หลินกั๋วเซิ่งกินอิ่มหนำสำราญแล้วก็ลุกขึ้นบิดี้เี จากนั้นก็สะบัดก้นเดินหนีไปดื้อๆ
ทิงเสวี่ยมองแผ่นหลังกว้างของเขาแล้วเบ้ปาก สังหรณ์ใจว่าลูกชิ้นเนื้อกระต่ายที่เหลือของบ้านเธอ คงจะอยู่ไม่ถึงเย็นนี้แน่
ทิงเสวี่ยไม่ค่อยชอบกินเนื้อกระต่าย แต่เธอรู้ว่าพ่อกับอาสามชอบ ยิ่งวันนี้ลูกชิ้นรสชาติดีเป็พิเศษ พวกเขาจึงเจริญอาหารกันมาก
ยังเหลือลูกชิ้นอยู่อีกราวสามสิบกว่าลูก ทิงเสวี่ยรีบนำไปเก็บซ่อนทันที
ผ่านไปไม่ถึงห้านาที จางเสี่ยวเสียก็พาหลินหงเหมยกับหลินหงจวินมาที่บ้าน ทันทีที่ก้าวเข้ามา หลินหงจวินก็ะโลั่น “ผมจะกินลูกชิ้นเนื้อกระต่าย!”
หลินกั๋วผิงจึงรีบบอกให้ทิงเสวี่ยไปเอาลูกชิ้นออกมาต้อนรับ
ทิงเสวี่ยซึ่งเตรียมการณ์ไว้แล้ว ยกชามเล็กๆ ใบหนึ่งออกมาจากตู้กับข้าว เสร็จแล้วก็จัดการล็อกกุญแจตู้ทันที
จางเสี่ยวเสียเห็นทิงเสวี่ยล็อกตู้กับข้าวก็อดถามไม่ได้ “เสียวเสวี่ย อยู่ดีๆ จะล็อกตู้กับข้าวทำไม?”
“่นี้บ้านหนูมี ‘หนู’ เยอะค่ะ กลัวว่าถ้าไม่ล็อกตู้ ของข้างในจะถูกพวกหนูขโมยไปกินหมด” ทิงเสวี่ยพูดไปพลางยิ้มหวานหยดย้อยไปพลาง
จางเสี่ยวเสียไม่ใช่คนโง่ มีหรือจะฟังไม่ออกว่าทิงเสวี่ยกำลังพูดจาเหน็บแนม?
ทันทีที่เห็นชามใบเล็กซึ่งมีลูกชิ้นเนื้อกระต่ายอยู่เพียงสิบกว่าลูก หลินหงเหมยก็ขมวดคิ้วมุ่น “เสียวเสวี่ย ลูกชิ้นแค่นี้ไม่พออุดซอกฟันพวกเราด้วยซ้ำ นี่เธอทำเหมือนบริจาคทานให้ขอทานหรือไง?”
ทิงเสวี่ยยิ้มบางๆ ให้หลินหงเหมย แล้วชี้ไปที่ลูกชิ้นเนื้อกระต่ายลูกกลมโตส่งกลิ่นหอมฉุยในชาม ก่อนเอ่ยสวนกลับไปว่า “ที่บอกว่าไม่พออุดซอกฟันเนี่ย ฟันพี่คงจะห่างมากเลยสินะ ถ้าฟันพี่ห่างขนาดที่ยัดลูกชิ้นเข้าไปได้ทีละสองลูกจริงละก็ ฉันจะยกขนมทั้งหมดที่มีให้พี่กินเลยเอ้า”
หลินหงเหมย “...”
หลินหงจวินใช้มือที่เปรอะเปื้อนคว้าลูกชิ้นในชามขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย ฝ่ายหลินหงเหมยก็ไม่ยอมน้อยหน้า รีบหยิบยัดใส่ปากทีเดียวสองลูก
เดิมทีจางเสี่ยวเสียกะว่าจะกินหลายลูก แต่เห็นปริมาณที่มีอยู่น้อยนิด เธอจึงหยิบกินแค่ลูกเดียวพอให้หายอยาก ที่เหลือปล่อยให้ลูกชายลูกสาวกิน
“หงเหมย แกกินน้อยๆ หน่อย เหลือให้น้องชายแกกินเยอะๆ” ในใจของจางเสี่ยวเสีย ลูกสาวจะสำคัญเท่าลูกชายได้อย่างไร เธออยากยกมื้ออร่อยที่เหลือทั้งหมดให้ลูกชาย ส่วนลูกสาวได้กินไปสองลูกก็นับว่ามากพอแล้ว
หลินหงเหมยรับคำอย่างไม่เต็มใจนัก อะไรๆ ก็ต้องเสียสละให้น้องชาย มีแต่เื่ทำงานเท่านั้นแหละที่น้องชายไม่เคยมาแย่งทำ
การที่ไม่ได้เกิดเป็ผู้ชาย คือปมด้อยที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของหลินหงเหมย
ทิงเสวี่ยเห็นญาติผู้พี่ผู้น้องและป้าสะใภ้ที่เอาแต่ได้ครอบครัวนี้แล้วก็รู้สึกรำคาญจนถึงที่สุด
“อารองครับ ยังมีลูกชิ้นอีกไหม?” หลินหงจวินมองหลินกั๋วผิงตาละห้อย แม้เขาจะกินไปเยอะที่สุดแล้วแต่ก็ยังไม่อิ่ม
“หมดแล้ว ถ้ายังกินไม่อิ่มก็ไปบอกให้พ่อแกขึ้นเขาไปจับกระต่ายมาทำให้กินสิ บนเขามีกระต่ายเยอะแยะ ถ้าขยันหน่อยรับรองจับได้แน่ จริงไหมครับพี่สะใภ้?”
