“ที่นี่คือที่ไหน ” มาวินมองไม่เห็นอะไร ทุกอย่างดำมืดไปหมด มีแต่ความเงียบและเสียงสะท้อนจากหัวใจ
ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังสับสน ไม่รู้จะไปทางไหน ความรู้สึกทางกายก็เริ่มกลับคืน และสิ่งแรกที่ได้ยินก็คือ……..
“ครืน..... ซ่า.....”
“เอ นี่มันเสียงฟ้าร้อง ฝนตกนี่นา”เด็กหนุ่มรำพันกับตัวเอง
“ก็ใช่น่ะซิ ฝนกำลังตก ตื่นได้แล้ว เ้าลิงหัวเขียว เช้านี้เราจะฝึกท่านั่งม้ากันในถ้ำ ”ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งแทรกเข้ามา กระแสนั้นห้าวใหญ่คล้ายผู้ชาย แต่ถ้าฟังให้ดี ก็มีเค้าของสตรีอยู่เหมือนกัน
“เอ๊ะ เสียงคุ้นๆแฮะ ใครน่ะ”มาวินถามกลับ เพราะดวงตายังคงฝ้าฟางด้วยอาการสะลึมสะลือ ทันใดนั้นเอง เด็กหนุ่มก็ได้รับบางสิ่งแทนคำตอบ
“โป๊ก.....”
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่น พร้อมความเ็ปบริเวณศีรษะ สิ่งนี้ทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัวและแหกปากเสียงดัง
“โอ๊ย..... มันเจ็บนะ ”
เด็กหนุ่มะโตัวลอย ดวงตาสว่างทันที พอจับโฟกัสได้ ก็พบว่าตนกำลังอยู่ในถ้ำกว้าง ส่วนบุคคลที่ยืนอยู่ไม่ห่างก็คือเด็กสาวร่างสูง
“ถ้านายไม่อยากเจ็บตัว ก็ลุกขึ้นมาฝึกได้แล้ว เข้าใจมั้ย เ้าลิงหัวเขียว”เด็กสาวปริศนาขู่อีกครั้ง น้ำเสียงจริงจัง
“จ้าๆ ยอมแล้วจ้า ดุเหลือเกิน เฮ้อ.....”เด็กหนุ่มหัวเขียวลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ตั้งท่านั่งม้า
เด็กสาวยืนกอดอกมองการฝึกอยู่เงียบๆ ก่อนแยกตัวไปนั่งขัดสมาธิที่มุมถ้ำ ทันทีที่เธอหย่อนกายลง ดวงตาก็ปิดสนิท
มาวินเห็นท่าทางที่เปลี่ยนไป ทว่าก็ไม่นึกแปลกใจ ด้วยเกือบเดือนที่ผ่านมา เขาเห็นเด็กสาวนั่งสมาธิแบบนี้อยู่หลายครั้ง เคยคิดจะถามเหมือนกันว่าทำอะไร แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เพราะขนาดถามในเื่ที่ง่ายกว่านั้นเช่น“เธอชื่ออะไร” แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ......ความเงียบ
มาวินตั้งท่านั่งม้าต่อไป เด็กหนุ่มไม่เข้าใจว่าการฝึกฝนแบบนี้มีผลดีอย่างไร สิ่งที่รู้มีเพียงอย่างเดียวก็คือมันเป็ท่าพื้นฐานของผู้ฝึกกังฟู ระยะหลัง เขาเริ่มชินกับการฝึกและสามารถตั้งท่าต่อเนื่องได้ถึงสามชั่วโมง
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง วัยรุ่นทั้งสองยังประจำอยู่คนละจุดด้วยกิริยาเดิมๆ ราวกับพวกเขาถูกสาปให้เป็หิน อึดใจต่อมา เด็กสาวก็ลืมตาขึ้น เธอพ่นลมหายใจแรงอยู่หลายที ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วเดินกลับมาหาเด็กหนุ่มที่กำลังฝึกท่านั่งม้า
