สิบปีต่อมา
เฉินฟางหรงเด็กสาวในวัยสิบห้าปีที่พึ่งผ่านพิธีปักปิ่นไปเมื่อวานเท้าคางมองบรรดาแม่สื่อที่เข้าออกจวนของนางไม่ขาดสายพวกนางต่างถูกส่งมาจากตระกูลใหญ่ที่้าเกี่ยวดองกับครอบครัวของท่านกุนซือชื่อดัง
“ซูลี่ อีกนานไหมกว่าท่านพ่อจะกลับ”
“ท่านพ่อบ้านแจ้งว่านายท่านไปเมืองหลวงครั้งนี้ กินเวลานานเ้าค่ะ”
ครั้งนี้ก็ยังเป็เช่นในอดีตพิธีปักปิ่นของนางไม่มีท่านพ่ออยู่ร่วมงานด้วยซ้ำส่วนจางหมิ่งและเจียอี้ก็ต้องติดตามท่านพ่อไปเช่นกัน เวลาช่างผ่านไปเร็วยิ่งนัก
“ท่านอาจารย์มีงานเร่งด่วนเ้าก็รู้...”
“พี่หยาง”
รอยยิ้มปรากฏบนหน้าของฟางหรงทันทีตงหยางในวัยสิบแปดยิ้มออกมาเช่นกัน เขารีบกลับมาจากการสอดแนมเพื่อที่จะมาได้พบนางตลอดสิบปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของทั้งสองดีขึ้นความใส่ใจที่มีให้กันเริ่มทำให้ความรักก่อตัวจากที่เคยอยากตอบแทนบุญคุณกลายเป็รักปักใจจากที่เคยแค่สงสารเพราะเห็นน้ำตาก็กลายเป็อยากดูแลเอาใจใส่
“ไหนว่าจะกลับพร้อมท่านพ่อไง”
“ข้าล่วงหน้ามาก่อนท่านอาจารย์น่าจะถึงในไม่ช้า ที่ต้องมาก่อนเพราะมีสิ่งที่ต้องทำแล้วก็อยากนำสิ่งนี้มาให้เ้าด้วย”
ตงหยางหยิบปิ่นไม้ที่เขาตั้งใจแกะสลักออกมาให้ฟางหรง
“ข้าในตอนนี้ยังไม่มีเงินมากพอแต่ข้าสัญญาว่าหากได้เป็รองแม่ทัพแล้วข้าจะซื้อของที่เ้าชอบเยอะ ๆ เลยปิ่นไหนที่เ้าอยากได้ข้าจะหามาให้”
“แต่ข้ากลับชอบปิ่นไม้ที่ท่านตั้งใจทำที่สุด”
ฟางหรงยิ้มออกมาก่อนจะหยิบปิ่นไม้ไปปักบนผมทันที
“ซูลี่เป็เช่นไร เข้ากับข้าหรือไม่”
“เ้าค่ะ”
ซูลี่มองปิ่นไม้ก่อนจะมองตงหยางด้วยแววตาตำหนิเหตุใดจึงเอาของไม่ได้เื่เช่นนี้มาให้คุณหนูของนางอย่างน้อยควรควักเงินซื้อสักนิดหรือไม่ หากทำปิ่นไม่เป็จะดึงดันทำไปใยปิ่นไม้อะไรนั่นไม่ต่างจากกิ่งไม้มาปักบนผมหรอกหรือ
“ขอบคุณนะเ้าคะ พี่หยาง”
ตงหยางยิ้มออกมาเช่นกันเขามองไปที่แม่สื่อที่วิ่งเขาออกหน้าประตูจวน ก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
“เหตุใดแม่สื่อถึงเยอะเช่นนี้”
“หากท่านพ่อกลับมา ก็คงจะหายกันไปเองข้าเองก็อยู่ในวัยออกเรือนแล้ว”
“เ้าพูดเช่นนี้มิใช่อยากให้ข้าส่งแม่สื่อมาหรือ”
“ท่านพี่หยางข้าเองก็รอแม่สื่อของท่านอยู่นะเ้าคะ”
“รอข้านะ พรุ่งนี้ข้าจะกลับไปเยี่ยมท่านแม่และจะส่งแม่สื่อมา”
“เ้าค่ะ ข้าจะรอ”
ซูลี่มองทั้งสองที่หยอกล้อกันไปมาก่อนจะส่ายหัวออกมา หากคนผู้นี้มาสู่ขอคุณหนูนายท่านและคุณชายทั้งสองไม่มีทางยอมเป็แน่ทำไมคุณหนูไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็แก้วตาดวงใจของทั้งสามขนาดไหน
บ้านตงหยาง
“ท่านแม่ข้าพอใจสตรีผู้หนึ่งท่านส่งแม่สื่อไปให้ได้ได้ไหม....”
