จิวฟงลืมตาขึ้นมาแล้วยิ้มให้เพื่อนทั้งสามชูฉงรีบล้วงเข้าไปในถุงวิเศษแล้วควานหาชุดประจำสำนักจากนั้นเขาก็โยนเสื้อผ้าไปให้จิวฟงที่กำลังเปลือยกายล่อนจ้อนได้สวมใส่
“พวกเ้าต้องปิดเื่ที่ข้าบรรลุถึงขั้นที่หนึ่งไม่ให้ใครรู้”จิวฟงพูดพลางสวมเสื้อผ้า
“เป็ไปไม่ได้ แม้ข้าเ้าอ้วนและเ้าเฉื่อยจะไม่บอกให้ผู้ใดรู้แต่เมื่อผู้ฝึกตนบรรลุถึงขั้นที่หนึ่งแล้วผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเดียวกันหรือขั้นที่สูงกว่าก็จะรับรู้ถึงพลังปราณได้”
จิวฟงรวบผม ผูกผ้าคาดเอว จัดเครื่องแต่งกายให้เข้าที่เมื่อแต่งตัวเรียบร้อยแล้วเขาก็บอกกับเพื่อนๆทั้งสามด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนว่า
“ขอเพียงพวกเ้าไม่พูดออกไปข้าก็มีวิธีทำให้คนเข้าใจว่าข้ายังไม่บรรลุถึงขั้นที่หนึ่ง”
เ้าหนอนหนังสือเม้มปากนิ่งพร้อมกับครุ่นคิดเขาอ่านตำราผ่านตามาหลายต่อหลายเล่มแต่ก็ไม่มีตำราเล่มไหนเขียนไว้ว่าผู้ฝึกตนสามารถซ่อนพลังปราณเอาไว้ได้เขามองหน้าจิวฟงอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพยักหน้าออกมาในเมื่อจิวฟงบอกว่าทำได้เขาก็เชื่อว่าเ้าเปี๊ยกย่อมมีวิธี
เ้าอ้วนและเ้าเฉื่อยก็พยักหน้าหนักๆเช่นกันั้แ่พวกเขาได้รับคำชี้แนะเื่การเดินลมปราณ และได้กินยาเม็ดของจิวฟงเข้าไปผลการฝึกตนก็เป็ที่ประจักษ์ชัดทั้งสองมั่นใจว่าขึ้นชื่อว่าจิวฟงแล้วย่อมสามารถทำสิ่งที่คนอื่นมิอาจทำได้
จิวฟงมองหน้าสหายทั้งสามแล้วยิ้มแป้น เขาหยิบป้ายประจำตัวขึ้นมาแล้วถ่ายทอดพลังปราณลงไปป้ายสีดำสั่นไหวเล็กน้อยก่อนที่จะส่องแสงสว่างวูบจากนั้นทุกอย่างก็สงบนิ่งในระยะเวลาอันรวดเร็วและก็เป็อันว่าป้ายประจำตัวของเขาได้บันทึกไว้ว่าเด็กชายจิวฟงได้บรรลุถึงขั้นที่หนึ่งของการเดินลมปราณแล้ว
เด็กชายตัวเปี๊ยกมองป้ายในมือด้วยสายตาแน่วแน่จากนั้นก็เอ่ยว่า
“ข้าไปก่อนล่ะ”
“ไปไหน?” เ้าอ้วนถาม
“ไปเอาคัมภีร์กับอาวุธเวท” จิวฟงมองไปทางเขตกลางของสำนัก
ต้าไค หลางชี่เชี่ยและชูฉงเดินทางไปยังหอคัมภีร์พร้อมกับจิวฟงพวกเขาต่างสนใจว่าจิวฟงจะเลือกเอาคัมภีร์วิชายุทธ์ใดมาศึกษาอีกอย่างจิวฟงถูกผู้ดูแลเครายาวห้ามเข้าไปในหอคัมภีร์เด็กทั้งสามคิดว่าพวกตนอาจช่วยจิวฟงที่คิดจะลอบขึ้นไปยังชั้นสองของหอคัมภีร์ได้
ขณะนี้จิวฟงรับรู้ได้ถึงพลังปราณที่อัดแน่นอยู่ทั่วสรรพางค์ร่างกายเขารู้สึกคล้ายกับว่าสามารถโค่นต้นไม้ใหญ่ลงได้ด้วยอาวุธเวทแน่นอนว่าคราวนี้เขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
