ว่ากันว่ามนุษย์จะฉลาดขึ้นตามกาลเวลา...โบราณวัตถุก็เช่นกัน
เมื่อเวลาผ่านไปพวกมันจะพัฒนาสติปัญญาและกลายเป็ "ิญญา" ในที่สุด
ไม่ว่าจะเป็กำไลหยก รูปเครพ ดาบ รวมไปถึงของเก่าแก่อีกมากมาย
หากมีใครเคยสังเกตเห็นเหตุการณ์อะไรแปลกๆ เกิดขึ้นในบ้าน ไม่ว่าจะเห็นอะไรเคลื่อนไหวแปลกๆ จากในห้องนั่งเล่นหรือห้องครัวใน่เวลาเที่ยงคืนก็ตาม...มันอาจเป็เพราะของโบราณที่คุณกำลังสะสมมันไว้อยู่!
ผู้คนที่อยู่ในแวดวงนี้เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า "สมบัติต่างภพ"
และถ้ามันได้ไปอยู่ในมือคนที่ไม่รู้เื่ราวนี้เมื่อไหร่...สิ่งเ่าั้อาจพาคุณจมดิ่งอยู่กับความโชคร้ายถึงขั้นตายได้!
แต่หากใช้อย่างเหมาะสมก็สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนๆ นึงได้อย่างสิ้นเชิง...จึงทำให้ผู้ที่มีอิทธิพลมากมายให้ความสนใจกับวัตถุนอกภพเป็อย่างมาก
ถ้ามีอุปสงค์ก็ย่อมมีอุปทาน เหตุนี้ทำให้พ่อค้าถือกำเนิดขึ้น!
ครอบครัวจางของเราอยู่ในธุรกิจนี้มา 3 รุ่นแล้ว
ตามข่าวลือปู่ของผมเคยขุดลูกตาของกัปปะออกมาและขายมันให้กับคุณหยวนซื่อไข่* ต่อมาไม่นานเขาได้เปลี่ยนจากตำแหน่งจอมพลสู่นายจักรพรรดิ
ในอดีต พ่อของผมขายดาบอันล้ำค่าที่คุณอู๋จื่อซวี* เคยใช้ฆ่าตัวตายให้กับนักแสดงตลกที่มีสกุลว่าจ้าว...และใช่! นักแสดงตลกคนนั้นกลายเป็คนที่ได้รับความนิยมทันที
เขาโด่งดังไปทั่วประเทศและยังได้ปรากฏตัวในงานเลี้ยงตามเทศกาลต่างๆ อีกด้วย
ซึ่งเป็การเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ
สุดท้ายใน่รุ่นผม ตลาดสินค้าเริ่มเติบโตขึ้น แถมมีคนดังมากมายมาซื้อวัตถุจากผมไปสะสมไว้อีกด้วย!
ตอนนี้ผมอยากจะแชร์ประสบการณ์ของผมให้พวกคุณฟัง....
ในปี ค.ศ.2000 ผมได้รับมรดกร้านค้าต่อจากพ่อ
มีหน้าร้านค่อนข้างเล็ก ตั้งอยู่ในมุมถนนธรรมดาทั่วไป
เนื่องจากสิ่งต่างๆ เพิ่งเริ่มต้น ผมเองก็ไม่มีประสบการณ์มากมายนัก ธุรกิจก็เลยยังไม่ลงตัวเท่าไหร่
แม้กระทั่ง่ที่ผมมีเงินไม่พอใช้ จนไม่พอที่จะซื้อข้าวมากินให้อิ่มท้อง
และนั้น คือ่เวลาที่ผมได้เข้าถึงสมบัติจากนอกภพอย่างจริงจังจนได้
วันนั้นผมนั่งอยู่ในร้านเล็กๆ ของผม ดื่มไวน์คู่กับสเต็กเนื้อจานโปรด
มองไปตามถนนสายหลักที่ว่างเปล่า...หึหึ
บรรยากาศแบบนี้มันทำให้ผมเริ่มรู้สึกอยากสนุกกับชีวิตขึ้นบ้างแล้วสิ
นอกจากครอบครัวผมได้เลือกทำธุรกิจแบบนี้แล้ว ร้านของเรายังมีเวลาเปิดปิดที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย
เราจะเริ่มเปิดเวลาทำการหลังจากที่พระอาทิตย์ตกดินเท่านั้น ประเพณีนี้ดำเนินมาสามชั่วอายุคนแล้ว
ทำให้ครอบครัวของเราได้รับความเชื่อถือเป็อย่างดี โดยเฉพาะถนนแห่งนี้...