“ในที่สุดเ้าก็ยอมแต่งสักทีบอกแม่มาเถิดลูกสาวบ้านไหนข้าจะจัดการให้เ้าเอง”
หญิงชราพูดออกมาด้วยความดีใจหลายปีมานี้นางหาหญิงสาวให้บุตรชายแต่เขาเอาแต่ปฏิเสธเห็นทีวันนี้เขาคงพบหญิงที่พึงใจแล้วเป็แน่
“ข้าจะแต่ง คุณหนูเฉินฟางหรง”
“...........”
ทันทีที่ได้ฟังความเงียบก็ปกคลุมทันทีหญิงชรามือสั่นเทามองบุตรชายน้ำตาคลอ เพราะนางรู้ดีว่าคุณหนูผู้นี้เป็ใครนางจับมือของลูกชายก่อนจะลูบที่หลังมือเป็การปลอบประโลม
“ตงหยาง คุณหนูผู้นี้ไม่อาจแต่งได้นางเป็บุตรสาวของผู้มีพระคุณของเ้า เ้าไม่อาจพานางมาลำบากได้”
“..........”
“ตัดใจจากนางเสียเถิด”
“ไม่หากข้าพยายามข้าจะได้เป็รองแม่ทัพ ถึงตอนนั้น ถึงตอนนั้น”
ตงหยางมองมารดาของตัวเองผ่านม่านน้ำตาส่วนมารดาเองก็กำมือแน่น ได้แต่โทษตัวเองที่มีฐานะต่ำต้อยเช่นนี้ นางเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้บุตรชาย
“ตงหยางแม้เ้าจะเป็รองแม่ทัพแต่ฐานะของเ้าก็ยังต่ำกว่านาง นางในตอนนี้เป็ที่หมายปองมากมายเชื่อแม่เถิดหากเ้ารักนาง ปล่อยนางให้ครองคู่กับคนที่สมควรเถิด”
ตงหยางไม่ได้พูดอะไรแม้ตลอดสิบปีที่ผ่านมาเขารู้ดีว่าตัวเองต่ำต้อยเพียงใด เขาแค่เพียงปลอบใจตัวเองว่าอีกไม่นานหากเป็รองแม่ทัพเขาจะทำให้นางมีหญิงที่มีความสุขที่สุด แต่ใจในลึกลึกเขารู้ดีว่าไม่มีทางเป็ไปได้ ยิ่งเห็นยามนางอยู่ข้างจางหมิ่งหรือเจียอี้ช่างดูเหมาะสมจนเขาเองรู้สึกละอาย ความรู้สึกของเขาตลอดสิบปีมันควรจบจริง ๆ หรือ หากย้อนเวลากลับไปได้ข้าไม่ควรใจอ่อนต่อน้ำตาของเ้าเลย....
หลายวันต่อมา
“คุณหนูข้าว่าเปลี่ยนชุดอื่นดีหรือไม่เ้าคะ”
ซูลี่สาวพูดขึ้นนางมองฟางหรงในวัยสิบห้าปีที่พึ่งผ่านพิธีปักปิ่นไปเมื่อไม่นานในชุดสีดำสนิทมีเพียงปิ่นไม้ชิ้นเดียวเท่านั้นที่ประดับอยู่บนหัว ก่อนจะมองไปที่ชุดในตู้มากมายที่มีเพียงสีดำเท่านั้นเอาเถอะไม่ว่าชุดใดก็มีแต่สีนี้เท่านั้นั้แ่เมื่อไหร่กันที่คุณหนูของนางชื่นชอบใส่ชุดสีดำเช่นนี้คงไม่ใช่เพราะอยู่กับเ้าตงหยางคนไร้มารยาทนั่นเกินไปหรอกหรือ
“ไปเถอะซูลี่ วันนี้เป็วันสำคัญข้าต้องหาของขวัญสักหน่อย”
ซูลี่มองคุณหนูของนางที่วิ่งออกไปก่อนจะถอนหายใจออกมาเห้อวันสำคัญมิใช่ว่าวันที่เ้าคนไร้มารยาทนั่นจะกลับมาหรอกหรือ...
