ข้อกล่าวหาของซูตงเฉินนั้นอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ฮ่องเต้เป็ผู้ตัดสินชัดเจน เื่นี้จึงผ่านไปได้ด้วยดี ผู้ที่หาเื่เขาจึงไม่สามารถหาเื่ได้อีกต่อไป ทำได้เพียงวางแผนใหม่เท่านั้น
ซูตงเฉินไม่ใช่คนธรรมดา เขามีพื้นฐานครอบครัวที่ไม่ธรรมดา มารดาผู้ให้กำเนิดเขาเป็ภรรยาเอกคนแรก นางเป็ถึงบุตรสาวของภรรยาเอก ซึ่งสืบเชื้อสายจากตระกูลหลี่แห่งอู่หยาง และสายเืตระกูลหลี่แห่งหลงซี มีความเชื่อมโยงทางสายเืกับอีกสิบสามตระกูล หลายคนรับราชการเป็ขุนนางในราชสำนัก อีกทั้งบุตรหลานในตระกูลยังมีมากมาย ทุกคนต่างสนับสนุนเขา หากแย่ที่สุดก็เพียงวางตัวเป็กลาง ไม่เข้าร่วมในการโต้แย้งครั้งนี้
นอกจากนี้คู่เขยและสหายสนิทในจวนอันกั๋วกงก็มีไม่น้อย ใน่หลายปีที่ผ่านมา มีทั้งที่แต่งออกไปหรือแต่งเข้าจวน หากไม่ได้มาจากตระกูลชนชั้นสูงก็เป็ตระกูลเศรษฐี หากจะพูดไปแล้ว ทุกคนล้วนมีความสัมพันธ์กันทางสายเื
ตอนนี้ซูตงเฉินเป็ที่พอพระทัยของฮ่องเต้ ทั้งยังมีอนาคตที่สดใส ผู้ที่ฉลาดบางคนเห็นว่าฮ่องเต้คอยสนับสนุนเขา เพื่อให้ฮ่องเต้องค์ต่อไปไว้วางพระทัยและเรียกใช้งาน ทุกคนย่อมต้องปกป้องและสนับสนุนซูตงเฉินอย่างเต็มที่ทั้งเปิดเผยและลับหลังอย่างแน่นอน
มีผู้คนมากมาย้าผูกมิตรกับซูตงเฉิน พวกเขาเชิญซูตงเฉินเข้าร่วมการประชุมและงานเลี้ยงต่างๆ และ้ามาเยี่ยมเขาที่จวน เทียบเชิญมากมายถูกส่งมาราวกับเกล็ดหิมะ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนที่้าเกี่ยวดองกับเขา เป็แม่สื่อแม่ชัก แทบจะเหยียบธรณีประตูจวนอันกั๋วกงจนพังกันเลยทีเดียว ทว่าเวลาส่วนใหญ่ซูตงเฉินจะอยู่ในค่ายทหาร ไม่ค่อยออกมาง่ายๆ ทั้งอันกั๋วกงกับหูซื่อก็ไม่สามารถบังคับเขาได้ การพูดคุยเกี่ยวกับการแต่งงานจึงต้องถูกระงับไว้ก่อน
ทุกวันที่สิบของการประชุมใหญ่ในท้องพระโรง ซูตงเฉินจะหยุดหนึ่งวันเพื่อพักผ่อนหรือไปเยี่ยมญาติและสหาย หรืออยู่กับบิดาที่จวน ไม่ก็สอนน้องๆ และบุตรชายทั้งสองคน หรือไม่ก็หาข้อแก้ตัวออกไปล่าสัตว์ ตรวจเรือกสวนไร่นา หรือไปตรวจดูคลังลับครั้งหนึ่งและหยิบสิ่งของที่พอมีประโยชน์ออกมาจำนวนหนึ่ง ก่อนจะส่งเข้าไปในมิติส่วนตัว เพื่อทำให้ลั่วหลีสามารถเลื่อนระดับขั้นไปถึงขั้นที่ห้าได้อย่างราบรื่น