ต่อให้เดินไปทางไหนก็เต็มไปด้วยร้านค้าขายวัตถุโบราณ แต่เราก็ไม่เคยคิดจะแย่งลูกค้าจากร้านอื่นมาเลย
ในขณะพี่ผมคิดอะไรเพลินๆ หลี่หม่าจือก็เดิน ทำตัวลับๆ ล่อๆ เข้ามาในร้านผม
เขามาพร้อมกับอะไรบางอย่างที่ห่อด้วยผ้าสีดำ
หลี่หม่าจือเป็เพื่อนบ้านบนถนนสายนี้ ร้านของเขาตั้งอยู่สุดถนนฝั่งตะวันตก
“ไง น้องจาง ดื่มไวน์อยู่หรอ?” หลี่หม่าจือทักทาย หลังจากที่เขาเจอผม
จู่ๆ เขาก็เริ่มผ่อนคลายลงและเข้ามานั่งข้างๆ ผม แต่ยังมีท่าทางลุกลี้ลุกลนอยู่
ก่อนพ่อจากไป เขาได้สอนถึงวิธีการแยกแยะความคิดของบุคคลจากภาษากายภาพของพวกเขา
ทำให้ผมเข้าใจถึงการกระทำของหลี่หม่าจือในตอนนี้...ใช่! เขากำลังเจอปัญหา!
ไม่อย่างนั้น เขาจะไม่เดินเข้ามาในสภาพแบบนั้น แล้วจู่ๆ ก็เริ่มสบายใจขึ้นมาแบบนี้
ถึงแม้ว่าผมจะไม่มีความสามารถพิเศษอะไร แต่ก็สามารถแสร้งทำเป็ผู้เชี่ยวชาญที่ดูสุขุม เยือกเย็นได้
ผมถามพี่หลี่อย่างใจเย็น "พี่หลี่..พี่้าให้ผมช่วยอะไรใช่มั้ย?ถ้าใช่..ก็พูดมาตรงๆ"
หลี่หม่าจือกลับมากังวลอีกครั้ง เขาย่องไปประตูทางเข้าอย่างเงียบๆ
ก่อนจะโผล่หัวออกไปข้างนอกเพื่อดูรอบๆ พอแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ เขาจึงปิดประตูมิดชิด
จากนั้นเขาก็เดินกลับมาแล้ววางของที่ห่อด้วยผ้าสีดำไว้บนโต๊ะ
“น้องจาง...ดูเหมือนว่าพี่จะเจอวัตถุนอกภพเข้าแล้วหละ”
ห๊ะ...ของนอกภพ?!!
ประโยคของพี่หลี่กระตุ้นความสนใจของผมทันที...ผมเพ่งมองไปที่ห่อผ้าด้วยสีหน้าจริงจัง
ผมยื่นมือเตรียมจะเปิดผ้า ด้วยความที่อยากเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในผ้า
หลี่หม่าจือตีมือเพื่อหยุดผม...โอ้ยย!!
เขาพูดทันที “อย่าจาง!!..เ้าสิ่งนี้มันชั่วร้ายมาก ดีที่สุดอย่าไปแตะต้องมันดีกว่า ั้แ่ที่พี่เจอเ้านี้ก็มีเื่แปลกๆ เกิดขึ้นในบ้าน โดนทั้งพี่กับลูกชายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดมาหลายครั้งแล้ว”
หลังจากได้ยินประโยคนั้น ทำให้ผมเริ่มกังวลเล็กน้อย นึกขึ้นว่า
ในพื้นที่ของเรา...หลี่หม่าจือเองก็มีชื่อเสียงในเื่ความกล้าหาญไม่เบา
ถ้ามีอะไรที่ทำให้เขาต้องระวังขนาดนี้ มันต้องไม่ธรรมดาแน่นอน!