“ข้ามาแล้ว”
“ข้าผิดหวังนะที่เห็นเ้าแต่งตัวเรียบง่ายเช่นนี้ แบบนี้บุรุษใดจะมาสู่ขอ” จางหมิ่ง
“สตรีมิควรวิ่งไปมา ควรเดินอย่างสง่างามโดยเฉพาะเ้าสตรีที่ผ่านพิธีปักปิ่นแล้ว” เจียอี้
“ลูกของข้าไม่ว่าจะแต่งเช่นใดก็งดงามไม่มีผู้ใดมาสู่ขอหรอ หึ แม่สื่อมาเต็มบ้านนะสิไม่ว่า แต่หรงหรงลูกจะไม่ให้พ่อตามไปด้วยจริง ๆ หรือ” เทียนอี้
ฟางหรงมองทั้งสาม ก่อนจะยิ้มออกมานางเดินไปแทรกกลางระหว่างจางหมิ่งและเจียอี้ก่อนจะจับมือทั้งสองด้วยรอยยิ้ม
“ท่านพ่อข้ามีของที่ต้องให้พวกเขาช่วยเลือก ท่านเองก็มีงานเยอะข้าไม่รบกวนดีกว่าเ้าค่ะ”
“ถ้าเ้าว่าเช่นนั้น”
เทียนอี้มองทั้งสามที่เดินออกจากจวนไปรอยยิ้มที่เคยมีก็เลือนหาย เขาปรายตามองไปที่พ่อบ้าน
“นายท่านข้าได้ส่งคนไปคุ้มกันคุณหนูแล้ว”
“นับว่าเ้ายังรู้ความลูกของข้านางจิตใจดี หากมีคนหวังใช้นางเพื่อผลประโยชน์ก็ฆ่าทิ้งได้เลย”
“เช่นนั้นแล้ว หากฝ่าา....”
“เขาจะว่าอะไรได้เ้านั้นรู้ดีว่าตำแหน่งฮ่องเต้หากข้าอยากได้ก็คงเป็ของข้านานแล้ว”
เทียนอี้พูดขึ้นในตอนนี้สิ่งที่เขาพูดนั้นเป็จริงทั้งสิ้นไม่ว่าอำนาจการทหารหรือแม้กระทั่งเงินทอง เป็เขาที่สนับสนุนเดิมทีขุนนางคิดการใหญ่ดันให้เขาก่อฏและขึ้นเป็ฮ่องเต้ แต่เขาเลือกที่จะเมินเฉยเป็ฮ่องเต้แล้วอย่างไร งานราชการบริหารบ้านเมืองที่ปวดหัวเช่นนั้น ข้าจะแย่งมาเพื่ออะไรสู้อยู่มองบุตรสาวของเขาเติบโตเช่นนี้ดีกว่า....
ตลาดกลางเมือง
“พวกเ้าว่ากระบี่เล่มนี้ดีหรือไม่”
จางหมิ่งและเจียอี้ขมวดคิ้วกอดอกมองเด็กสาวตรงหน้าที่เลือกกระบี่อย่างตั้งใจ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านางเลือกให้ผู้ใด เหอะตงหยางเ้าช่างโชคดีนักเพียงช่วยชีวิตนางแค่ครั้งเดียวถึงกับตอบแทนไปตลอดชีวิตเช่นนี้
“เ้าโง่นั่นไม่จำเป็ต้องใช้หรอก”
“พวกเ้าจะไปรู้อะไรหากไม่ใช่เพราะว่ามีคนขโมยกระบี่ที่ท่านพ่อข้าให้เขาไป เขาคงมีกระบี่ที่ดีกว่านี้ต้องให้ข้าบอกท่านพ่อหรือไม่ว่าผู้ใดสั่ง”
ฟางหรงพูดออกมา เมื่อหลายปีก่อนนางได้ไปรู้โดยบังเอิญว่าตงหยางโดนกลั่นแกล้ง แม้แต่ที่นอนหรืออาหารก็ไม่ได้รับของที่ดีและตัวการที่สั่งก็คือเ้าสองคนที่ยืนอยู่ตรงนี้
“ใครใช้ให้เ้าใส่ใจมันมากกว่าพวกข้า”
“ข้าอธิบายไปแล้วไงว่าเขาคือผู้มีพระคุณ”
ฟางหรงพูดออกมาแม้ในใจนางตอนนี้รู้ดีว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมามันมีความรู้สึกอื่นเพิ่มเข้ามาและตอนนี้นางกำลังจะตัดสินใจจะบอกสองคนตรงหน้าดีหรือไม่ว่านางกำลังจะแต่งงาน
“จางหมิ่งเ้าก็่นางเลือกเถิดสตรีมายืนในร้านเช่นนี้ไม่สมควรนัก”
“เห้อกระบี่ที่เ้าเลือกไม่เหมาะกับเ้าโง่นั่นหรอก เ้าโง่นั่นแม้จะไม่เก่งเท่าข้าแต่ก็พอมีฝีมือ เอาอันนี้สิ”
“ถ้าเ้าว่าดีข้าก็เชื่อเ้าไปเถอะถ้าเสร็จจากนี่ข้าเลี้ยงข้าวเอง”