ทุกครั้งที่มิติส่วนตัวเลื่อนระดับขั้น พลังงานที่้าจะขึ้นอยู่กับลำดับขั้นทางเรขาคณิต จวนอันกั๋วกงแต่ละรัชสมัยเป็แม่ทัพ การต่อสู้เป็วิธีหาเงินที่ดีที่สุด ผ่านการสะสมมาสามร้อยปีถึงทำให้มิติเวลาส่วนตัวเลื่อนระดับขั้นได้อย่างรวดเร็ว ต่อไปคงไม่ง่ายเช่นนั้นแล้ว นอกจากนำสิ่งของมีค่าชั้นดีของตระกูลชนชั้นสูง ขุนนาง ตระกูลเศรษฐี พ่อค้าผู้มั่งคั่ง และของดีๆ จากท้องพระคลังในวังหลวง ก็อาจสามารถเลื่อนระดับขั้นมิติเวลาส่วนตัวถึงระดับขั้นสิบได้ สำเร็จแบบก้าวะโครั้งที่หนึ่ง
ทว่าพูดง่ายกว่าทำ
ซูตงเฉินไม่เคยจินตนาการในเื่ที่ไม่สมจริง ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่คิดมากเกี่ยวกับเื่เ่าั้ แต่หารือเกี่ยวกับสถานที่นัดหมายกับเยี่ยนเฟ่ยหลายครั้ง ในที่สุดก็พบวิธีที่ปลอดภัยในการพบกันอย่างลับๆ
เมืองหลวงมีพื้นที่กว้างใหญ่ เขตการค้าที่เปิดขึ้นเป็พิเศษเป็เหมือนเมืองเล็กๆ สินค้าจากทั่วทุกแห่ง เหนือจรดใต้ ตะวันออกสุดตะวันตกต่างรวมกันอยู่ที่นี่ กองเรือสำเภาที่กลับมาจากทะเลตะวันตก กองคาราวานที่เดินทางไปและกลับจากเส้นทางสายไหมดินแดนตะวันตกและเส้นทางโบราณทางตะวันตกเฉียงใต้ ทั้งหมดได้นำสิ่งของที่หายากมานับไม่ถ้วน ที่นี่มีร้านค้าหลากหลายรูปแบบ บรรยากาศครึกครื้นมีชีวิตชีวา
เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย ภายในเขตการค้ายังแบ่งออกเป็ย่านการค้าใหญ่ๆ หลายแห่ง ย่านการค้าของชาวหู [1] ตั้งขึ้นเป็เอกเทศ เต็มไปด้วยประเพณีที่แปลกใหม่ ทุกวันที่นี่จะคึกคักไปด้วยผู้คน ทั้งเสียงเร่ขายสินค้า เสียงต่อราคา และเสียงปรบมือ ภาษาจีน ภาษาหู ภาษาตะวันตก และภาษาท้องถิ่นต่างดังอึกทึกสับสนอลหม่าน เป็ภาพที่เจริญรุ่งเรืองยิ่งนัก
ในย่านการค้าชาวหูมีร้านค้าแบบตะวันตกเก่าแก่ร้านหนึ่ง ซึ่งตกทอดมากว่าร้อยปี ป้ายร้านค้าที่แขวนอยู่หน้าร้านเขียนเป็ภาษาเติร์กที่โค้งงอไปมา นอกจากนี้ยังมีอักษรจีนสีทองสี่ตัวเขียนว่า ‘ร้านเก่าโหลวหลาน’ ด้านในร้านค้าขายสิ่งของล้ำค่าที่มาจากแดนตะวันตก อาทิ อัญมณี เครื่องเทศ หนังสัตว์ ผ้าห่ม ยารักษาโรค ผลไม้ ยาสูบ เป็ต้น ทั้งหมดล้วนเป็ของราคาแพง ผลกำไรต่อเดือนดีมาก เถ้าแก่และพนักงานของร้านนี้เป็ชาวหูจากตะวันตก ทว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในเมืองหลวงมาหลายชั่วอายุคนจึงสามารถพูดภาษาจีนกลางได้
ที่ดินทุกตารางนิ้วในเมืองหลวงมีค่าดั่งทองคำ ทว่าขนาดของร้านเก่าโหลวหลานกลับไม่เล็ก ร้านค้ามีทั้งหมดสามชั้น ซึ่งแตกต่างจากร้านส่วนใหญ่ที่มีโครงสร้างเป็อิฐและไม้ ร้านค้านี้สร้างด้วยอิฐและหินขนาดใหญ่เกือบทั้งหมด อิฐแต่ละก้อนแกะสลักลวดลายดอกไม้ และหน้าต่างฝังด้วยเครื่องลายคราม มองจากภายนอกเหมือนป้อมปราการดอกไม้ ทั้งสวยงามและแข็งแรง
