จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับ ไม่ได้เป็เพียงแค่ภาพความสวยงามบนฟากฟ้ายามค่ำคืนอีกต่อไป แต่มันคือ "ความหวังเดียว" ที่เหลืออยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ย้อนกลับไปในอดีตกาล โลกสีน้ำเงินที่เคยอุดมสมบูรณ์ใบนี้ได้ก้าวมาถึงจุดวิกฤตขั้นสูงสุด ทรัพยากรธรรมชาติที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตนับพันล้านชีวิตถูกสูบขึ้นมาใช้จนแทบเหือดแห้ง ูเาที่เคยเต็มไปด้วยแร่ธาตุถูกขุดเจาะจนกลายเป็เพียงหลุมลึก พลังงานฟอสซิลและเชื้อเพลิงต่างๆ ร่อยหรอลงจนนำไปสู่ความขัดแย้ง ภัยแล้ง และความอดอยาก มนุษยชาติต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายว่า มารดาโลกที่โอบอุ้มพวกเขามาเนิ่นนานกำลังจะหมดลมหายใจ และทรัพยากรบนโลกใบนี้มีขีดจำกัดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ทว่า ใน่เวลาที่มืดมนที่สุดนั้นเอง ผู้นำจากหลากหลายประเทศทั่วโลกได้ตระหนักถึงสัจธรรมที่ว่า หากมนุษย์ยังคงแก่งแย่งชิงดี แบ่งแยกดินแดน กีดกันทางเชื้อชาติ และทำาเพื่อแย่งชิงเศษซากทรัพยากรที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด เผ่าพันธุ์มนุษย์จะต้องสูญสิ้นไปอย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน เมื่อพวกเขาแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า พวกเขากลับพบว่าในอวกาศอันเวิ้งว้างนั้น มีแร่ธาตุและแหล่งพลังงานมหาศาลซุกซ่อนอยู่ตามดวงดาวต่างๆ อย่างไม่มีวันหมดสิ้น ทรัพยากรเ่าั้มีมากพอที่จะหล่อเลี้ยงมนุษยชาติไปได้อีกนับล้านปี
ด้วยวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ ผู้นำของทุกประเทศจึงได้ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ พวกเขาละทิ้งทิฐิ ยุบพรมแดนที่เคยขีดกั้น ทำลายกำแพงแห่งความเกลียดชัง และหลอมรวมมนุษยชาติทั้งปวงให้กลายเป็หนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ เกิดเป็องค์กรปกครองส่วนกลางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์นามว่า "สหภาคีพิทักษ์เอกภพส่วนกลาง" (Central Galactic Safeguard Coalition - CGSC) องค์กรนี้ไม่ได้เป็เพียงแค่รัฐบาลเดียวที่ปกครองโลก แต่เป็สัญลักษณ์แห่งความปรองดอง สันติภาพ และความพร้อมที่จะนำพามวลมนุษยชาติก้าวขึ้นไปปกครองอวกาศ พวกเขาได้ประกาศยกเลิกระบบศักราชเดิมทั้งหมด และสถาปนาศักราชใหม่ขึ้นมาอย่างเป็ทางการภายใต้ชื่อ S.G.E. (Stellar Genesis Era) หรือ "ศักราชปฐมดารา" เพื่อเป็หมุดหมายแห่งการกำเนิดใหม่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์