ผมพูดอย่างเคร่งขรึมว่า "เกิดบ้าอะไรขึ้นที่บ้านพี่?เล่าเื่ทั้งหมดให้ผมฟังหน่อย"
เฮ้ออ...หลี่หม่าจือถอนหายใจเฮือกใหญ่ และเริ่มเล่าเื่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
หลี่หม่าจือมีนิสัยชอบต่อรองราคาไปทั่ว ท่องเที่ยวมาแล้วหลายประเทศ
เขาจะหยุดทุกครั้งที่เห็นหมู่บ้านเล็กๆ แล้วเลาะดูว่าจะมีสิ่งไหนที่เขาสามารถรวบรวมวของโบราณไว้ได้บ้าง รวมถึงบ้านเกิดของเขาเองก็มีเช่นกัน
คราวนี้ ขณะที่เขากำลังกลับจากบ้านเกิด เขาได้หอบข้าวของมากมายกลับระหว่างทาง ในบรรดาที่เขาได้มา มีสิ่งหนึ่งที่เป็วัตถุนอกภพของแท้....สิ่งนั้นก็คือรองเท้าปักลายที่มีแค่ข้างเดียวเท่านั้น!
หลังจากตรวจสอบแล้ว ใครๆ ก็บอกได้ว่าสิ่งนี้มาจากประวัติศาสตร์เก่าแก่ในสมัยราชวงศ์ชิง
และเนื่องจากร้านของเขายังไม่เปิดทำการชั่วคราว หลี่หม่าจือจึงตัดสินใจเก็บรองเท้าปักไว้ที่บ้านของเขาก่อน
ไม่นาน สิ่งแปลกๆ ก็เริ่มเกิดขึ้น
เย็นวันเดียวกันหลี่หม่าจือกลับบ้านหลังจากการดื่มกับเพื่อนฝูงมา เขาพบว่ารองเท้าปักหายไป!
เขาลนลานหาจนแทบจะพลิกทั้งห้องหา แต่สุดท้ายก็หาไม่เจอ....
ระหว่างที่คิดย้อน....จริงๆ แล้วเขาอาจจะดื่มมากเกินไป จนลืมว่าตัวเองเอารองเท้าไปวางไว้ตรงไหน
หลังจากนั้น จึงไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันต่อ
หลังเที่ยงคืน เขาเข้าไปหลับอยู่ในห้องด้วยความเมา
แต่กลับได้ยินเหมือนมีใครกำลังเดินไปมาในห้องนั่งเล่นอยู่ เขาจึงลุกขึ้นไปเช็คดู
...ไฟในห้องนั่งเล่นดับลง แสงจันทร์อ่อนๆ ส่องสว่างผ่านทางหน้าต่าง ทำให้มีบรรยากาศที่น่าขนลุก
แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณแสงจันทร์จริงๆ ที่ทำให้เขาได้เห็นร่างมนุษย์คนหนึ่งยืนอยู่ในห้องนั่งเล่น ร่างนั้นกำลังกวาดพื้น..ซักผ้า..ล้างจาน ทำงานบ้าน!
หลี่หม่าจือก้าวไปข้างหน้าเพื่อมองให้ชัดขึ้น และสิ่งที่เขาเห็นก็ไม่ใช่ใครคนอื่นนอกจากลูกชายของเขาเอง
แต่ลูกชายของเขากลับหันควับจ้องตาเขม่งไม่แม้แต่จะกระพริบตาพร้อมกับมีหน้าตาอันน่าขนลุก
ภรรยาของหลี่หม่าจือได้เสียชีวิตไปนานแล้ว ทำให้มีแค่พ่อและลูกชายที่สามารถพึ่งพากันและกันได้
หลังจากที่เห็นว่าลูกชายของเขาขยันแค่ไหน หลี่หม่าจือก็ดีใจมากพร้อมคำชมเชย
แต่ถึงอย่างนั้น ลูกชายกลับทำเหมือนไม่ได้ยินอะไรเลย แล้วหันกลับไปล้างจานต่อไป
หลี่หม่าจือผู้หลงลืม คิดว่าลูกชายคงโกรธที่เขาอาจจะดื่มมากเกินไป เลยไม่ใส่ใจและเข้าไปหลับต่อ
แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้าลูกชายของเขาจะลุกขึ้นมาขยันตอนเที่ยงคืน และเริ่มกวาดบ้าน...ล้างจาน..ทำงานบ้านตามเคยแบบนี้อยู่ทุกวัน
ทั้งๆ ที่พื้นและถ้วยชามก็สะอาดอยู่แล้ว...แต่ทำไมลูกชายยังคงทำต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ!
หลี่หม่าจือเริ่มกังวลกับเื่ที่เกิดขึ้น...เพราะเท่าที่เขารู้ ลูกชายของเขาไม่เคยมีปัญหาเื่การนอนเลย
....มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่! เพิ่งจะเริ่มทำมาได้ไม่กี่วันหรือเปล่า? ...หรือเขาเดินละเมอ?