ด้านหลังเป็เรือนพักที่ก่อด้วยกำแพงหินลายดอกไม้ ล้อมรอบไปด้วยโครงตาข่ายต้นองุ่น ผลองุ่นสีม่วงดูแล้วมีชีวิตชีวา ให้ความรู้สึกหอมหวานและรู้สึกมีความสุขเมื่อได้เห็น
ซูตงเฉินนั่งอยู่บนม้านั่งหิน เขาเอนกายลงบนหมอนที่ทำจากผ้าไหมงดงาม มองสายฝนในฤดูใบไม้ร่วงด้านนอกหน้าต่างที่ตกอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะพูดพลางกินองุ่น “การหาโอกาสมาผ่อนคลายแอบพักครึ่งวันเป็เื่ที่หายากมากจริงๆ ”
อีกด้านหนึ่งของโต๊ะหิน เยี่ยนเฟ่ยก็เอนกายลงบนหมอนใบใหญ่เช่นกัน มือถือแตงเนื้อสีเหลืองทอง เขารู้สึกะเือารมณ์ “ข้ามักรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่โลกที่สร้างขึ้นจากภาษาคอมพิวเตอร์ ทั้งหมดเป็มิติเวลาที่แท้จริง"
“เป็ไปได้ ไม่รู้ว่ามันเริ่มั้แ่เมื่อไร มีคำพูดที่กล่าวว่า ในโลกไร้ขอบเขต ใครก็ตามที่เริ่มต้นจากค่ายเลเวลสูง สถานที่ไปจะเป็มิติเวลาจริงเสมอ” ซูตงเฉินยักไหล่ “อย่างไรข้าก็ไม่กล้าประมาท ”
“ข้าก็เคยได้ยินคำพูดนี้มาก่อน แต่เ้าหน้าที่ก็ไม่ยืนยันและไม่ชี้แจงเช่นกัน ดังนั้นทุกคนที่อยู่ในค่ายเลเวลสูงจึงจริงจังกับโลกในภารกิจมาก ไม่กล้ากระทำอะไรผิดเพี้ยน” เยี่ยนเฟ่ยถอนหายใจพลางกินแตงต่อ
"ที่นี่เป็ยุคที่รุ่งเรือง" ซูตงเฉินพูดด้วยท่าทีผ่อนคลาย "ประเทศใหญ่เกินไป หากวันหนึ่งวันใดเกิดปัญหาขณะที่ฮ่องเต้ทั้งสองพระองค์ผลัดเปลี่ยนรัชสมัย อาจจะล่มสลายได้เลยทีเดียว"
เยี่ยนเฟ่ยเลิกคิ้ว "เช่นนั้นจุดเชื่อมต่อภารกิจของเ้าต้องเกี่ยวข้องกับฮ่องเต้เป็แน่"
“เป็จุดนี้แน่นอน ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับฮ่องเต้เท่านั้น ทว่ายังเกี่ยวข้องกับจ้งเอ๋อร์ของตระกูลข้าด้วย” ซูตงเฉินถอนหายใจแ่เบา “เื่นี้ค่อนข้างยากทีเดียว จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่รู้ว่าจะหาจุดเริ่มต้นจากที่ใด อย่างไรก็ตาม ข้าได้สั่งให้ลั่วหลีสร้างแบบจำลองห้ามิติ โดยกำหนดจุดสิ้นสุดหลังจากนี้อีกสองร้อยเจ็ดสิบปี นั่นคือปีที่ราชวงศ์ชิงล่มสลายในโลกต้นกำเนิด จากนั้นก็คำนวณย้อนกลับว่าสามารถพบเบาะแสอะไรบ้าง"
"อืม เ้าสามารถทดลองด้วยวิธีนี้ได้ ทว่าเบาะแสมีน้อยเกินไป ดังนั้นความยากในการคำนวณย้อนกลับจึงมีมาก" เยี่ยนเฟ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย "รออีกสักหน่อย ทางข้าอาจจะได้เบาะแสในไม่ช้า"