ภายใต้การปกครองของสหภาคีพิทักษ์เอกภพส่วนกลาง โลกก้าวเข้าสู่ยุคแห่งเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ระบบการบริหารงานถูกจัดสรรอย่างเป็ระบบระเบียบและโปร่งใส โดยมีศูนย์กลางอำนาจและศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งโลกอยู่ที่ตำแหน่งผู้นำสูงสุด ซึ่งถูกขนานนามอย่างสมเกียรติว่า "องค์อัครดาริกาภิบาล" (The Supreme Stellar Archon) ตำแหน่งนี้ถือเป็จุดสูงสุดของห่วงโซ่การปกครอง และเป็ตำแหน่งที่สงวนไว้สำหรับ "ผู้หญิง" ที่มีความเพียบพร้อมในทุกๆ ด้านเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็สติปัญญาที่เฉียบแหลมหาตัวจับยาก รูปลักษณ์ที่งดงามราวกับเทพธิดาจำแลง และบุคลิกภาพที่สง่างามไร้ที่ติ
องค์อัครดาริกาภิบาลไม่ใช่แค่ผู้นำทางการเมือง แต่เธอคือสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ ความเมตตา และความหวัง ทุกครั้งที่เธอปรากฏตัว รอยยิ้มอันอ่อนโยนของเธอจะปลอบประโลมจิตใจของผู้คนนับหมื่นล้านคนให้หลอมรวมเป็หนึ่งเดียว เธอเปรียบเสมือนมารดาแห่งดวงดาวที่คอยชี้ทางสว่างให้กับมนุษยชาติ โดยมี "สภาอภิสิทธิ์ชนทั้ง 12" ซึ่งประกอบไปด้วยบุรุษผู้ทรงคุณวุฒิและเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ คอยทำหน้าที่เป็ฐานรากอันมั่นคง สนับสนุนการตัดสินใจ และช่วยบริหารจัดการนโยบายต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง การทำงานที่ผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความอ่อนโยนของผู้นำหญิงและความเด็ดขาดของสภาบุรุษ ทำให้รัฐบาลนี้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างท่วมท้น
เมื่อความสงบสุขบนโลกได้รับการการันตี เป้าหมายต่อไปก็คือดวงดาวอันห่างไกล รัฐบาลได้ทุ่มเทงบประมาณและทรัพยากรทั้งหมดเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ จนกระทั่งสามารถสร้างปาฏิหาริย์ทางวิทยาศาสตร์ได้สำเร็จ นั่นคือเทคโนโลยี "วาร์ปไดรฟ์" (Warp Drive) เครื่องยนต์สุดล้ำที่สามารถพับมิติและก้าวข้ามขีดจำกัดของความเร็วแสงได้ เทคโนโลยีนี้ได้เข้ามาแก้ปัญหาเื่ระยะทางอันมหาศาลในอวกาศ ทำให้การเดินทางไปยังระบบสุริยะอื่นที่เคยต้องใช้เวลาหลายร้อยปี หดสั้นลงเหลือเพียงไม่กี่เดือน นี่คือกุญแจสำคัญที่เปิดประตูสู่ยุคแห่งการบุกเบิกอวกาศอย่างแท้จริง
เพื่อรองรับการขยายตัวของมนุษยชาติ รัฐบาลได้จัดตั้งหน่วยงานปฏิบัติการอวกาศขึ้นมาหลายภาคส่วน เริ่มั้แ่ "หน่วยสำรวจ" แนวหน้าผู้กล้าหาญที่ทำหน้าที่สอดส่องและวิเคราะห์ดาวเคราะห์ดวงใหม่ ค้นหาแร่ธาตุหายากที่เหมาะสมแก่การนำกลับมาใช้ประโยชน์ ตามมาด้วย "หน่วยขุดเจาะ" ผู้เสียสละที่ต้องเดินทางไปตั้งถิ่นฐานและอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ที่ห่างไกลเป็เวลาหลายปี เพื่อสร้างเหมืองแร่และสกัดทรัพยากรล้ำค่าเ่าั้ออกมา