เดิมทีหลินกั๋วผิงคิดว่ายอมให้ครอบครัวพี่ใหญ่เอาเปรียบบ้างก็ไม่เป็ไร ยังไงก็คนกันเอง ลูกสาวเขาไม่มีพี่น้องแท้ๆ ในอนาคตก็ยังต้องพึ่งพาอาศัยสนิทสนมกับสองพี่น้องหงเหมยหงจวินอยู่ดี แต่หลังจากถูกทิงเสวี่ยกรอกหูอยู่ทุกวัน เขาก็เริ่มตระหนักว่าตัวเองมองโลกในแง่ดีเกินไป
ครอบครัวพี่ใหญ่จ้องแต่จะเอาเปรียบ ไม่ยอมให้ใครได้ดีกว่าหรือได้ประโยชน์จากตนแม้แต่น้อย ผู้ใหญ่เป็อย่างไร เด็กสองคนก็เป็อย่างนั้น
ดังนั้นตอนที่ทิงเสวี่ยยกชามใบเล็กออกมา หลินกั๋วผิงจึงไม่ทักท้วง และเมื่อหลินหงจวินเอ่ยปากขอเพิ่ม เขาก็ไม่คิดจะตามใจหลานอีกต่อไป
จางเสี่ยวเสียคาดไม่ถึงว่า นอกจากทิงเสวี่ยจะเปลี่ยนไปจนไม่น่ารักแล้ว แม้แต่หลินกั๋วผิงที่เคยใจดีหัวอ่อนก็ยังเปลี่ยนไปเป็คนละคน
“นังเด็กตะกละ! วันๆ เอาแต่กิน ไม่กลัวคนอื่นเขาจะหัวเราะเยาะหรือไง กินให้ท้องแตกตายไปเลยสิ!” จางเสี่ยวเสียตบหน้าหลินหงเหมยฉาดใหญ่
ทั้งที่เมื่อกี้คนที่ขอลูกชิ้นคือหลินหงจวิน แต่คนรับเคราะห์กลับเป็หลินหงเหมย... เธอตีลูกตัวเองก็จริง แต่ทำไปเพื่อกระทบกระเทียบระบายความโกรธใส่หลินกั๋วผิงและทิงเสวี่ย
เคยชินกับการเอาเปรียบคนอื่นมาตลอด พอจู่ๆ ทำไม่ได้ดั่งใจ จะให้รู้สึกดีได้อย่างไร?
