จิ่งเยี่ยนกุยเผยสีหน้าสงสัย ก่อนจะก้มลงมองนิ้วชี้ข้างซ้ายของตัวเองอย่างละเอียด พลันพบว่าบริเวณปลายนิ้วมีลวดลายดอกกุหลาบ ตอนนี้ลายนั้นค่อนข้างจางลงเล็กน้อย ถ้าไม่สังเกตให้ดีคงดูไม่ออกสักนิด
หรือว่าดอกกุหลาบนั่นจะเข้าไปอยู่ในปลายนิ้วเธอแล้ว? เธอรีบงอนิ้วไปมา แต่ก็ไม่พบความผิดปกติอะไร แม้กระทั่งความรู้สึกเจ็บก็ไม่มีสักนิด ถึงขั้นมองไม่เห็นรอยของาแด้วยซ้ำ...
จิ่งเยี่ยนกุยนับได้ว่าเป็คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ตอนนี้จึงรู้สึกแปลกใจอย่างยิ่ง แต่เมื่อรู้ว่าเธอย้อนกลับมาเกิดใหม่ได้ เื่นี้ก็ดูเหมือนจะไม่ได้น่าเหลือเชื่อเท่าไหร่นัก แต่ว่าเ้าดอกกุหลาบนี่แท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่?
ทันทีที่ความคิดของเธอผุดขึ้นมา ก็รู้สึกเหมือนร่างกายถูกอะไรบางอย่างดึงดูด และพาไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยสักนิด ทั้งคอกหมู เล้าไก่ และทุกสิ่งทุกอย่างของบ้านตระกูลจิ่งเลือนหายไป เหลืออยู่เพียงมิติสีเขียวขจีเท่านั้น
ในมิติมีบ้านพักที่ดูดีมีรสนิยม หน้าบ้านมีพื้นที่ประมาณห้าสิบกว่าตารางเมตร ทุ่งนาด้านนอกมีลำธารเล็กๆ ที่มีน้ำไหลเอื่อยๆ โดยในลำธารเล็กสายนั้นมีปลาสีฟ้าจำนวนหนึ่งซึ่งเธอไม่เคยเห็นมาก่อนเวียนว่ายอยู่ เมื่อเห็นเธอเดินเข้าไปใกล้ก็ไม่ได้ว่ายหนี แต่กลับรวมตัวแล้วพากันพ่นฟองน้ำใส่เธอ
ด้านนอกลำธารก็ดูเหมือนจะมีูเาสีเขียวชอุ่ม ภายในูเามีสัตว์ปีกและสัตว์หายากให้มองเห็นอยู่รางเลือน แต่เมื่อเธอเดินไปทางนั้นอีกสองสามก้าว กลับถูกกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นเอาไว้
เธอพลันเผยสีหน้าหมดคำจะพูดออกมา นี่คือสิ่งที่เรียกว่าม่านพลังสินะ?
จิ่งเยี่ยนกุยเดินไปจนทั่วมิติแล้วพบว่าสถานที่ที่เธอสามารถไปได้มีแค่ในบ้านพัก ทุ่งนาตรงหน้าประตูบ้านพัก และลำธารที่ใสกระจ่างสายนั้น
เธอครุ่นคิดก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านเพื่อสำรวจดู พบว่าบ้านมีแค่ชั้นเดียว รวมๆ กันแล้วก็ประมาณห้าถึงหกสิบตารางเมตร แบ่งออกเป็สองห้อง
ห้องหนึ่งเป็ห้องนั่งเล่น ผนังทั้งสองฝั่งด้านในเต็มไปด้วยตู้ ตู้ที่วางติดกำแพงด้านหนึ่งว่างเปล่าไม่มีอะไรสักอย่าง ส่วนตู้อีกด้านเต็มไปด้วยชื่อสมุนไพรต่างๆ ติดไว้ แต่ข้างในกลับไม่มีสมุนไพร มีเพียงแค่เมล็ดพันธุ์นานาชนิด
ตรงกลางระหว่างตู้ทั้งสองแถวมีโต๊ะเขียนหนังสือตัวหนึ่ง บนโต๊ะเต็มไปด้วยตำราแพทย์ อาจเป็เพราะตำราแพทย์มีอายุยาวนาน จึงเริ่มเหลืองบ้างแล้ว และทั้งหมดล้วนเขียนด้วยตัวอักษรจีนโบราณแนวตั้ง จิ่งเยี่ยนกุยพลิกดูไปนิดเดียวก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา
เธอวางตำราลง แล้วเดินไปยังห้องด้านใน พบว่าที่จริงแล้วข้างในเป็ห้องนอน มีขนาดประมาณไม่กี่ตารางเมตร แต่กลับมีเตียงป๋าปู้ [1] แกะสลักด้วยไม้จินซือหนาน [2] หลังหนึ่ง บนเตียงสะอาดเรียบร้อย ราวกับเ้าของที่อยู่ข้างในเพิ่งออกไปไม่นาน