ทันทีที่เด็กสาวหยุดยืนเบื้องหน้า ก็มองไปที่มาวิน เธอพบว่าเด็กหนุ่มกำลังเกร็ง เหงื่อสีใสไหลย้อยอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ยังคงอยู่ในท่านั่งม้าได้อย่างมั่นคงและแข็งแรง พอสองตาสบกันสีหน้าของนายลิงก็ส่อแววสงสัย เป็นัยจะถามว่า "มองหน้าชั้นทำไม ชั้นมีเขางอกบนหัวเหรอ"
“เอาล่ะ พอได้แล้ว พักซักครู่”เด็กสาวกล่าวแ่เบา แต่กระแสเสียงสะท้านไปทั่วบริเวณเนื่องจากทั้งคู่ยังอยู่ในถ้ำกว้าง และทันทีที่สิ้นคำ มาวินก็ทรุดกายลงมานั่งชันเข่า พลางเปิดปากบ่น
“เฮ้อ..... ไอ้ท่าที่เธอให้ชั้นฝึกเนี่ย มันชวนเมื่อยชะมัด”
เด็กสาวผู้เงียบขรึมไม่ตอบประการใด แต่หยิบเนื้อย่างรมควันออกจากย่าม แล้วโยนให้มาวินรีบส่งเสบียงเข้าปากโดยไม่ถามไถ่ เขาได้รับบทเรียนจากชีวิตลำเค็ญที่เคยเผชิญ ซึ่งมันมีชื่อว่า"ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ ก็อย่าเื่มาก"
ระหว่างที่เด็กสาวกำลังกินเนื้อย่างรมควัน สายตาก็มองมาที่มาวิน ถึงกระนั้น ผู้ถูกจับจ้องก็ไม่ใส่ใจ และยังคงสวาปามอาหารแห้งอย่างเอร็ดอร่อย
เวลาผ่านไปไม่นาน ฝนห่าใหญ่ก็หยุดตก ทั้งคู่เดินทางไปยังลานกว้างของน้ำตกใหญ่ พอประจันหน้ากัน เด็กสาวก็ร้องถามเสียงดัง
“พร้อมหรือยัง ”
“ถึงไม่อยากพร้อม ก็ต้องพร้อมล่ะนะ”เด็กหนุ่มมาดกวนตอบแหยงๆ ใจนึกเกลียดและกลัวการฝึกนี้มาก เพราะเกือบเดือนที่ผ่านมา เขาได้รับความเ็ปรวดร้าวจากหินก้อนเล็กๆมานับครั้งไม่ถ้วน
“งั้นก็ เริ่ม…”เด็กสาวส่งสัญญาณเตือน ก่อนหยิบหินมาก้อนหนึ่ง แล้วตวัดข้อมือ มันพุ่งตรงไปที่หน้าผากของเด็กหนุ่ม แต่ก่อนกระทบเป้าหมาย เขาก็โยกหลบได้แบบเฉียดฉิว
“ไม่เลวนี่ ” ใบหน้าเด็กสาวกระตุกนิดๆ ก่อนจะเอ่ยชม
“ฮ่าๆ ของมันแน่อยู่แล้ว ก็ชั้นเป็อัจฉริยะนี่นา เชื่อมั้ยเล่า สายตาของชั้น มันไวขั้นเทพ”มาวินคุยโม้โอ้อวดไปเรื่อยเปื่อย
“หึๆ ก็รอดูกันไป” เด็กสาวปริศนาพูดจบ เธอก็ฉวยจังหวะที่มาวินเผลอ เขวี้ยงหินใส่เด็กหนุ่มอีกครั้ง คราวนี้มันพุ่งไปที่หน้าอก
“เฮ้ย ” เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยง เพราะถูกโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว แต่เขาก็ยกแขนขึ้นปัดได้อย่างหวุดหวิด
“นี่เธอจะขว้างหินมา ก็ให้สุ้มให้เสียงกันมั่งดิ ชั้นเกือบปัดไม่ทันแล้วนะ”มาวินโวยใส่ น้ำเสียงดูขุ่นๆ