แต่มันแทบเป็ไปไม่ได้เลยที่จะมีคนตื่นขึ้นมาเดินละเมอแบบนี้ทุกวัน!
หลี่หม่าจือรีบแก้ปัญหาต่างๆ อย่างจริงจัง และเฝ้าดูแลลูกชายอย่างระมัดระวัง
ไม่นาน เขาก็พบสิ่งที่น่าใยิ่งกว่า...สิ่งที่ตามหามานานหลายวัน....ตอนนี้ลูกชายได้สวมรองเท้าปักเป็ที่เรียบร้อย!
มันเป็รองเท้าปักแบบเดียวกันที่เขาได้มาจากหมู่บ้านเมื่อไม่กี่วันก่อน
มีเด็กชาสวมรองเท้าปักลาย เดินไปมาในห้องนั่งเล่นตอนกลางดึก
ทำอะไรกุกกักแปลกๆ ...หลี่หม่าจือคิดเช่นนั้นถึงกับขนลุกตั้งชัน
เขารู้ทันทีว่ามีบางอย่างเกิดเื่ผิดปกติระหว่างรองเท้าปักอย่างแน่นอน!
ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น เขาไม่ลังเลที่จะโยนรองเท้าปักออกไปให้ไกลที่สุด
แต่เื่ไม่ได้จบแค่นี้!
คืนเดียวกัน หลี่หม่าจือได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากห้องลูกชาย
เขารีบพุ่งตัวเข้าไปในห้อง และได้พบกับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอีกครั้ง..รองเท้าปักที่เขาเพิ่งโยนทิ้งไปเมื่อเช้านี้
มันกลับมาอีกแล้ว และลูกชายได้สวมมันอยู่
ขณะเดียวกัน ลูกชายกำลังรำงิ้วปักกิ่ง*พร้อมกับร้องเพลงออกมาอย่างจริงจัง ท่าทางใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้แตะคู่กัน ส่วนนิ้วที่เหลือขยายออก
เสียงนั้นมันเสียงผู้หญิงชัดๆ!!
หลี่หม่าจือตาค้างกับภาพตรงหน้า การกระทำของลูกชายเริ่มบิดริมฝีปากไปมา แล้วจู่ๆ ก็เริ่มหัวเราะดังลั่น
ผู้เป็พ่อเริ่มหน้าซีดเพราะใกลัว แฃ้วรีบวิ่งเข้าไปพยายามปลุกลูกชายให้ได้สติ
แต่หลังจากที่เขาได้สติ เขากลับจำสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารองเท้านั้นมาจากไหน
เหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้หลี่หม่าจือตกอยู่ในสภาวะวิตกกังวลเป็อย่างมาก เขาจึงตัดสินใจโยนรองเท้าลงไปในบ่อน้ำด้านนอกอีกครั้ง
และในคืนถัดมา ขณะที่หลี่หม่าจือกำลังหลับ เขาเริ่มรู้สึกอึดอัดแน่นอกหายใจไม่ออก ทันทีที่เขาลืมตาตื่นขึ้น
ก็ได้พบเข้ากับร่างที่เปียกแฉะทับอยู่บนตัวเขา...แต่แท้จริงแล้วคือลูกชายของเขาเองที่กำลังพยายามบีบคอพ่อของตัวเองอยู่!
ระหว่างที่ลูกชายบีบคอ จู่ๆ ก็ะโออกมา
"ทำไม!..ทำไมเ้าถึงโยนข้าลงไปในบ่อน้ำ!?"
แรงบีบเริ่มแรงขึ้นเกินกว่าเด็กผู้ชายจะมี
หลี่หม่าจือคว้าขวดไวน์ใกล้ๆ มาป้องกันตัว
ในขณะเดียวกันก็คิดไปด้วยว่า 'ถ้าไม่หยิบขวดไวน์มาทุบหัวลูกชายตัวเอง เขาคงตายไปแล้วคืนนี้'
ไม่นาน หลี่หม่าจือก็ได้สติ
....เขาสังเกตว่าทั้งตัวของลูกชายเปียกโชกพร้อมกับสวมรองเท้าปักไว้อยู่
เขารู้ได้ทันทีว่าต้องเป็ลูกชายที่ลงบ่อน้ำไปเอารองเท้ากลับมาอย่างแน่นอน!...