หากดูจากภายนอกจะเห็นว่าจิวฟงคือเด็กชายตัวเปี๊ยกคนเดิมร่างกายน้อยๆนั้นไม่มีอะไรผิดแผกจากตัวเขาเมื่อตอนเช้าที่ผ่านมาแต่แท้จริงแล้วกายของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังจากเสาปราณแก้วสองเสาที่ผสานกันอยู่
ปราณย้อนกลับและปราณปกตินั้นแทบจะแยกจากกันไม่ออกจะกล่าวว่าเสาปราณสองเสาเป็อันหนึ่งอันเดียวกันก็ไม่ใช่จะบอกว่าแตกต่างกันก็ไม่เชิง ในปราณหลักมีปราณย้อนกลับซ่อนอยู่แทบทุกอณูและจิวฟงก็สามารถควบคุมเสาปราณย้อนกลับนี้ได้ดั่งที่ใจ้า
จิวฟงบังคับอณูปราณย้อนกลับให้มาครอบและบดบังสายปราณหลักไว้ด้วยเหตุนี้จิวฟงจึงมั่นใจว่าไม่มีใครล่วงรู้ว่าเขาได้ขั้นที่หนึ่งมาแล้ว
“เ้าเปี๊ยกทำไมถึงต้องปิดบังเื่ที่เ้าบรรลุถึงขั้นที่หนึ่งด้วย ถ้าเป็ข้าข้าจะประกาศให้โลกรู้ในทันทีเชียวแหละ” ต้าไควิ่งมาหาจิวฟงแล้วเอ่ยถามด้วยเสียงเบา
จิวฟงหันหลังไปดูก็เห็นว่าทั้งชูฉงและหลางชี่เชี่ยถูกเขาทิ้งห่างจึงชะลอฝีเท้าแล้วหยุดรอคนทั้งสองเมื่อเ้าเฉื่อยและเ้าหนอนหนังสือเดินตามเขาทันแล้วจิวฟงก็กอดอกแล้วยืดตัวพร้อมกับพูดด้วยเสียงเข้มๆว่า
“กระบี่คมย่อมซ่อนไว้ในฝัก ผู้สูงส่งมักไม่อวดอ้างตัวข้าเองก็เป็เช่นนั้น” เมื่อเห็นว่าเพื่อนทั้งสามมองเขาอย่างไม่เชื่อในคำพูดจิวฟงก็โพล่งขึ้นว่า
“จริงๆนะ!”
เ้าหนอนหนังสือผายมือยักไหล่พร้อมกับเบ้ปากคนอย่างเ้าเปี๊ยกของพวกเขามีหรือจะไม่คุยโม้วันก่อนเพิ่งจะบอกว่าตนเองเป็เซียนผู้ปราบอสูรไปอยู่หยกๆเ้าหนอนหนังสือรู้ว่าที่จิวฟงปิดเื่ดังกล่าวเพราะมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่อาจบอกได้
เป็อย่างที่ชูฉงคิด ในวินาทีที่บรรลุถึงขั้นที่หนึ่งจิวฟงก็แทบจะวิ่งออกจากบ้านของต้าไคไปป่าวประกาศให้ศิษย์บ้านประกายหมอกทุกคนรู้ว่าเขาผ่านขั้นแรกเขาอยากจะแหกปากลั่นให้ทุกคนในสำนักวายุจำรัสได้ยินว่าบัดนี้เขารุดหน้ากว่าบรรดาศิษย์ใหม่ทั้งหลายแต่ที่เขาไม่อาจทำเช่นนั้นได้เป็เพราะว่าผู้คนจะต้องแตกตื่นเมื่อรู้เื่ดังกล่าวเขาจะต้องถูกจับตามอง และความลับเื่พู่กันด้ามสีดำจะต้องถูกเปิดเผยในที่สุด
“พู่กันนี้เป็ของวิเศษ ถ้าใครรู้ว่ามันทำอะไรได้บ้างพวกเขาต้องแย่งชิงมันไปจากข้าแน่” จิวฟงเม้มปากแล้วกอดถุงวิเศษไว้แน่นแนบอก
ในขณะนี้เป็่เวลาบ่ายจิวฟงและเพื่อนทั้งสามมาถึงหอคัมภีร์ก็เห็นว่าผู้คนยังไม่ค่อยพลุกพล่านมากนักเ้าเปี๊ยกส่งเ้าหนอนหนังสือ เ้าเฉื่อยและเ้าอ้วนขึ้นไปดูต้นทางในขณะที่ตัวเขาก็ยืนหลบอยู่ที่มุมตึกมุมหนึ่งไม่นานนักเ้าอ้วนก็มากวักมือเรียกจิวฟงให้เข้าไปด้านในหอคัมภีร์