เห็นแก่ที่พวกเขาช่วยนางมาตลอดนางจะใจดีสักครั้งหาสตรีที่เหมาะสมให้แล้วกันหลังจากที่นางนอนคิดมาหลายปีเกี่ยวกับซีซี นางก็ตระหนักได้ว่า หญิงละโมบเช่นนั้นมิควรมาเป็ภรรยาของสหายของนางเลยสักนิดเป็ไปได้หากนางหาสตรีที่พวกเขาถูกใจได้ ชะตากรรมที่แตกหักครั้งนี้คงข้ามผ่านไปได้
ฟางหรงเดินนำพวกเขามาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในอดีตนางจำได้ว่าอาหารที่นี่อร่อยและที่สำคัญเป็แหล่งที่รวมสตรีมากมายถึงเวลาตอบแทนพวกเ้าแล้ว
“หรงหรง เ้ามั่นใจหรือว่าจะกินที่นี่”
จางหมิ่งพูดขึ้นเขามองไปรอบ ๆมีเพียงสตรีที่นั่งดื่มชาพูดคุย ฟางหรงไม่ได้ตอบอะไรนางเดินนำขึ้นไปชั้นบนก่อนจะเลือกโต๊ะที่มองมาด้านล่างได้ทั่วสตรีที่นั่งอยู่เองก็ต่างมองที่จางหมิ่งและเจียอี้
“เ้าสองคนเองก็ยิ้มให้พวกนางสักหน่อยสิ”
“เหอะ เ้ารีบสั่งอาหารไปเถอะ”
ฟางหรงหัวเราะออกมาก่อนจะสั่งอาหารตามที่นางจำได้ว่าพวกเขาเคยชอบในอดีต ระหว่างรออาหารฟางหรงมองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดที่ชายทั้งสองตรงหน้า นางเท้าคางก่อนมองสำรวจใบหน้าของสหายของตนพวกเขาช่างโตเร็วยิ่งนักตอนนี้ว่าหล่อเหลาแล้วอีกสักห้าปีพวกเขาจะเติบโตและเป็บุรุษที่สตรีทั่วเมืองหลวงหมายปองจางหมิ่งเองจะได้เป็แม่ทัพที่เก่งกาจ ส่วนเจียอี้เองจะได้เป็กุนซือข้างกายถึงตอนนั้นซีซีก็จะปรากฏตัว.....
“ใบหน้าข้ามองพอใจหรือไม่เล่า หรงหรง”
จางหมิ่งพูดออกมาก่อนจะดีดไปที่หน้าผากของฟางหรงเบา ๆ เจียอี้ที่เห็นเช่นนั้นทำเพียงส่ายหัวเพราะเห็นภาพเช่นนี้จนเคยชิน
“จางหมิ่ง เจียอี้ ข้าถามได้หรือไม่พวกเ้าชอบสตรีแบบไหน”
ฟางหรงเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มนางยังคงเท้าคางมองพวกเขา จางหมิ่งและเจียอี้มองไปที่ฟางหรงนิ่งความเงียบกลับมาปกคลุมไปทั้งโต๊ะ พวกเขาหยิบน้ำชามาดื่มเพื่อเลี่ยงที่จะตอบแต่มีหรือฟางหรงจะยอม
“พี่ใหญ่ พี่รองพวกท่านบอกน้องเล็กมาเถิดว่าชอบสตรีเช่นไร”
ชายหนุ่มทั้งสองมองหญิงสาวตรงหน้าที่ทำท่าทางออดอ้อนมือของพวกเขาถูกนางแตะเบา ๆ เหมือนจงใจ
“ผมดำ ผิวขาว มีกิ่งไม้บนหัว” จางหมิ่ง
“ข้าชอบสตรีที่คัดคัมภีร์มารยาทหญิงได้ร้อยจบ”เจียอี้
“เหอะ ๆ พวกเ้าล้อเล่นอยู่ใช่ไหมสตรีที่มีกิ่งไม้บนหัว?? คัดคัมภีร์มารยาทหญิงได้ร้อยจบ??ข้าจะหาคนแบบนั้นได้จากไหนกัน ขอมากกว่านี้ได้ไหม”
“ชื่นชอบการแต่งชุดสีดำ” จางหมิ่ง/เจียอี้
ชายทั้งสองมองหน้ากันเมื่อเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงผู้ใด ต่างจากฟางหรงที่ไม่รู้อะไรเลยนางทำเพียงขมวดคิ้ว พลางคิดว่าแบบนี้ไม่ถือว่าเขาทั้งสองชอบสตรีนิสัยและการแต่งกายเหมือนกันงั้นหรือ ถ้างั้น...
“พวกเ้าคงไม่ได้ชื่นชอบสตรีคนเดียวกันใช่ไหม....”