ซูตงเฉินมองเขาด้วยความกังวล "อาจารย์ของเ้ามอบฎีกาลับให้ฮ่องเต้ ฮ่องเต้ทรงตรัสว่าอย่างไรบ้าง? "
"ฮ่องเต้ให้ข้าควบคุมดูแลหน่วยลับองครักษ์เสื้อแพร" เยี่ยนเฟ่ยกินแตงจนหมด เขาวางเปลือกแตงลงบนโต๊ะหิน และอธิบายช้าๆ "อาจารย์ของข้าเคยเป็ผู้นำหน่วยลับมาก่อน หลังเกิดอุบัติเหตุ รัชทายาททรงสิ้นพระชนม์ เขาจึงถูกฮ่องเต้คุมขังตัวเพื่อระบายความโกรธ และเกือบถูกตัดศีรษะด้วยซ้ำ
อาจารย์ของข้าใช้ทุกวิถีทาง อาศัยช่องทางและเส้นสายทั้งหมดที่มีถึงจะสามารถปกป้องชีวิตไว้ได้ หลังจากฮ่องเต้ทรงสงบพระทัยลงแล้ว พระองค์ทรงมีรับสั่งถอดยศของเขา ตรวจสอบเหตุการณ์ในตำหนักบูรพา [2] อย่างลับๆ ในขณะเดียวกันก็ทรงมีรับสั่งให้เขาฝึกฝนผู้นำหน่วยลับคนใหม่ที่ดีกว่านี้ หัวหน้าหน่วยลับตอนนี้ไม่ได้เป็คนที่อาจารย์ของข้าผลักดันขึ้นมาจัดการดูแลความสับสนวุ่นวาย ทำให้หลายปีที่ผ่านมาสถานการณ์ในเมืองหลวงย่ำแย่มากขึ้นเรื่อยๆ รายงานลับของเขาก็เป็ข้อมูลที่ไม่ทันกาล ทำให้ฮ่องเต้ทรงเฉยชาและ้าหาคนมาแทนที่ ตอนนี้ข้าร่ำเรียนสำเร็จแล้ว และเป็่เวลาที่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ อาจารย์จึงแนะนำข้าให้กับฮ่องเต้ ดังนั้นฮ่องเต้ต้องเรียกข้ามาใช้งานเป็ธรรมดา”
"นี่ก็เป็เื่ที่ดี" ซูตงเฉินพูดพลางแย้มยิ้ม "ถ้าเช่นนั้น เ้าจะเข้าร่วมการสอบชุนเหวย [3] หรือไม่? "
“ดูสถานการณ์ก่อน” เยี่ยนเฟ่ยเช็ดมือและหยิบองุ่นเข้าปาก “หากพี่ชายของข้าเจ็บป่วยตายไป ข้าจะได้เป็ซื่อจื่อแน่นอน หากเป็เช่นนั้นข้าก็ไม่ต้องไปสอบเคอจวี่ [4] สามารถรับพระราชทานตำแหน่งขุนนางได้ทันที ทว่าหากพี่ชายของข้าดีขึ้นจริงๆ ข้ายังต้องไปเข้าร่วมการสอบชุนเหวยเพื่อให้ได้เป็จิ้นซื่อ [5] เช่นนั้นก็ดีเช่นกัน จะได้แต่งตั้งเป็ขุนนางอย่างสง่าผ่าเผยและถูกต้องตามกฎเกณฑ์ นอกจากนั้น การรับราชการตำแหน่งขุนนางของตระกูลข้า แม่เลี้ยงของข้าได้เตรียมที่ให้กับบุตรชายของนางแล้ว” เขาพูดด้วยท่าทีเฉยเมย "ข้าก็ไม่ได้เสียดายอะไร"
ซูตงเฉินรู้แผนการของเขา จึงไม่พูดอะไรอีก ทว่าถามอย่างอยากรู้อยากเห็นว่า "ท่านย่าและแม่เลี้ยงตระกูลเ้าสร้างเื่ยุ่งยากให้หรือไม่? ”