และที่สำคัญที่สุด ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเืใหญ่ของมวลมนุษยชาติก็คือ "หน่วยลำเลียง" หรือกองยานขนส่งอวกาศระดับแนวหน้า (Vanguard Class) หน้าที่ของพวกเขาคือการนำพาทรัพยากร แร่ธาตุ และพลังงานมหาศาลจากต่างดาวกลับคืนสู่มาตุภูมิ แม้เทคโนโลยีวาร์ปไดรฟ์จะก้าวหน้าเพียงใด แต่การเดินทางในห้วงอวกาศอันดำมืดก็ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงและอันตรายที่ไม่อาจคาดเดา ทว่าหน่วยลำเลียงเหล่านี้ก็ยังคงทำหน้าที่อย่างไม่ย่อท้อ พวกเขาเดินทางผ่านระบบวาร์ปไดรฟ์ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อหล่อเลี้ยงอารยธรรมมนุษย์ให้เจริญก้าวหน้า ด้วยความเสียสละนี้เอง กองยานลำเลียงจึงได้รับการยกย่องให้เป็เสมือน "ความหวัง" และ "ไอดอล" ของคนทั้งโลก
ในบรรดาผู้กล้าหาญเ่าั้ บุคคลที่ได้รับการจับตามองและเป็ที่พูดถึงมากที่สุดก็คือ "กัปตันยาน" ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของยานอวกาศแต่ละลำ พวกเธอคือผู้คุมพวงมาลัยแห่งโชคชะตา นำพาแร่ธาตุกลับมายังโลก หรือนำพากองกำลังพลไปบุกเบิกดาวดวงใหม่เพื่อสร้างอาณานิคม และที่น่าทึ่งก็คือ ตำแหน่งกัปตันและผู้ช่วยกัปตันของยานทุกลำ ล้วนถูกกำหนดให้เป็ "ผู้หญิง" ทั้งสิ้น
พวกเธอถูกคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถันจากหัวกะทิของสถาบันการบินอวกาศ ไม่เพียงแต่ต้องมีสติปัญญาเป็เลิศในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินและควบคุมระบบยานที่ซับซ้อนเท่านั้น แต่พวกเธอยังต้องมี "รูปร่างหน้าตาที่งดงามราวกับผลงานศิลปะชิ้นเอก" อีกด้วย กัปตันหญิงเหล่านี้คือสุดยอดมนุษย์ที่เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง การให้ผู้หญิงที่งดงามขึ้นมาเป็ผู้นำยานนั้น เป็กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดของรัฐบาลและหน่วยงานขนส่ง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดูดี สง่างาม และน่าเชื่อถือต่อสายตาของสาธารณชน
ทว่า เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนต่างรับรู้และซาบซึ้งใจก็คือ "ความงามของพวกเธอคือสิ่งจำเป็อย่างยิ่งในการทำภารกิจ" ในความเวิ้งว้างและอ้างว้างของอวกาศ ลูกเรือชายหลายสิบชีวิตต้องเผชิญกับความกดดัน ความเหนื่อยล้า และความโดดเดี่ยว การได้มีกัปตันหญิงที่งดงาม สง่างาม และมีรอยยิ้มที่สดใสเปล่งประกายคอยทำหน้าที่เป็ผู้นำ เปรียบเสมือนการมีแสงตะวันคอยส่องสว่างอยู่ในยาน ความงดงามและความอ่อนโยนของพวกเธอสามารถเยียวยาจิตใจที่เหนื่อยล้าของลูกเรือได้เป็อย่างดี เพียงแค่มองเห็นรอยยิ้มอันอบอุ่นของกัปตัน