับไม่มีวันมาถึง
เพราะตัวตนลึกลับกลับไม่ได้ตอบคำถามของเขา ทว่ากลับย้อนถามกลับมาแทนที่ด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเข้มงวดอย่างยากจะอธิบาย
【ก่อนอื่น.. เ้ารับรู้เื่ราวของดินแดนทรินิตี้เซเว่นมากแค่ไหน รับรู้ได้ถึงวิถีแห่งยุทธิ์ วิถีแห่งเวทมนตร์ เผ่าพันธุ์ เทคโนโลยีอันเหนือล้ำ หรืออะไรก็ตามที่เป็เื่ราวเหนือธรรมชาติและขัดต่อตรรกะหรือเหตุผล】
【เ้ารู้มันมากแค่ไหนกันโอดิน? อันที่จริงข้ารู้คำตอบของเ้าอยู่แล้วล่ะ แต่ข้าอยากจะให้เ้าพูดมันออกมาเองน่ะ】