“หึๆ ดีมาก ตอนนี้นายเริ่มจับทิศทางการจู่โจมได้ มิหนำซ้ำ ยังมีสายตา ปฏิกิริยาที่ไวพอจะโต้ตอบความเร็วระดับนี้ ”เด็กสาวปริศนาไม่สนใจ เธอหัวเราะเบาๆ
“เอ๊ะ เอ่อ…คงงั้นมั้ง ” เด็กหนุ่มทำท่าจะโวยต่อ แต่ก็หยุดชะงักอย่างฉับพลัน เพราะไม่แน่ใจว่าเมื่อกี้ถือเป็คำชมมั้ย
“ดังนั้นแล้ว ชั้นจะยกระดับการฝึกไปอีกขั้น”สีหน้าของเด็กสาวปริศนาเรียบเฉย แววตาแทบไม่กะพริบ
“เอ่อ แล้วจะยกระดับยังไง”เด็กหนุ่มถามแบบกล้าๆกลัวๆ หัวสมองนึกภาพเด็กสาวกำลังยกหินหนักร้อยกิโล เพื่อเตรียมขว้างใส่เขา
“แบบนี้ไง ” เด็กสาวไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอตวัดข้อมือ เพื่อซัดหินออกไปอย่างรวดเร็ว
“เชอะ มันก็แบบเดิมๆนั่นแหละน่า”มาวินตอบยิ้มๆ พลางพลิกหลบหินที่พุ่งเข้ามาอย่างง่ายดาย ทันใดนั้นเอง
“โป๊ก ”
“โอ๊ย.....” เด็กหนุ่มร้องลั่น พร้อมผงะไปข้างหลัง เมื่อประสบกับหินก้อนที่สองพุ่งปะทะหน้าผาก แน่นอนว่ามันวิ่งตามหลังหินก้อนแรกมาติดๆ
เด็กสาวยืนมองมาวิน ที่ตอนนี้ก้มตัวลงกุมหน้าผาก พร้อมซู้ดปากด้วยความเ็ปใบหน้าของเธอเหมือนจะอมยิ้มนิดๆ ครู่หนึ่ง ปากกระจับก็อ้าออก เพื่อเอื้อนเอ่ยวาจา
“ชั้นยกระดับการฝึกให้นายด้วยการปาหินสองก้อนพร้อมกัน ”
“โห แล้วก็ไม่บอกกันก่อน อู้ย.....”มาวินคลำหัวเบาๆ พลางตัดพ้อต่อว่า
“นายพูดอย่างกับว่าถ้ารู้แล้ว จะป้องกันได้ทันอย่างงั้นแหละ”เด็กสาวเลิกคิ้วสูง
“ก็ใช่อ่ะดิ ถ้าแค่สองครั้ง ชั้นคิดว่าพอรับไหว”เด็กหนุ่มยิ้มนิดๆ แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“หึ ก็ลองดูกัน ”เด็กสาวตวัดข้อมือ เพื่อส่งหินออกไปอีกครั้ง
คราวนี้มาวินโยกหลบหินที่พุ่งเข้ามาได้อย่างสมบูรณ์ เสี้ยววินาทีต่อมา สายตาอันแหลมคมก็จับภาพหินก้อนที่สองได้ เป้าหมายของมันคือระหว่างคิ้ว
“อึ้บ ” มาวินเอียงหน้าหลบก้อนหินได้ทันท่วงที ทว่ามันได้พุ่งถากแก้มซ้ายจนก่อให้เกิดแผลเล็กๆ คล้ายโดนมีดคมกรีดใส่
สิ้นสุดการโจมตีระลอกแรก ทั้งคู่ถึงกับยืนนิ่ง เด็กสาวปริศนาดูเหมือนจะในิดๆกับพัฒนาการที่ค่อนข้างไวของมาวิน ครู่หนึ่งก็เอ่ยชม
“ถือว่าพอใช้ได้นะ ”
“ฮะๆ ” เด็กหนุ่มหัวเราะชอบใจ แต่ครั้งนี้สายตาเรียวจับจ้องมือของเด็กสาวตลอด เพราะกลัวโดนโจมตีทีเผลอเหมือนครั้งก่อน
“เเต่ยังไม่พอนะ จะให้ดี นายต้องหลบการโจมตีชุดนี้ให้ได้ซะก่อน”เด็กสาวกล่าวเนือยๆ พอจบประโยค เธอก็ถลึงตาขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนปล่อยะุหิน
มาวินพลิกซ้ายพลิกขวา เพื่อหลบหินสองก้อนที่พุ่งเข้ามา แต่ทันใดนั้น…..