ลูกเรือทุกคนก็พร้อมที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจและถวายชีวิตเพื่อภารกิจอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เห็นพวกเธอปรากฏตัวผ่านสื่อ ไม่ว่าจะเป็เด็ก ผู้ใหญ่ ชาย หรือหญิง ต่างก็พากันตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น พวกเธอคือตัวแทนของความสมบูรณ์แบบ คือสัญลักษณ์ของอนาคตที่สดใส ทุกครั้งที่กัปตันและผู้ช่วยกัปตันก้าวเดินลงมาจากยานที่เพิ่งร่อนลงจอด พวกเธอจะสวมเครื่องแบบที่ดูดีมีระดับ ใบหน้าของพวกเธอล้วนประดับไปด้วยรอยยิ้มแย้มแจ่มใสที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ เป็รอยยิ้มที่บอกกับมนุษยชาติทุกคนว่า ตราบใดที่มีพวกเธออยู่ อนาคตของโลกใบนี้จะไม่มีวันพบกับความมืดมิดอย่างแน่นอน มนุษยชาติได้ก้าวเข้าสู่ยุคทองอันรุ่งโรจน์ และพวกเธอคือเทพธิดาผู้ปกปักษ์รักษาความฝันนั้นไว้ด้วยสองมือที่บอบบางแต่งดงามของพวกเธอเอง
ศักราชปฐมดารา (S.G.E.) ปีที่ 250 ณ มหานครศูนย์กลางแห่งโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าสูงตระหง่านเสียดแทงหมู่เมฆ ยานพาหนะต่อต้านแรงโน้มถ่วงสัญจรไปมาอย่างเป็ระเบียบตามเส้นทางแสงบนอากาศ วันนี้เป็วันที่บรรยากาศทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงจอแจของผู้คนนับล้านที่ออกมารวมตัวกันตามจัตุรัสและท้องถนน ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังหน้าจอโฮโลแกรมขนาดั์ที่ฉายภาพสามมิติอยู่บนผนังกระจกของตึกทุกแห่ง
ภาพบนหน้าจอคือ "เรน่า" องค์อัครดาริกาภิบาล หรือผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของโลก เธอยืนหยัดอยู่บนแท่นปราศรัยที่เปิดโล่งรับแสงตะวัน ใบหน้าของเธองดงามราวกับเทพธิดาที่ถูกปั้นแต่งโดย์ เส้นผมสีทองคำขาวสลวยยาวทิ้งตัวลงมาคลอเคลียกับแผ่นหลัง สะท้อนแสงเป็ประกายระยิบระยับ รอยยิ้มของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและอบอุ่นจนสามารถละลายหัวใจของผู้ที่ได้จ้องมอง
สิ่งที่ดึงดูดสายตาของประชาชนและเป็ที่กล่าวขานถึงอยู่เสมอคือเครื่องแต่งกายของเธอ ในฐานะผู้นำสูงสุด ชุดของเรน่าไม่ได้เป็สูททางการที่ดูแข็งกระด้าง แต่มันคือชุดเครื่องแบบที่ถูกออกแบบมาให้มีกลิ่นอายของ "ชนเผ่าดั้งเดิม" ผสมผสานกับวัสดุแห่งอนาคต เป็ชุดที่นุ่งน้อยห่มน้อยอย่างจงใจเพื่อแสดงออกถึงความงามอันบริสุทธิ์ของเรือนร่างสตรีตามอุดมคติของมนุษยชาติยุคใหม่
ท่อนบนของเธอเป็เพียงบราเซียโลหะสีทองอร่ามที่ถูกฉลุลายชนเผ่าอย่างประณีต มันโอบอุ้มและดันเต้าเนื้ออวบอิ่มขนาดใหญ่ของเธอให้ล้นทะลักออกมา เผยให้เห็นร่องอกลึกที่ขาวเนียนและเย้ายวนสายตา สายเดี่ยวเส้นบางๆ ที่คล้องคอและหลังแทบจะปิดบังความอุดมสมบูรณ์ของเรือนร่างเธอไว้ไม่มิด หน้าท้องของเธอแบนราบและเปลือยเปล่า อวดผิวพรรณที่ไร้ที่ติและสัดส่วนคอดกิ่ว ประดับประดาด้วยสร้อยเอวคริสตัลที่ส่องประกายยามที่เธอขยับตัว