“มีแน่ พอข้ากลับถึงจวน พวกนางก็เตรียมสตรีเข้ามาในเรือนของข้าแล้ว ข้าไม่สามารถทนแบกรับชื่อเสียงอกตัญญูได้ จึงรับพวกนางไว้ทั้งหมด" เยี่ยนเฟ่ยยิ้มเยาะ "ภรรยาและอนุของข้าทุกคนล้วนน่าทึ่งเป็อย่างยิ่ง ทั้งยังมีฝีมือร้ายกาจ พวกนางแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนดูมีคุณธรรม ไม่พูดอะไรให้มากความ และจัดการแม่นางน้อยที่มาจากบ่าวรับใช้ บีบจนไม่มีที่ว่างให้พวกนางยืน ข้าจึงไม่ต้องกังวลอะไรกับเื่นี้ บัดนี้สตรีพวกนั้นไม่กล้ายืนต่อหน้าข้าอีกเลย”
ซูตงเฉินหัวเราะเสียงดัง "เช่นนั้นก็เยี่ยมไปเลย มีพวกนางคอยเป็เกราะป้องกัน เื่หลังจวนไม่ต้องให้เ้ากังวลใจแม้แต่น้อย"
“แน่สิ” เยี่ยนเฟ่ยมองเขา แววตาเปลี่ยนเป็ลึกซึ้ง “ข้าได้บอกพวกนางอย่างชัดเจนแล้ว ข้าเป็กลุ่มคนประเภทรักเพศเดียวกัน ก่อนหน้านี้ที่เคยเข้าหาพวกนางเพียงเพื่อเห็นแก่ทายาทสืบตระกูล ตอนนี้มีบุตรธิดามากมายก็เพียงพอแล้ว จากนี้ไปจึงไม่้าฝืนใจ พวกนางเองก็รู้สึกโล่งใจ ไม่ได้บอกออกมาอย่างชัดเจนว่าพวกนางไม่รักบุรุษ ทว่ามีท่าทีเข้าอกเข้าใจข้าอยู่พอสมควร
ต่อไปข้าจะใช้เวลาครึ่งเดือนอยู่ในห้องหนังสือ อีกครึ่งเดือนที่เหลือก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปนอนเรือนของพวกนาง เพียงเพื่อ้าปกปิดจากสายตาผู้อื่น ทว่าจะไม่นอนร่วมเตียงเดียวกัน เปิดอกพูดเื่นี้ออกไปให้ชัดเจน ความสัมพันธ์ของทุกคนจึงดีขึ้นอีกระดับ ไม่ต้องตำหนิและแยกจากกัน ทว่าสามารถอยู่ร่วมกันฉันพี่ชายน้องสาวได้”
"เช่นนั้นก็ดี" ซูตงเฉินมีความสุขยิ่ง "ผู้อื่นจับสตรีใส่พานให้เ้า เ้าก็เอามาให้ข้า ทหารผ่านศึกหลายคนถูกเกณฑ์มาจากชนบท พวกเขาทำหน้าที่เป็ทหารมาสิบยี่สิบปี ไม่มีครอบครัว บิดามารดาล้วนตายจาก ไม่ก็พี่น้องแยกทาง ไม่มีสถานที่ให้พวกเขาปักหลัก บางคนยังาเ็สาหัสทุพพลภาพ ไม่สามารถทำไร่ไถนา ทำงานหนักไม่ได้ ยากจะใช้ชีวิตอย่างคนปกติ ทุกคนจึงติดตามข้า ทำงานในค่ายทหารตามกำลังความสามารถ ทหารผ่านศึกเหล่านี้หลายคนยังคงหาภรรยาไม่ได้”
เยี่ยนเฟ่ยหัวเราะเสียงดัง “ไม่มีปัญหา กลับไปข้าจะจัดคนพร้อมสัญญาขายตัวส่งมาให้เ้า อย่างไรก็ตาม บ่าวรับใช้ประเภทนี้ได้รับการฝึกฝนให้รับใช้บุรุษ ชื่นชอบอยู่อย่างสบาย เกลียดงานหนัก ชอบนั่งเสวยสุข เกรงว่าต้องจัดการอบรมพวกนางบ้าง มิฉะนั้นพวกนางคงไม่จริงจังกับการอยู่กินกับทหารผ่านศึกเป็แน่"
“อืม ไม่มีปัญหา พวกเขาเป็ทหารมาหลายปี กรำศึกมามากมาย การควบคุมภรรยาคงพอจัดการได้ อีกอย่าง พวกเขามีเงินเก็บพอสมควร จะให้ภรรยาสวมใส่เพชรนิลจินดาคงทำไม่ได้ ทว่าสามารถทำให้มีชีวิตความเป็อยู่สุขสบาย อยู่ดีกินดีได้” ซูตงเฉินแย้มยิ้มผ่อนคลายและพูดว่า "เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้อื่นวิพากษ์วิจารณ์ พวกเราใช้รูปแบบการซื้อขายเถิด ข้าจะให้คนมาซื้อ”