“โป๊ก ”
“โอ๊ย.....” มาวินร้องโอยด้วยความเ็ป พร้อมทรุดกายลงไปกุมหน้าแข้ง ด้วยถูกหินก้อนที่สามพุ่งปะทะ
“ชุดนี้คือการโจมตีสามครั้งติด ”เด็กสาวอธิบาย ท่าทางสะใจนิดๆที่ทำให้มาวินเ็ปได้
“อู้ย.... โอเค จัดมาเลย”เด็กหนุ่มค่อยๆหยัดยืน พร้อมตั้งสติ เพื่อเตรียมหลบการโจมตีครั้งต่อไป
มาวินตั้งอกตั้งใจเป็อย่างยิ่ง แต่ก็ถือว่าเป็งานที่ยาก เพราะหินทั้งสามก้อนแทบจะพุ่งกระทบเป้าหมายในเวลาเดียวกัน ทำให้มองทิศทางการจู่โจมไม่ทัน เด็กหนุ่มมักจะตกม้าตายตรงหินก้อนที่สามเสมอ ตามร่างกายเริ่มมีรอยฟกช้ำให้เห็น การฝึกดำเนินไปได้สองชั่วโมงเศษ ก็เป็อันสิ้นสุด
“เอาล่ะ จบการฝึก พักซักครู่และกินอาหารกลางวัน”เด็กสาวพูดจบ เธอก็เดินไปที่แอ่งน้ำใสไหลเย็น
“เฮ้อ.......” เด็กหนุ่มทรุดกายลงนั่งชันเข่า ท่าทางเหนื่อยอ่อน
ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังพักอยู่นั้น เขาก็จับจ้องทุกการกระทำของเด็กสาว ซึ่งตอนนี้ กำลังยืนตัวตรงแน่วอยู่ที่ริมแอ่งน้ำอันลึกประมาณเข่า
เด็กสาวจับจ้องปลาที่ว่ายวนอยู่ในแอ่ง วินาทีต่อมา ดวงตาก็เปล่งประกายแรงกล้า ฝ่ามือที่รวดเร็วปานสายฟ้าพุ่งเสียบไปที่เป้าหมายหนึ่งครั้ง ก่อนหยุดชะงัก ไม่นาน ปลาหน้าตาประหลาดตัวย่อมๆก็ลอยขึ้นมานอนตายบนผิวน้ำ
มาวินเห็นการจับปลาขั้นเทพมาเกือบเดือน เขาจับจุดได้ว่าการทำแบบนี้ จำเป็ต้องมีสายตาและมือที่ว่องไว แถมต้องจับการเคลื่อนไหวของเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ่เวลาที่ผ่านมา เด็กหนุ่มอดอาหารกลางวันเกือบทุกมื้อ มีแค่เมื่อวานที่ดันฟลุ๊คแทงโดนจนปลาลอยขึ้นมานอนตาย แต่กว่าจะทำสำเร็จ ก็เกือบหมดเวลาพัก
“เอาล่ะ ตานายแล้ว”เด็กสาวหิ้วปลาหน้าตาประหลาดขึ้นมา พร้อมพยักหน้าเป็สัญญาณให้เด็กหนุ่มไปจับปลาบ้าง
“อืม......” เด็กหนุ่มรับคำ ท่าทางไม่ค่อยมั่นใจ
ทันทีที่มาวินประจำที่ เขาก็ตั้งสติ เพื่อเพ่งมองการเคลื่อนไหวของฝูงปลา ซึ่งกำลังว่ายเวียนวนอยู่ในน้ำใส เขาไม่มีปัญหาด้านจับการเคลื่อนไหว แต่ที่ยังทำได้ไม่ดีคือความไว ทุกครั้งที่ทิ่มฝ่ามือลงไป ปลายนิ้วมักแฉลบพื้นผิวที่เป็มันแผล็บของปลาหน้าตาประหลาดทุกที
“ย่ะ......” ครั้งนี้เด็กหนุ่มมาแผนใหม่ นั่นก็คือเมื่อดวงตาจับเป้าหมายที่้าสังหารได้ เขาก็พุ่งฝ่ามือออกมาแบบรัวๆ
“โจมตีถี่แบบนี้ มันต้องโดนเข้าซักตัวล่ะน่า”เด็กหนุ่มคิดในใจ
ในระยะแรก มาวินทำได้ดีเลยทีเดียว หลายฝ่ามือถูกปลาหน้าตาประหลาดเข้าอย่างจังกระนั้นมันก็ไม่คมพอจะปลิดชีวิต
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง มาวินยังจับปลาไม่ได้เลย เขาปลงตกจนย้ายมานอนแผ่หลาสิ้นท่าตรงริมตลิ่ง ทรวงอกสะท้านขึ้นลงตามจังหวะหายใจ
“แฮ่กๆ บ้าชะมัด สงสัยวันนี้อดกินปลาตามเคย ”เด็กหนุ่มรำพันกับตัวเองเบาๆ แต่ทันทีที่พูดจบ ดวงตาก็เบิกโพลงขึ้นมา คล้ายว่านึกอะไรขึ้นมาได้