ส่วนท่อนล่างเป็เพียงผ้าเนื้อบางเบาสีขาวบริสุทธิ์ที่ถูกตัดเย็บในลักษณะผ้าเตี่ยวหรือกระโปรงผ่าสูงถึงโคนขาทั้งสองข้าง เผยให้เห็นเรียวขายาวสวยและสัดส่วนของสะโพกที่ผายกว้างอย่างโจ่งแจ้ง ทุกครั้งที่สายลมพัดผ่าน ผ้าบางๆ นั้นจะแนบชิดไปกับเนินเนื้อสงวน หรือปลิวไสวอวดผิวเนื้อด้านในอย่างไม่อายใคร ประชาชนทั่วโลกต่างมองว่าการแต่งกายที่เปิดเผยเรือนร่างขององค์อัครดาริกาภิบาลนี้ คือสัญลักษณ์ของอิสรภาพ ความโปร่งใส และการหวนคืนสู่ธรรมชาติอันเป็ต้นกำเนิดของชีวิต เธอคือตัวแทนของมารดาผู้ให้กำเนิดที่งดงามอย่างไร้ที่ติ
เรน่ายิ้มแย้มแจ่มใส ดวงตาของเธอทอประกายความหวังก่อนที่เสียงอันไพเราะราวกับระฆังแก้วจะดังก้องไปทั่วทุกมุมเมือง
"ประชาชนชาวโลกทุกท่าน..." เสียงของเธอสะกดให้ทุกคนเงียบกริบและตั้งใจฟัง "ในขณะนี้ ยานขนส่งและสำรวจระยะไกล 'ออโรร่า-ไพร์ม' (Aurora-Prime) ได้เดินทางกลับมาถึงโอบกอดของโลกใบนี้แล้ว! พวกเขากลับมาพร้อมกับทรัพยากรและแร่ธาตุหายากมหาศาลที่จะมอบพลังงานให้กับพวกเราไปอีกนานแสนนาน ทรัพยากรเหล่านี้จะช่วยต่อยอดวิทยาการอันก้าวหน้าของเราได้อย่างรวดเร็ว มันจะช่วยให้เราสร้างยานอวกาศได้อีกนับร้อยลำ ช่วยในการตั้งอาณานิคมบนดาวเคราะห์ดวงอื่น และที่สำคัญที่สุด... มันจะช่วยให้เราสามารถนำพามนุษยชาติอย่างพวกเรา ก้าวขึ้นไปปกครองอวกาศอันยิ่งใหญ่ได้อย่างเต็มภาคภูมิในอนาคต!"
เรน่าผายมือออกไปเบื้องหน้า รอยยิ้มของเธอกว้างขึ้น "ดังนั้น ขอให้ทุกท่านร่วมกันสดุดีและเฉลิมฉลองให้กับการเดินทางอันกล้าหาญของคณะขนส่งชุดแรกในครั้งนี้!"
สิ้นเสียงของผู้นำสูงสุด ฝูงชนทั่วทั้งเมืองก็โห่ร้องะโด้วยความยินดี เสียงเฮฮาและเสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วทุกหัวระแหง สำหรับประชาชนทั่วไปแล้ว การเดินทางของกองยานขนส่งที่ต้องพึ่งพาระบบวาร์ปไดรฟ์เป็ภารกิจที่เสี่ยงตายและอันตรายอย่างยิ่งยวด แต่คนกลุ่มนี้ก็กล้าที่จะเอาชีวิตไปทิ้งไว้กลางอวกาศ และนำพาแร่ธาตุและทรัพยากรจำนวนมหาศาลกลับมาต่อลมหายใจให้โลกใบนี้อยู่เสมอ นับั้แ่ที่มนุษย์สามารถนำแร่ฮีเลียม-3 และแร่ธาตุพลังงานสูงอื่นๆ กลับมาจากดวงจันทร์และดาวเคราะห์ใกล้เคียงได้ ประชาชนก็ตระหนักได้ทันทีว่า เมื่อพวกเขาก้าวขึ้นสู่อวกาศ คำว่า 'ทรัพยากรหมดโลก' จะกลายเป็เพียงแค่อดีตที่ไม่มีวันหวนกลับมาอีกต่อไป
สักพัก ภาพหน้าจอบนตึกทุกแห่งก็ถูกตัดสลับไปเป็ภาพบรรยากาศสดที่ลานจอดยานอวกาศศูนย์กลาง ยาน 'ออโรร่า-ไพร์ม' ขนาดมหึมากำลังลดระดับและร่อนลงจอดบนลานกว้างอย่างช้าๆ ไอพ่นต่อต้านแรงโน้มถ่วงพ่นควันสีขาวโพลงปกคลุมไปทั่วบริเวณ โดยมีเรน่าในชุดชนเผ่าสีทองอร่ามยืนรอต้อนรับอย่างสง่างามอยู่ที่ปลายพรมแดง