จิวฟงมองซ้ายมองขวาเมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นจึงค่อยย่องออกมาเขาเดินตัวลีบแล้วเดินขึ้นบันไดหอคัมภีร์ไปด้วยอาการระแวดระวังเมื่อขึ้นไปถึง้า จิวฟงก็เห็นว่าบรรณารักษ์ไม่ได้อยู่ที่โต๊ะ เขามองหน้าเ้าอ้วนด้วยความสงสัย
พอต้าไคชี้ไปทางด้านในของหอคัมภีร์เด็กชายตัวน้อยก็เห็นว่าชูฉงกำลังชี้ไปที่ชั้นหนังสือแล้วแกล้งทำเป็สอบถามอะไรบางอย่างกับผู้ดูแลจิวฟงตบไหล่เ้าอ้วนเบาๆแล้วหันไปยักคิ้วให้เ้าเฉื่อยที่คอยดูต้นทางอยู่ไม่ไกล
“ไปเลือกเอาคัมภีร์ที่เจ๋งที่สุดมา” ต้าไคกล่าวเบาๆ
จิวฟงพยักหน้าให้สหายร่างกลมหนึ่งครั้งจากนั้นเขาก็รีบเดินตรงไปยังบันไดโค้งที่อยู่ด้านหลังโต๊ะของผู้ดูแลหอคัมภีร์
บันไดที่วนเป็ก้นหอยมีพลังจากอักขระเวทที่ร่ายไว้พลังกดดันขนาดนี้ทำให้ศิษย์ที่ยังไม่บรรลุขั้นที่หนึ่งขึ้นมา้าไม่ได้ด้วยเหตุนี้จึงไม่จำเป็ต้องมีใครมานั่งเฝ้าทางขึ้นแต่อย่างใดจิวฟงรับรู้ถึงพลังที่แผ่ออกมาจากขั้นบันไดแต่ละขั้น แต่เขาไม่รู้สึกกดดันหรืออึดอัดแม้แต่น้อยเขาเดินก้าวเหยียบขั้นบันไดสีเืหมูด้วยท่าทีที่สบายๆคล้ายกับกำลังเดินอยู่บนพื้นราบ
จิวฟงเดินตามบันไดโค้งขึ้นไปกว่าร้อยขั้นครู่ใหญ่เขาก็มาถึงบันไดขั้นสุดท้ายเขาค่อยๆชะเง้อมองเข้าไปในห้องสมุดชั้นสองที่กว้างขวางและเปิดโล่งและเขาก็เห็นว่าไม่มีคนอยู่ด้านในแม้แต่คนเดียว
เ้าเปี๊ยกดีใจเหลือประมาณเขานึกขอบคุณผู้าุโหยินยู่หานที่ประกาศเื่ไอปราณของสำนักใน่เวลาที่เหมาะเจาะเช่นนี้
จิวฟงรีบกวาดสายตามองไปทั่วห้องกว้างเมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นชั้นหนังสือที่มีป้ายเขียนว่า‘วิชายุทธ์’ติดอยู่ เขาก็รีบเดินไปที่นั่น
ชั้นไม้ที่ดูเก่าคร่ำคร่าบนชั้นสองของหอคัมภีร์กลับมีปราณที่หนาแน่นแผ่พุ่งออกมาตำราแต่ละเล่มที่วางไว้บนชั้นก็เช่นกัน ทุกตัวอักษรในหนังสือไม่ได้ถูกจดจารึกด้วยวิธีการเขียนธรรมดาตัวหนังสือทุกตัวถูกเขียนลงไปพร้อมกับพลังปราณ
จิวฟงมองหนังสือวิชายุทธ์ที่อัดแน่นอยู่บนชั้นหนังสือทั้งยี่สิบชั้นอย่างตื่นตาเขาอยากจะค่อยๆศึกษาคัมภีร์เหล่านี้ทีละเล่มแต่เวลาก็ไม่เอื้ออำนวยอีกทั้งเขาก็ไม่สามารถเข้าออกหอคัมภีร์ได้สะดวกจิวฟงจึงต้องเลือกคัมภีร์วิชายุทธ์ให้ได้ก่อนที่ตะวันจะตกดิน
จิวฟงหยิบคัมภีร์เล่มที่อยู่ใกล้มือแล้วอ่านผ่านตาอย่างรวดเร็วเมื่ออ่านจบเขาก็เก็บคัมภีร์เข้าชั้นแล้วเปิดอ่านตำราเล่มต่อไปภายในเวลาแค่เพียงสองก้านธูปจิวฟงก็กวาดสายตาอ่านตำราหนาๆไปแล้วถึงยี่สิบเล่มแต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคัมภีร์อีกเป็จำนวนมากที่เขายังไม่ได้ศึกษา
“เล่มนั้นก็ดี เล่มนี้ก็ดีโอ๊ย...คัมภีร์วิชายุทธ์เยอะแยะไปหมดจนข้าเลือกไม่ถูกแล้ว”