“ใช่แล้ว เยี่ยมไปเลย ฮ่าๆ”เด็กหนุ่มดีดตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เขาก้มลงไปเก็บหินก้อนเล็กๆที่อยู่บริเวณนั้นขึ้นมากอบในวงแขน จากนั้นก็วิ่งกลับไปที่แอ่งน้ำ
มาวินจ้องมองปลาที่ว่ายไปมา พอดวงตาจับโฟกัสได้อย่างแม่นยำ เด็กหนุ่มก็ซัดหินด้วยการตวัดมือขวา ทันทีที่กระทบถูก คลื่นน้ำก็พุ่งสูงตามแรงกระแทก คล้ายถูกะเิมือขนาดจิ๋ว ครู่หนึ่ง ปลาตัวนั้นก็ลอยขึ้นมานอนตายบนผิวน้ำ
“ฮ่าๆ สำเร็จแล้ว ย้าฮู้”เด็กหนุ่มะโตัวลอย ท่าทางดีใจสุดขีด นี่เป็ครั้งแรกที่สามารถจับปลาด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
เมื่อเห็นลูกศิษย์ใช้วิธีพลิกแพลงจนสามารถเอาตัวรอดจากโจทย์ที่เธอตั้งได้ เด็กสาวปริศนาก็เริ่มยิ้มออกมานิดๆ
………………………
เวลาล่วงเข้าสู่่บ่าย การฝึกฝนกระบวนท่าได้เริ่มต้นขึ้น มาวินฝึกเพลงหมัดแมวป่า ซึ่งเป็พื้นฐานของวรยุทธ์สายความเร็วอย่างขะมักเขม้นจนก้าวหน้าไปมาก ตอนนี้เขาสามารถฝึกได้ถึง6กระบวนท่าแล้ว
มาวินพลิกซ้ายขวาสลับพุ่งตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ฝ่ามือกับฝ่าเท้าดูกวัดแกว่งอย่างไร้แบบแผน แต่ในความเป็จริง มันเป็ไปตามกระบวนท่าที่ได้รับการถ่ายทอด
เด็กสาวปริศนายืนดูการฝึกอยู่ไม่ห่าง สายตาส่อแววชื่นชม เพราะมาวินเรียนรู้วิชาได้อย่างรวดเร็ว เพียงไม่ถึงเดือน เด็กหนุ่มก็สามารถฝึกเพลงหมัดแมวป่าได้ถึงครึ่งทาง ซึ่งถ้าเป็คนทั่วไป กว่าจะถึงขั้นนี้ ต้องใช้เวลานับปี
มาวินร่ายรำั้แ่กระบวนท่าที่หนึ่งจนถึงกระบวนท่าที่หก โดยใช้เวลาราวๆ10นาทีเศษ หลังเสร็จสิ้น เขาก็หันไปสอบถามอาจารย์สาวรุ่นเดียวกัน
“เฮ้ เป็ไงบ้าง การฝึกของชั้นโอเคมั้ย มีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า”
เด็กสาวปริศนาสะดุ้งนิดๆ คล้ายว่าเพิ่งตื่นจากภวังค์ พอตั้งสติได้ เธอก็ตอบกลับช้าๆ แต่ชัดเจน
“ นายวางท่วงท่าได้ถูกต้องจนเกือบสมบูรณ์แล้ว ”
“หือ..... เกือบสมบูรณ์ ” สีหน้าของมาวินส่อเค้าไม่พอใจ เพราะเขาคิดว่ากระบวนท่าที่ร่ายรำน่าจะเข้าขั้นเพอร์เฟค
“ แม้ท่าร่างจะถูกต้อง แต่ขาดความหนักแน่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ต้องใช้เวลาในการสั่งสม”เด็กสาวตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“หมายความว่าการออกกระบวนท่าของชั้นไม่แข็งแรงพอ ”มาวินเลิกคิ้วสูงและเท้าสะเอวถาม กิริยาออกไปทางกวนเบื้องต่ำ
“ก็ประมาณนั้นแหละ ” เด็กสาวตอบกลับ
“จะให้กระบวนท่ามั่นคงและแข็งแรง ก็ต้องฝึกมากๆกับฝึกนานๆ”มาวินถามกลับ คราวนี้ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็กังวลใจเล็กน้อย
“ใช่ ” เด็กสาวตอบสั้นๆ
“ต้องฝึกนานเท่าไหร่ ถึงจะพอใช้ได้”มาวินถามอีกครั้ง ถึงตอนนี้ ใบหน้าเรียวเริ่มเหยเก
“กะคร่าวๆ อย่างเร็วสุดก็น่าจะประมาณ1-5 ปี อย่างช้าก็สิบปี”เด็กสาวตอบกลับแบบไม่ต้องคิด
ทันทีที่ได้รับฟัง เด็กหนุ่มก็ะโโลดเต้นไปมารอบลานกว้าง ราวกับคนบ้า บางครั้งก็แหกปากะโเสียงดัง