ทันทีที่ประตูยานเปิดออกและสะพานทอดตัวลงมา เสียงฮือฮาของฝูงชนก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อ กัปตันหญิง ผู้บัญชาการยานและ ผู้ช่วยกัปตัน ก้าวเดินลงมาเป็คนแรก พวกเธอสวมเครื่องแบบนักบินอวกาศที่ถูกตัดเย็บมาให้เข้ารูป เน้นย้ำส่วนโค้งเว้าของสตรีเพศอย่างชัดเจน ดูเท่ ทะมัดทะแมง แต่ก็แฝงไปด้วยความเย้ายวนอย่างร้ายกาจ ตามหลังพวกเธอมาคือลูกเรือชายฉกรรจ์อีกกว่า 50 ชีวิตในชุดช่างเครื่องและทหารรักษาความปลอดภัย รูปร่างที่บึกบึนและหยาบกระด้างของลูกเรือชาย ยิ่งขับเน้นให้ความงามของกัปตันและผู้ช่วยหญิงดูโดดเด่นและสูงส่งราวกับนางฟ้าที่ลงมาโปรดสัตว์
กัปตันหญิงเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเรน่า เธอยิ้มรับการต้อนรับอย่างภาคภูมิ ก่อนจะยกมือขึ้นทำวันทยหัตถ์ทำความเคารพผู้นำสูงสุดอย่างแข็งขันและสง่างาม เรน่ายิ้มตอบและค้อมศีรษะให้เล็กน้อย ภาพของสองสตรีที่งดงามที่สุดในโลกยืนอยู่เคียงข้างกัน ทำให้ผู้คนทั่วโลกต่างมองด้วยความชื่นชมและหลงใหลราวกับต้องมนต์สะกด
ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอ ณ จัตุรัสใจกลางเมือง เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งกำลังขี่คอผู้เป็พ่อเพื่อดูการถ่ายทอดสดนั้นให้ชัดๆ เด็กน้อยมีเส้นผมสีเงินประกายสว่างที่โดดเด่นสะดุดตา ใบหน้าของเธอจิ้มลิ้มน่ารัก ผิวขาวอมชมพู ดวงตาสีอความารีนของเธอกำลังเบิกกว้างและทอประกายระยิบระยับด้วยความตื่นเต้น
"คุณพ่อคะ! พี่สาวกัปตันสวยจังเลยค่ะ!" เด็กหญิงตัวน้อยะโบอกพ่อแข่งกับเสียงเฮฮาของคนรอบข้าง ชี้มือเล็กๆ ไปที่หน้าจอด้วยความชื่นชม
ชายวัยกลางคนผู้เป็พ่อยิ้มกว้าง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรักขณะเงยหน้ามองลูกสาวบนบ่า "ใช่แล้วล่ะ พวกเธอสวยและเก่งกันทุกคนเลย"
เด็กหญิงผมสีเงินทำแก้มป่องทันทีเมื่อได้ยินคำตอบนั้น เธอแกล้งทำเสียงดุ "หนูจะฟ้องคุณแม่! ว่าคุณพ่อแอบชมผู้หญิงคนอื่นว่าสวย!"
พ่อหัวเราะร่วน รีบจับขาลูกสาวไว้แน่นขึ้น "โธ่ๆ อย่านะครับคนเก่ง พ่อแค่พูดความจริงเอง... ว่าแต่ เป็ไงล่ะลูก เอลิเซ่ของเราสนใจอยากจะเป็กัปตันยานอวกาศเท่ๆ แบบเขาบ้างไหมล่ะ?"
เด็กหญิงที่ชื่อ เอลิเซ่ หันกลับไปมองภาพหน้าจออีกครั้ง ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่รอยยิ้มอันสง่างามของกัปตันและเครื่องแบบที่ดูมีเกียรติเ่าั้ ก่อนจะพยักหน้ารัวๆ
"ค่ะ! หนูอยากจะเป็กัปตัน!" เอลิเซ่ตอบด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วและมุ่งมั่น "ชุดของพวกพี่สาวดูเท่มากเลย ยิ่งมารวมกับความสวยของพี่สาวกัปตันแล้ว หนูว่ามันยิ่งทำให้พวกเธอดูน่าหลงใหลมากค่ะคุณพ่อ!"