ข้างเตียงมีตู้เสื้อผ้าอยู่ บนตู้มีกระดาษแปะแผ่นหนึ่งเขียนไว้ชัดเจนว่า “ยินดีต้อนรับเ้าของมิติเพาะปลูกคนที่หนึ่งร้อยเจ็ด”
มุมปากจิ่งเยี่ยนกุยกระตุก หยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมา ด้านหลังของกระดาษเขียนด้วยตัวหนังสือเล็กๆ เต็มไปหมดว่า “เล่ากันว่ามิติเพาะปลูกนี้สืบทอดมาจากตระกูลผู้ฝึกเซียนโบราณ ผู้ที่มิตินี้ได้ล้วนเป็ผู้ที่มีวาสนา”
“ขออธิบายวิธีการใช้มิตินี้อย่างกระชับ พื้นที่หน้าบ้านพักสามารถเพาะปลูกได้ พืชที่ปลูกจะเติบโตเร็วกว่าข้างนอกสิบเท่า และคุณภาพดีกว่าข้างนอกยี่สิบเท่า ดังนั้นไม่ว่าจะปลูกอะไรก็ได้ผลอุดมสมบูรณ์ แนะนำให้ปลูกของที่มีราคาสูง”
“ในมิตินี้มีระบบถนอมอาหาร ไม่ว่าจะเอาอะไรใส่ไว้ข้างในก็จะไม่มีวันเน่าเสีย ลิ้นชักในตู้มีฟังก์ชันเก็บของได้ไม่จำกัด ซึ่งหมายความว่าสิ่งของชนิดเดียวกัน ไม่ว่าจะใส่ไว้เป็จำนวนมากแค่ไหน ตู้ก็จะไม่เต็ม”
“มิตินี้ยังมีระบบรักษาเยียวยา ไม่ว่าจะาเ็หนักแค่ไหน แค่หลับไปหนึ่งตื่นก็จะหายดีเจ็ดส่วนแปดส่วนแล้ว แม้ว่ามิตินี้จะดูทรงพลัง แต่ขอเตือนไว้ด้วยความหวังดีว่า มิตินี้มีการหลอกลวง แต่จะขอไม่บอกว่าตรงไหนที่หลอก และจะรอคอยให้คุณไปค้นพบเอง เชื่อว่าคุณคงจะค้นพบในไม่ช้านี้ว่า ไม่มีสิ่งที่เลวร้ายที่สุด มีเพียงสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าเท่านั้น”
“สุดท้าย ตำราแพทย์พวกนั้นอ่านแล้วปวดหัว ดีที่สุดไม่ควรอ่าน และอย่าคิดจะฝึกวิชาเซียนเพื่อขยายมิติ พวกนั้นล้วนหลอกลวงทั้งเพ! พวกที่อยากจะฝึกเซียนในโลกนี้ ก็คือพวกที่อ่านนิยายมากเกินไปจนขึ้นสมองทั้งนั้นแหละ!”
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นตัวหนังสือเหล่านี้แล้วก็รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ก็พอรู้แล้วว่าที่นี่คือที่ไหน
เธอเปิดตู้เสื้อผ้า พบว่ามีชุดฮั่นฝูทำจากผ้าไหมสีขาวราวหิมะหลายชุด มีทั้งของผู้ชายและผู้หญิง แต่ทั้งหมดล้วนมีขนาดพอดีกับตัวเธอ
จิ่งเยี่ยนกุยมองเสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยปะทั้งตัวของตัวเอง เมื่อนึกถึงคำเตือนเื่ฟังก์ชันหลอกลวงบนกระดาษ ท้ายที่สุดเธอก็ตัดสินใจไม่แตะต้องอะไร แค่นอนบนเตียงหนึ่งตื่นเท่านั้น
หลังจากที่เธอตื่นขึ้นมา ก็พบว่าไม่มีอาการมึนหัวขนาดนั้นแล้ว ในมิตินี้ไม่มีกระจก เมื่อเธอเอามือไปััแผล พบว่าหายดีเจ็ดแปดส่วนไปแล้ว
ดวงตาของเธอถึงกับเป็ประกายขึ้นมาทันที มิตินี้ดูมีพลังและแข็งแกร่งมาก เธอใคร่รู้เหลือเกิน ก็แค่มิติเพาะปลูกเท่านั้น จะไปมีการหลอกอะไรได้?
เธอคิดว่าเ้าของมิติคนก่อนอาจจะจงใจขู่ให้คนอื่นกลัว จึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก
เธอรู้ว่าจากระดับอาการาเ็ของเธอ เมื่อกี้นอนหลับไปหนึ่งตื่น คงหลับไปแล้วสองถึงสามชั่วโมง ดังนั้นควรต้องออกไปได้แล้ว ไม่อย่างนั้นหลิวชุนฮวาต้องมาหาเื่แน่เธออย่างแน่นอน
ทันทีที่บังเกิดความคิด เธอก็ออกจากมิติ แล้วก็พบว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติไป ก่อนจะค้นพบอย่างตกตะลึงว่าเสื้อผ้าบนตัวของเธอหายไปหมดเลย!