หลินกั๋วผิงเห็นพี่สะใภ้ระบายอารมณ์ใส่ลูกก็ขมวดคิ้ว “พี่สะใภ้ครับ อยู่ดีๆ ไปตีแกทำไม? มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จาสิ อย่าเอะอะก็ลงไม้ลงมือ หงเหมยโตเป็สาวแล้ว โดนตีแบบนี้อายคนอื่นเขาแย่”
จางเสี่ยวเสียแค่นเสียงหึ ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ “ลูกฉัน ฉันจะตีก็เื่ของฉัน คนอื่นไม่เกี่ยว”
พูดจบจางเสี่ยวเสียก็กระชากแขนหลินหงเหมยแล้วเดินพรวดพราดออกไป หลินหงจวินเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งต้อยๆ ตามไปทันที
รอจนคนพวกนั้นเดินไปไกลแล้วทิงเสวี่ยถึงเอ่ยขึ้น “พ่อเห็นไหมคะ พอเราไม่ยอมให้ป้าใหญ่เอาเปรียบ เธอก็เป็ซะแบบนี้ พ่อยังจะหวังให้พวกเขามาเอ็นดูหนูในอนาคตอีกเหรอ? คนพรรค์นี้เราอยู่ให้ห่างไว้ ไม่ต้องไปข้องแวะด้วยจะดีที่สุดค่ะ”
หลินกั๋วผิงถอนหายใจ “พ่อจะฟังเสียวเสวี่ย แต่ยังไงเขาก็ขึ้นชื่อว่าเป็ญาติ ต้องรักษาหน้ากันไว้บ้าง ป้าใหญ่ของลูกไม่ใช่คนรับมือด้วยง่ายๆ พ่อกลัวเขาจะเอาเื่ลูกไปพูดเสียหายๆ คุณย่าของลูกเมื่อก่อนต้องอดทนกับป้าใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็เพื่อรักษาชื่อเสียงนี่แหละ... เสียวเสวี่ย ลูกยังเด็ก ลูกไม่รู้หรอกว่าคำนินทาว่าร้ายมันเหมือนมีดที่ฆ่าคนได้”
ทิงเสวี่ยตอบอย่างไม่ยี่หระ “ถ้าเราไม่ได้ทำผิด ก็ไม่ต้องกลัวฟ้ากลัวดินหรอกค่ะ หนูเข้าใจที่พ่อพูด เื่คำคนน่ากลัวอะไรนั่นคุณย่าเคยสอนหนูแล้ว หนูไม่กลัว พ่อก็ไม่ต้องกลัวนะคะ ขอแค่หนูตั้งใจเรียน กตัญญูต่อพ่อกับอาสาม มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ ชอบช่วยเหลือคนอื่น หนูก็เป็เด็กดีในสายตาชาวบ้านแล้ว ต่อให้ป้าใหญ่จะใส่ร้ายป้ายสี ยังไงก็ทำอะไรหนูไม่ได้หรอกค่ะ”
หลินกั๋วผิงคิดตามคำพูดของลูกสาว ก็เห็นว่ามีเหตุผลอยู่ไม่น้อย เขาพบว่าตัวเองยังมองโลกได้ไม่ทะลุปรุโปร่งเท่าลูกสาวเสียด้วยซ้ำ
ชายหนุ่มลูบศีรษะลูกสาวด้วยความรักใคร่เอ็นดู
เพราะขายสมุนไพรแล้วได้เงินเป็กอบเป็กำ ทิงเสวี่ยที่ได้ลิ้มรสความหอมหวานนี้จึงอยากจะตามอาสามขึ้นเขาไปอีก ซึ่งหลินกั๋วอันก็เต็มใจพาหลานสาวไป
ทว่าอากาศข้างนอกหนาวเหน็บเกินไป หลินกั๋วผิงไม่อยากให้ลูกสาวออกไปตระลอนลำบาก แต่ทิงเสวี่ยยังคงยืนกรานหนักแน่น สุดท้ายคนเป็พ่อขัดลูกไม่ได้ก็จำต้องยอมตามใจ
การขึ้นเขาครั้งนี้ ทิงเสวี่ยพาเ้าเตี๋ยนเตี่ยนไปด้วย
หลังจากทิงเสวี่ยกับหลินกั๋วอันเดินขึ้นเขาไปแล้ว หลินกั๋วผิงก็เริ่มลงมือสานตะกร้าไม้ไผ่
ฝีมือจักสานของเขาได้รับการสืบทอดมาจากบิดา คุณปู่หลินผู้ล่วงลับมีฝีมือฉกาจมาก สามารถใช้ไม้ไผ่ กิ่งไม้ผล และกิ่งหลิว สานเป็เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ได้สารพัด ทั้งตะกร้า กระจาด เสื่อ และอื่นๆ ในอดีตท่านก็ได้อาศัยฝีมือนี้ช่วยจุนเจือครอบครัว
หลินกั๋วผิงรับสืบทอดวิชานี้มาจากผู้เป็พ่อได้จนหมดเปลือก ผิดกับหลินกั๋วเซิ่งและหลินกั๋วอันที่มือไม้แข็ง ไร้พร์ด้านงานฝีมือ
ทุกฤดูหนาว หลินกั๋วผิงจะสานตะกร้าสะพาย ตะกร้าถือ และกระจาดขนาดต่างๆ เอาไว้จำนวนมาก ส่วนหนึ่งแจกจ่ายให้ญาติและเพื่อนบ้าน อีกส่วนหนึ่งรอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิแล้วค่อยนำไปขายที่ตลาด
หลินกั๋วผิงขนข้าวของออกมาที่ลานบ้าน ตั้งใจจะนั่งทำงานไปพลางผิงแดดอุ่นๆ ไปพลาง แต่เพิ่งจะลงมือทำได้ไม่ทันไร ก็มีแขกมาเยือนถึงหน้าบ้าน