จิวฟงอยากหอบตำราทั้งชั้นไปศึกษาที่บ้านแทบใจจะขาดแต่ก็ทำเช่นนั้นไม่ได้เขาคิดว่าจะแอบคัดลอกคัมภีร์วิชายุทธ์ที่เขาชื่นชอบเป็พิเศษสักสองสามเล่มแต่ก็ติดปัญหาบางอย่าง
“ศิษย์พี่หวังบอกว่าในนี้มีข่ายเวทที่ต่อต้านพู่กันทุกชนิดข้าไม่รู้ว่าข่ายอาคมนี้จะตรวจจับพู่กันวิเศษของข้าได้หรือไม่แต่ถ้าพู่กันอันล้ำค่าของข้าถูกตรวจพบขึ้นมา ข้าต้องซวยแน่ๆ”
จิวฟงรู้ว่าเวลาไม่คอยท่าเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับหนังสือที่วางอยู่เต็มชั้น แม้เขาจะอ่านหนังสือได้เร็วแต่จะให้เปิดอ่านตำราทีละเล่มก็คงอ่านคัมภีร์ทั้งหมดไม่จบภายในระยะแค่สามชั่วยามเขามองหนังสือที่มีไอปราณแผ่ออกมาพร้อมกับครุ่นคิด นิ่งไปพักใหญ่เขาก็ยิ้มออกมาขณะนี้ดวงตาของเขากำลังฉายแววแห่งความตื่นเต้น
เด็กชายตัวเปี๊ยกนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นแล้วหลับตา เขาทำความรู้สึกถึงลมปราณที่ไหลเวียนภายในร่างกายจากนั้นก็แผ่ขยายการรับรู้มายังปราณภายนอกซึ่งแผ่มาจากคัมภีร์ที่อยู่ล้อมรอบตัวเขาไม่นานนักเขาก็ค้นพบอะไรบางอย่าง
“เป็อย่างที่ข้าคิดไว้จริงๆด้วยคัมภีร์แต่ละเล่มมีพลังปราณที่ต่างกันออกไป เหมือนกับพืชวิเศษแต่ละชนิดที่มีไอปราณเฉพาะตัว”
จิวฟงพูดเหมือนกับว่าการสังเกตปราณพืชเป็เื่ง่ายแต่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็เช่นนั้น พืชระดับหาง่ายพิเศษมีปราณแผ่ออกมาเพียงบางเบาดังนั้นจึงเป็การยากที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างไอปราณของพืชเ่าั้
หากใครรู้ถึงความสามารถของจิวฟงก็คงอดที่จะประหลาดใจไม่ได้และถ้ารู้ว่าจิวฟงสามารถแยกลักษณะปราณของสิ่งของได้ก่อนที่เขาจะบรรลุถึงขั้นหนึ่งผู้คนก็คงจะยิ่งตกตะลึงไปกันใหญ่
“คัมภีร์เล่มนั้นให้ความรู้สึกหนักแน่นมาก”จิวฟงจับลักษณะไอปราณของตำราเล่มหนึ่งที่วางแทรกอยู่กลางชั้นหนังสือเขาลืมตาแล้วหยิบคัมภีร์เล่มดังกล่าวออกจากชั้นเมื่ออ่านหน้าปกก็พบว่าคัมภีร์นี้ชื่อว่า‘พายุถล่มภูผา’ เขาอ่านตำราคร่าวๆก็เห็นว่าคัมภีร์เล่มนี้น่าสนใจ
“เป็คัมภีร์ที่ไม่ธรรมดาคัมภีร์นี้เพิ่มความแข็งแกร่งให้ผู้ฝึกตน เนื้อหาของคัมภีร์เน้นความหนักแน่นและพละกำลังเป็หลัก”
จิวฟงถือตำราไว้และยังไม่เก็บเข้าชั้นเขานั่งขัดสมาธิและหลับตาดังเดิมไม่นานนักเขาก็เห็นว่ามีคัมภีร์หนึ่งให้ความรู้สึกที่ลึกซึ้งอย่างบอกไม่ถูกเขาหยิบตำราที่ชื่อว่า‘พันแปดร้อยท่วงท่า’ขึ้นมาอ่านจากนั้นก็ถือไว้สักพักเขาก็เอื้อมมือไปคว้าตำราชื่อ‘ประดุจลมสงบ’ขึ้นมาศึกษา ไม่นานนักตำราที่ชื่อว่า‘ฝ่าเท้าย่างดารา’ก็ถูกนำมาถือไว้เป็เล่มที่สี่