“จ้าก ไม่เอา ให้อยู่ที่นี่นานขนาดนั้น ไม่เอา”
เมื่อเด็กสาวเห็นอาการคล้ายวิกลจริตของอีกฝ่าย เธอก็ผวาเล็กน้อย พอตั้งสติได้ ก็ร้องบอกเสียงเข้ม
“เงียบซะ เ้าลิงหัวเขียว”
แม้เด็กสาวจะะโดัง แต่ก็ไร้ผล มาวินยังคงสติแตก คลุ้มคลั่งและวิ่งวนไปมา ครู่หนึ่ง เธอก็เหมือนจะปลงตก จึงย้ายไปนั่งที่โขดหินใต้ร่มไม้ เพื่อรอให้เด็กหนุ่มหายบ้า
เวลาผ่านไปพักใหญ่ มาวินก็ค่อยๆเดินคอตก ลิ้นห้อยมาหาเด็กสาว จากนั้นก็เอ่ยถามเสียงอ่อย ท่าทางเหนื่อยอ่อน
“นี่เธอมีทางลัดในการฝึกมั้ย ชั้นไม่มีเวลาอยู่ที่นี่นานขนาดนั้นหรอก”
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมอง เธอดูมึนงงเล็กน้อยกับคำถามแปลกๆของมาวิน แต่ก็ไม่สงสัยมากนัก เพราะ่เวลาหนึ่งเดือนที่อยู่ร่วมกันมา ทำให้พอรู้ว่าเด็กหนุ่มเป็คนประหลาด ซนเป็ลิงและรอไม่เป็ จึงขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับ
“ ถ้าจะฝึกกระบวนท่าให้เกิดความมั่นคงแข็งแรงโดยเร็ว ก็พอมีทาง นั่นก็คือนายต้องฝึกกำลังภายในควบคู่ไปด้วย ”
“โห.... อย่างกับหนังจีนกำลังภายในเลย เท่ชะมัด ฝึกยังไง เธอช่วยสอนชั้นทีดิ อยากเก่งแล้ว เอาเลย ” มาวินโพล่งขึ้นมาด้วยความดีใจ พลางเร่งเร้าเด็กสาวให้ช่วยฝึกฝน
เด็กสาวมองหน้ามาวินนิ่ง ดวงตาแฝงแววกลัดกลุ้ม ซึ่งเด็กหนุ่มก็พอจะจับความรู้สึกได้เลยนึกแปลกใจในท่าทีของอาจารย์สาววัยเดียวกัน และคาดว่าการฝึกกำลังภายในน่าจะอันตรายพอสมควร
“เอ่อ ตกลง เราจะฝึกกำลังภายในกันยังไง”
“ชั้นสอนให้นายก็ได้ แต่ต้องฝึกตามอย่างเคร่งครัด ห้ามออกนอกลู่นอกทางหรือพลิกแพลงเหมือนที่ผ่านมาโดยเด็ดขาด เข้าใจมั้ย”เด็กสาวตัดสินใจบอก น้ำเสียงจริงจังเป็ที่สุด
“เอ่อ.....มีคำถาม ” เด็กหนุ่มยกมือขึ้นทันที หน้าตาออกไปในทางเหลอหลา
“เฮ้อ..... ว่ามา ” เด็กสาวกุมขมับ คล้ายคนที่กำลังจะเป็ไมเกรน สาเหตุที่เธอไม่อยากฝึกกำลังภายในให้ ก็เพราะอุปนิสัยประหลาดของมาวินนี่แหละ
“ถ้าฝึกพลาดหรือมั่ว ผลจะเป็ยังไง”เด็กหนุ่มถาม
“พลาดนิดหน่อยก็าเ็สาหัส พลาดปานกลางเป็บ้าหรือพิการ หนักที่สุดก็คือ…….”เด็กสาวเน้นคำ หวังปรามให้เด็กหนุ่มอย่ามั่วกับการฝึกกำลังภายในเด็ดขาด
“หนักสุดคืออะไร ” มาวินลุ้นคำตอบจนตัวโก่ง
“ตาย ” เด็กสาวตอบกลับดุดัน ทำให้มาวินผวาเฮือกใหญ่ ใบหน้าเจื่อนลงและขอยกเลิกการฝึกทันที
“งั้นชั้นถอนตัวจากการฝึกแล้วกัน เหอๆ ไม่เป็ไร ความเก่งมันรอกันได้ เพิ่มเวลาฝึกอีกนิดหน่อย จะเป็ไรไป ฮะๆ ”
“ใจเย็นน่า เพียงหกกระบวนท่าที่ฝึกมา นายก็พอจะเอาตัวรอดได้ ถ้าเจอศัตรูหรือมอนสเตอร์ที่เลเวลไม่สูงนัก ”เด็กสาวให้กำลังใจ
“ครับๆ คุณนายจัน เฮ้ย ไม่ใช่สิ อาจารย์”เด็กหนุ่มตอบกลับแบบกวนๆ เขาเผลอหลุดปากเรียกกังฟูสาวว่า “คุณนายจัน” ซึ่งเป็สรรพนามที่ใช้ล้อเลียนเพื่อนสาวคนสนิทบนโลก สาเหตุที่เป็เช่นนั้น เพราะเธอและจันมีใบหน้าที่คล้ายกันมาก ชนิดที่ถ้าจะพูดว่าเป็คนๆเดียวกัน ก็ไม่ใช่เื่เกินจริง
……………………….