จิ่งเยี่ยนกุยใจนสะดุ้งโหยง นี่มันมิติอะไรกัน! เธอรีบหาเสื้อผ้าอีกชุดมาใส่ ถึงค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก และตระหนักได้ว่าคำพูดของเ้าของมิติคนก่อนก็ไม่ได้เป็แค่คำขู่ไปเสียทั้งหมด
แต่หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ตระหนักถึงปัญหาอีกอย่าง ก็คือเธอมีเสื้อผ้าแค่สองชุด แบบนี้ก็เท่ากับว่าหายไปชุดหนึ่งแล้ว เมื่อเหลือเสื้อผ้าแค่ชุดเดียว แล้วต่อไปเธอจะใส่อะไร?
ก่อนหน้านี้จิ่งเยี่ยนกุยเคยคิดว่าในมิตินอนหลับสบาย ต่อจากนี้ก็จะเข้าไปนอนในมิติทุกคืน แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเสื้อผ้าจะถูกถอดออกจากมิตินี้ ต่อไปคงต้องควบคุมจำนวนครั้งที่เข้าไปในมิติเสียแล้ว
ในขณะนั้นเอง นาฬิกาในห้องโถงดังขึ้นห้าครั้ง นี่คือเวลาห้าโมงเย็นแล้ว เธอดูนาฬิกาเมื่อครู่ตอนเพิ่งกลับมาถึงก็คือเวลาสี่โมงครึ่ง
เธอรู้สึกว่าตัวเองหลับไปในมิติเป็เวลาหลายชั่วโมง แต่ข้างนอกเพิ่งผ่านไปแค่ยี่สิบถึงสามสิบนาทีเท่านั้น
นั่นหมายความว่า หลังจากเข้าไปในมิติ เวลาข้างในจะเดินช้ากว่าข้างนอกสิบเท่า
จิ่งเยี่ยนกุยคิดว่าคุณสมบัตินี้ไม่เลวทีเดียว ถ้าเข้าไปในมิติได้บ่อยๆ ก็คงประหยัดเวลาได้บ้าง และเธอต้องคิดให้รอบคอบว่าจะใช้ชีวิตยังไงต่อไป และจะหนีออกจากบ้านตระกูลจิ่งได้อย่างไร
ทางห้องโถงมีเสียงะโของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยดังออกมา “จิ่งเยี่ยนกุย ทำกับข้าวได้แล้ว!”
จิ่งเยี่ยนกุยพลันนึกถึงอีกเื่หนึ่งขึ้นได้ ก่อนที่เธอจะถูกไล่ออกไปทำงาน อาหารทุกมื้อในบ้านตระกูลจิ่งมีเธอเป็คนทำทั้งหมด แม้ว่าจะเจ็บป่วยหรือได้รับาเ็ เื่เหล่านี้ก็ถือเป็สิ่งที่เธอต้องทำ ถ้าไม่ทำก็คือ ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่กตัญญู
เธอไม่ได้รีบออกไปเหมือนเคย จิ่งเสี่ยวเยวี่ยเลยเริ่มร้องโวยวายอยู่ในห้องโถงแล้ว “จิ่งเยี่ยนกุย แกหูหนวกเหรอ? ยังไม่รีบออกมาทำกับข้าว แกอยากให้พวกเราอดตายรึไง?”
จิ่งเยี่ยนกุยไม่สนใจ เธอหันไปส่องกระจกดูแผล พบว่าแผลของเธอเริ่มตกสะเก็ดแล้ว ตอนนี้ดีขึ้นเกือบเจ็ดถึงแปดส่วน และสีหน้าก็ดูดีขึ้นด้วย
เชิงอรรถ
[1] เตียงป๋าปู้ (拔步床) เป็เตียงแบบจีนโบราณขนาดใหญ่ นิยมกันมากในสมัยิและชิง เตียงจะประกอบด้วย 2 ส่วน มองจากด้านนอก จะเป็เตียงสี่เสาขนาดใหญ่ เมื่อเข้าไปด้านใน ส่วนของเตียงจะอยู่บนยกพื้นสูงประมาณ 2-3 ฟุต อีกชั้นหนึ่ง ล้อมรอบด้วยเสาสี่ข้างและรั้วเตี้ยๆแกะสลักอย่างงดงาม ตัวเตียงจะกลายเป็ห้องเล็กๆ ด้านหน้าเตียงสามารถวางชุดโต๊ะเก้าอี้เล็กๆไว้นั่งเล่นได้อีกด้วย
[2] ไม้จินซือหนาน (金丝楠木) ไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งที่เนื้อไม้มีลวดลายเหมือนดิ้นทอง นิยมนำมาทำโลงศพหรือเฟอร์นิเจอร์