ตำราทั้งสี่เล่มเป็ยอดวิชายุทธ์ แต่จิวฟงก็ไม่ได้เลือกคัมภีร์เหล่านี้เขานั่งขัดสมาธิแล้ววางหนังสือทั้งหมดลงบนตัก จากนั้นเขาก็ทำจิตให้ว่างพร้อมกับเดินลมปราณจิวฟงผ่อนลมหายใจและสร้างการรับรู้รอบกายให้แผ่ขยายออกไปเขาค่อยๆใช้จิตไปััและทำความคุ้นเคยกับคัมภีร์ที่อยู่บนชั้นทั้งยี่สิบชั้น
คัมภีร์ต่างๆแสดงลักษณะปราณออกมาคล้ายกับว่าพวกมันกำลังแนะนำตัวให้จิวฟงได้รู้จักทั้งคัมภีร์ที่หนักแน่น คัมภีร์ที่ให้ความรู้สึกรวดเร็วคัมภีร์ที่แฝงไปด้วยความพิสดาร...จิวฟงค่อยๆทำความรู้จักกับคัมภีร์เ่าั้โดยที่ไม่ต้องเปิดอ่านหน้าหนังสือเขาเฝ้ามองลักษณะปราณของคัมภีร์วิชายุทธ์ทีละเล่มๆอย่างไม่รีบร้อนขณะที่เขากำลังเพลิดเพลินอยู่กับการรับรู้ลักษณะปราณของตำราอันหลากหลายอยู่นั่นเองบางสิ่งบางอย่างก็เข้ามากระทบความรับรู้ของเขาสิ่งสิ่งนั้นให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดแต่ถึงอย่างนั้นจิวฟงก็รู้สึกคุ้นกับความรู้สึกเช่นนี้ไม่น้อยเขาพุ่งจิตไปสำรวจต้นตอของสิ่งดังกล่าวก็พบว่าความรู้สึกแปลกๆแผ่ออกมาจากคัมภีร์เล่มหนึ่งไอปราณของคัมภีร์เล่มนี้ช่างให้รู้สึกที่คล้ายกับไอปราณจางๆของพู่กันด้ามสีดำที่เขาเพิ่งจะััได้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
จิวฟงลืมตาขึ้นแล้วก้าวเดินไปทางกระแสปราณแปลกๆที่เขารับรู้เขาเดินไปยังชั้นที่ยี่สิบซึ่งเป็ชั้นสุดท้ายของหนังสือหมวดวิชายุทธ์จากนั้นเขาก็ย่อตัวลงเพื่อหยิบคัมภีร์ซึ่งอยู่ที่ชั้นล่างสุดขึ้นมา
เมื่อจิวฟงดึงหนังสือออกจากชั้นไม้ก็พบว่าบางส่วนของคัมภีร์เล่มนี้ขาดไปคัมภีร์ที่จิวฟงเดาว่าน่าจะหนาสักสี่ร้อยหน้ากลับเหลือความหนาแค่ครึ่งเดียวจิวฟงพลิกปกตำราที่เขียนว่า‘หัตถ์ไร้ลักษณ์’ แล้วเด็กชายก็เริ่มอ่านคัมภีร์ที่เหลือเพียงสองร้อยหน้าอย่างสนใจไม่นานนักจิวฟงก็กวาดสายตาอ่านข้อความที่ปรากฏอยู่ในหนังสือครบทุกตัวอักษร
“วิชาหัตถ์ไร้ลักษณ์เป็วิชาที่บังคับปราณภายในให้ไหลเวียนออกมาภายนอกการฝึกเบื้องต้นต้องหัดควบคุมปราณในฝ่ามือให้กลายเป็ลมหมุน จากนั้นก็เปลี่ยนเป็รูปหัตถ์แล้วจึงควบคุมหัตถ์ปราณให้ได้ราวกับเป็อวัยวะของผู้ฝึกตนหัตถ์นี้จะแข็งแกร่งขึ้นตามขั้นพลังปราณของผู้ฝึกตนเสียดายว่าคัมภีร์เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวจึงไม่รู้ว่าเมื่อฝึกถึงขั้นสูงสุดแล้วจะเกิดผลอย่างไร...แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับข้า”จิวฟงมองถุงวิเศษที่ห้อยอยู่ข้างตัวแล้วยิ้มออกมา