ยามค่ำคืนกลางป่าที่เงียบสงัด เสียงแมลงดังระงม ราวกับดนตรีขับกล่อม รอบด้านดูมืดสนิท มีเพียงกองไฟดวงใหญ่ที่คอยให้แสงสว่างและความอบอุ่นอยู่บริเวณหน้าถ้ำ อันเป็ที่อยู่อาศัยของสองวัยรุ่น
เด็กวัยรุ่นทั้งสองนั่งผิงกาย คลายความหนาวอยู่ข้างกองไฟ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบงัน ครู่หนึ่ง เด็กหนุ่มก็เป็ฝ่ายเอ่ยปาก
“นี่ก็ใกล้จะครบหนึ่งเดือนแล้ว เธอจะทำยังไงต่อไป”
“เราก็แยกกัน ชั้นไปตามทางของชั้น นายไปตามทางของนาย”เด็กสาวตอบเรียบเฉย ท่าทางดูแล้งน้ำใจยังไงชอบกล
“ อืม......” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำ จากนั้นทั้งคู่นั่งก็ไม่เอื้อนเอ่ยคำใดต่อกัน อึดใจต่อมา เด็กหนุ่มก็ถามต่อ
“ว่าแต่ทำไม เราต้องแยกจากกัน ไปด้วยกันก็ได้นี่ ยังไงซะ ชั้นก็ไปแคว้นเยอมาเนียไม่ถูกอยู่แล้ว”
“นั่นเป็ปัญหาของนาย ไม่ใช่ของชั้น”เด็กสาวตัดบท น้ำเสียงเครียดขึ้ง
มาวินสะดุ้งกับคำตอบที่ไร้น้ำใจและรุนแรง เด็กหนุ่มก้มหน้ารับคำ พลางตอบกลับมาเบาๆด้วยอาการเซื่องซึม
“เข้าใจแล้ว ถึงยังไงเธอก็ไม่ใช่จัน แม้ว่าหน้าตาจะเหมือนเพื่อนของชั้นก็ตามที”
เด็กสาวเหลือบมองเด็กหนุ่มที่ตอนนี้ออกอาการหงอย แววตาและสีหน้าของเธอกลับดูอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาด ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ คล้ายว่าเผลอตัว
“เพื่อนของนายมีหน้าตาที่คล้ายชั้นขนาดนั้นเลยเหรอ ”
มาวินชำเลืองมองใบหน้าของเด็กสาวนิดนึง ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่นิ่มนวลจนไม่น่าเชื่อว่าคนซนๆอย่างเขาจะทำแบบนี้ได้
“ จะว่าไป มันไม่ใช่แค่คล้ายหรอก ความจริงคือเธอกับจันเหมือนกันอย่างกับแกะ แถมนิสัยใจคอก็ยังคล้ายกันอีก โดยเฉพาะ…..”