"ตกลง ข้าจะให้ลูกน้องมาจัดการ” เยี่ยนเฟ่ยระวังตัวมากเช่นกัน "พวกคนขับรถม้าก็เป็คนของข้า ให้คนขับรถม้ามาซื้อเพื่อไปขายต่อ จะได้ไม่มีร่องรอยความผิดปกติอะไร"
"ดีมาก" ซูตงเฉินยกยิ้ม "เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้ผิดปกติ ข้าก็ส่งพ่อบ้านไปหาคนขับรถม้าเพื่อหาซื้อสตรีให้ทหารผ่านศึกเช่นกัน"
"ตกลง" จู่ๆ เยี่ยนเฟ่ยก็นึกขึ้นได้ "มีโรงรับจำนำสองแห่งในเมืองหลวงที่เป็ของข้า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ข้าพบว่ามีสมบัติล้ำค่าบางอย่างของจวนอันกั๋วกง ข้าสั่งให้คนไปตรวจสอบ พบว่าฮุ่ยหนิงป๋อเป็คนนำมาจำนำ ทั้งยังได้ข่าวมาว่า เ้าสร้างเื่กับฮุ่ยหนิงป๋อไว้ใหญ่โตเพียงเพื่อน้องสาวของเ้า ข้าสั่งให้พวกเขาตรวจนับสิ่งของและบรรจุไว้เป็อย่างดี กลับไปจะให้ลูกน้องนำส่งคืนเ้า”
"ได้" ซูตงเฉินไม่เคยเกรงใจเขา "ข้าส่งคนไปสืบหามาตลอด และแลกสิ่งของกลับมาแล้วบางส่วน ทว่ายังมีสมบัติล้ำค่าบางอย่างที่ยังหาไม่พบ ที่แท้ของอยู่ที่เ้า เ้าสั่งให้คนไปส่งที่เรือนพักส่วนตัวของข้าเถิด ที่อยู่เ้าก็รู้แล้ว"
ทั้งสองคนจัดเตรียมเื่ต่างๆ อย่างผ่อนคลาย ซูตงเฉินบิดี้เีและพูดว่า "ข้าขอพักผ่อนสักครู่ หลายวันมานี้ตรวจการฝึกทหารมาตลอด เหนื่อยยิ่งนัก"
“อืม เ้าหลับเถิด ข้าจะอยู่เป็เพื่อนเ้าที่นี่” เยี่ยนเฟ่ยแสดงท่าทีเข้าอกเข้าใจ
ซูตงเฉินผ่อนคลายและงีบหลับไป วันนี้เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีม่วงองุ่น ทอด้วยดิ้นสีทอง พร้อมคาดเข็มขัดหยกสีม่วงรอบเอว และสวมกวานสีม่วงทองบนศีรษะ ดูหล่อเหลาคมสัน งดงามดั่งเทพเซียน เมื่อเขาปล่อยตัวตามสบายและนอนหลับอย่างสงบ ก็ราวกับเด็กน้อยไร้เดียงสา ดูงดงามไปอีกแบบ
เยี่ยนเฟ่ยค่อยๆ ยกเก้าอี้หินขยับไปนั่งข้างๆ เขา มองเขาอย่างเงียบงัน หัวใจพลันพองโตเปี่ยมไปด้วยความรัก
……
เชิงอรรถ
[1] ชาวหู ในสมัยโบราณเรียกชาวตะวันตกแถบอินเดียเหนือว่า ชาวหู
[2] ตำหนักบูรพา เป็ตำหนักที่รัชทายาทในแต่ละสมัยทรงประทับ
[3] การสอบชุนเหวย เป็การเข้ามาสอบในเมืองหลวงของกรมพิธีการ ่สมัยราชวงศ์ถัง ราชวงศ์ซ่ง ราชวงศ์ิและชิง จะจัดขึ้นใน่ฤดูใบไม้ผลิ จึงเรียกว่าการสอบชุนเหวย
[4] สอบเคอจวี่ เป็ระบบการสอบในสมัยโบราณ เริ่มเป็รูปร่างในสมัยราชวงศ์สุยถัง จนเป็ระบบในสมัยราชวงศ์ถังและใช้กันเรื่อยมา