ผู้เป็พ่อค่อยๆ ยกลูกสาวลงจากบ่ามาอุ้มไว้ในอ้อมแขน เขาลูบศีรษะที่มีเส้นผมสีเงินนุ่มสลวยของเธอด้วยความเอ็นดู "ถ้าเอลิเซ่อยากจะเป็กัปตัน ลูกต้องตั้งใจเรียนให้เก่งมากๆ เลยนะลูก เพราะการสอบเข้าโรงเรียนการบินอวกาศมันโหดและยากมาก... แต่ถ้าเป็เื่ความสวยล่ะก็ พ่อมั่นใจว่าลูกสาวของพ่อผ่านฉลุยแน่นอน ก็ลูกน่ะได้รับความสวยมาจากแม่เต็มๆ เลยนี่นา"
เมื่อได้ยินคำว่า 'แม่' รอยยิ้มที่เบิกบานของเอลิเซ่ก็จางลงเล็กน้อย เธอช้อนสายตามองพ่อด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังปนเหงา "คุณพ่อคะ... วันนี้คุณแม่จะกลับมาทานมื้อเย็นกับพวกเราไหมคะ?"
รอยยิ้มบนใบหน้าของพ่อเปลี่ยนเป็ความเศร้าสร้อยบางเบา เขากระชับอ้อมกอดลูกสาวแน่นขึ้น "คงไม่หรอกมั้งลูก... แม่ของลูกน่ะ งานยุ่งจะตายไป"
เอลิเซ่ก้มหน้าลง ทำหน้าเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด พ่อจึงรีบเชยคางเธอขึ้นมาและพูดปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เอลิเซ่... แม่ของลูกทำงานในหน่วยงานระดับสูงของรัฐบาลนะ แม่ของลูกไม่ได้ทำงานแค่เพื่อครอบครัวเรา แต่แม่ทำงานเพื่อมนุษยชาติทั้งหมด หนูควรจะดีใจและภูมิใจในตัวแม่นะลูก... ถึงแม้ว่าบางครั้ง แม่อาจจะไม่ได้กลับมาหาลูกเป็เวลาหลายเดือน หรืออาจจะนานกว่านั้นก็ตาม"
คำพูดของพ่อแม้จะแฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่เด็กน้อยยังไม่เข้าใจ แต่เอลิเซ่ผู้ถูกปลูกฝังมาด้วยสื่อและโฆษณาชวนเชื่อที่สวยงามของโลกยุคนี้ ก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่ายแบบเด็กดี รอยยิ้มกลับคืนมาบนใบหน้าจิ้มลิ้มของเธออีกครั้ง
"ภูมิใจค่ะ! หนูภูมิใจมากที่เป็ลูกแม่!" เอลิเซ่กำหมัดเล็กๆ ทั้งสองข้างชูขึ้นฟ้า แววตาเด็ดเดี่ยว "โตขึ้นหนูจะเป็กัปตันให้ได้! หนูจะสวมเครื่องแบบเท่ๆ จะอุทิศตัวและเสียสละเพื่ออนาคตของมนุษยชาติ... ให้ไม่แพ้คุณแม่เลยคอยดูสิคะ!"
ผู้เป็พ่อยิ้มรับและลูบศีรษะลูกสาวด้วยความเอ็นดูและรักใคร่สุดหัวใจ ภายใต้แสงแดดอันอบอุ่นและเสียงโห่ร้องยินดีของฝูงชน ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ปณิธานอันบริสุทธิ์ของเด็กสาวผมสีเงินในวันนี้ จะนำพาเธอเดินก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเกียรติยศ... หรือขุมนรกที่มืดมิดที่สุดในห้วงอวกาศกันแน่