“เฉพาะอะไร ” เด็กสาวถามต่อ
มาวินเงยหน้าขึ้นมา แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยประกายลึกซึ้ง คล้ายอยากจะปลดปล่อยความห่วงหาอาลัยออกมาให้หมด ทำเอาเด็กสาวถึงกับชะงักงันและจ้องกลับไม่วางวายก่อนจะยกมือขวาขึ้นแตะหน้าอกข้างซ้าย พร้อมเอื้อนเอ่ยวาจาด้วยกระแสเสียงที่แ่เบา
“โดยเฉพาะตรงนี้ของเธอและจัน มันอบอุ่นมาก”
พอกล่าวจบ เด็กหนุ่มก็ก้มลงเล็กน้อย ใบหน้าเรียวเล็กที่เคยทะเล้นแปรเปลี่ยนเป็เคลิ้มฝันกับอดีตที่แสนสุข
"เอ แต่เท่าที่จำได้ ชั้นเพิ่งปฏิเสธนายนะ แล้วแบบนี้จะบอกว่าอบอุ่นได้อีกเหรอ"เด็กสาวค้าน เพราะสิ่งที่มาวินกล่าวมา ดูย้อนแย้ง ทว่าเด็กหนุ่มหัวเขียวไม่ตอบคำในทันที เขามองหน้ากังฟูสาวนิ่งๆ พร้อมยิ้มให้เล็กน้อย จากนั้นก็ล้วงลึกถึงความในใจ
"ถึงจะดูเ็าที่ไม่ยอมช่วยเหลือให้ตลอดรอดฝั่ง แต่ลองคิดให้ดี เธอช่วยฝึกวิชาให้ชั้นที่เป็คนแปลกหน้าถึงหนึ่งเดือนเต็ม เพียงเพื่อเพิ่มโอกาสให้ชั้นอยู่รอด โดยที่ตัวเองไม่ได้อะไรเลย แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าหัวใจอบอุ่น แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะ"
ทันทีที่ได้รับคำตอบ เด็กสาวก็ถึงกับนิ่งอึ้งอย่างฉับพลัน เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะคิดแบบนี้ แต่ก่อนจะได้ตอบคำใด มาวินก็เสริมขึ้นมาอีก
"เธอน่าจะมีเหตุผลที่ทำให้อยากเดินทางคนเดียว แต่ไม่ว่าเป็เพราะอะไร ชั้นเชื่อว่ามันมาจากความหวังดีของเธออย่างแน่นอน"มาวินแหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้า ใบหน้าเรียวเล็กแย้มยิ้มนิดๆ เพราะเ้าตัวรู้สึกปลอดโปร่งที่ได้ปลดปล่อยทุกสิ่งที่ค้างคาในจิตใจ
เวลาแห่งความเงียบงันผ่านไปนานพอสมควร เมื่อมันถึงจุดอิ่มตัว เด็กสาวปริศนาก็เอ่ยถามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“นายคิดถึงจัน คนรักของนาย ใช่มั้ย….”
“ใช่….เฮ้ย ไม่ใช่ ใครจะไปคิดถึงยัยผู้หญิงบ้าพลัง ชั้นแค่อยากกลับไปเล่นเกมคอมพิวเตอร์ต่างหากเล่า”เด็กหนุ่มเผลอตอบรับ แต่พอนึกขึ้นมาได้ ก็รีบปฏิเสธโดยไว ท่าทางเขินอาย
“ฮะๆ นายนี่ล่ะน้า ปากไม่ตรงกับใจ ว่าแต่เกมคอมพิวเตอร์คืออะไร”เด็กสาวปิดปากหัวเราะ อันผิดกับกิริยานิ่งขรึมที่ผ่านมา ถึงกระนั้นก็ดูสดใสสมวัย
“ ชั้นไม่พูดกับเธอแล้ว นอนดีกว่า พรุ่งนี้ยังมีการฝึกรออยู่ เชอะ ”มาวินแกล้งหัวเสีย จากนั้นก็ล้มตัวลงนอน พร้อมหันหลังให้เด็กสาวปริศนา
เด็กสาวนั่งชันเข่า ดวงตาเหม่อมองเด็กหนุ่มที่นอนหันหลัง เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็ได้ยินเสียงกรนที่แ่เบา
“ครอก.......ฟี้.......”
เด็กสาวดูแปลกใจ เธอนึกสงสัยว่าทำไมเด็กหนุ่มตรงหน้าถึงได้เปลี่ยนอารมณ์รวดเร็วปานนี้ เมื่อกี้เพิ่งพูดคุยในเื่ซึ้งใจ พักเดียวพวกหลับผล็อยหน้าตาเฉย สุดท้ายก็แอบอมยิ้มนิดๆ พร้อมกล่าวเบาๆแค่พอได้ยิน
“ พักผ่อนซะนะ เ้าลิงหัวเขียว ”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