แต่บ่อน้ำค่อนข้างลึกมาก ไม่มีใครสามารถขึ้นลงได้ด้วยตัวเองแน่นอน...แต่ลูกชายลงไปด้ยังไง?
หลี่หม่าจือคิดแล้วคิดอีกจนเริ่มปวดหัว ใครจะไปรับได้กับเื่ที่เกิดขึ้น
ลูกชายคือความหมายสุดท้ายสำหรับเขามาก
ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขามาละก็..เขาคงจะสูญเสียเป้าหมายไปตลอดชีวิต
เขามั่นใจว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือการกระทำของรองเท้าปักนั้น ด้วยการที่หลี่หม่าจือขายของเก่ามาหลายปี
สิ่งนี้จะต้องเป็หนึ่งใน 'วัตถุนอกภพ' ที่พวกเขาลือกันแน่นอน เขาจึงรีบดึงรองเท้าออกจากลูกชาย
ไม่นานลูกชายก็ค่อยๆ ตื่นขึ้น และเหมือนเดิม เขาจำสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย
หลี่หม่าจือหวาดผวาและกลัวมาก
หลังจากปลอบใจลูกชายเขาก็รีบวิ่งมาที่บ้านผมพร้อมกับรองเท้าประหลาดข้างนี้
สำหรับคนที่อยู่บนถนนเส้นนี้ ที่เต็มไปด้วยร้านค้าขายของโบราณ
พวกเขารู้ดีว่ามีเพียงร้านของเราเท่านั้นที่จะจัดการกับสิ่งชั่วร้ายประเภทนี้ได้
หลังจากได้ยินเื่ราวของพี่หลี่ผมก็รู้สึกสั่นสะท้านภายในทันที....
เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเห็นพ่อสะสมสิ่งของเก่าแก่ เื่แบบนี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้น!
สิ่งของเหล่านี้ส่วนใหญ่จะสร้างปัญหาเล็กน้อยภายในบ้านเท่านั้น
เมื่อวางผิดที่ผิดทาง....หาก้าปราบพวกมัน เราจะใช้เพียงเคล็ดเล็กๆ น้อยๆ ในการแก้ปัญหาเท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่หลี่หม่าจือพูดให้ฟังทั้งหมด มันค่อนข้างอันตรายกับชีวิตจริงๆ
ผมรู้สึกหนักใจนิดหน่อย เพราะไม่เคยคาดหวังว่าของต่างภพชิ้นนี้จะสร้างปัญหาได้มากมายขนาดนี้
สำหรับคนที่รู้จักธุรกิจนี้ มีสมบัติที่มีปัญหา 3 ข้อนี่เท่านั้นที่พวกเขาไม่้า
1.ของที่นำพาสู่อันตรายแก่ชีวิต
2.ของที่อาจส่งผลต่อชะตากรรมของตนเอง
3.ของที่สามารถดูดซับเืและแก่นแท้ของคนเรา
ทั้งหมดนี้คือเงื่อนไขพื้นฐานในการรับรองความปลอดภัยของเรา
ดังนั้น
เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดกฎของอาชีพควรพิจารณาว่าวัตถุต่างภพต่างแดนพวกนี้มันอันตรายแค่ไหน ก่อนที่จะคิดมัน
หลี่หม่าจือพยักหน้าซ้ำๆ หลายรอบอย่างร้อนรน
หืมมม...ผมล้วงปูนขาวออกมาทาบนมือ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งชั่วร้ายกระทบต่อตัวเอง
ผมค่อยๆ เปิดห่อผ้าสีดำออกและเจอกับรองเท้าปักที่เปียกโชก....
จริงๆ แล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะยอมรับว่าการออกแบบรองเท้าปักข้างนี้ ช่างประณีตประณอมและปักอย่างพิถีพิถันจริงๆ
การออกแบบด้วยสีแดง แต่สีกลับดูไม่จืดเลย แม้จะผ่านมาหลายปีแล้วด้วยตาม
ในทางกลับกัน ทั้งๆ ที่เปียกน้ำอยู่แท้ๆ แต่กลับทำให้รองเท้าดูสดใสขึ้นไปอีก ยิ่งเห็นภายใต้แสงจากตะเกียงที่สะท้อนลงมายิ่งทำให้สีแดงดูสดเหมือนกับเื
ผมขมวดคิ้ว ค่อยๆ หันไปมองหน้าพี่หลี่ด้วยความตระหงิดใจ และถามว่า
"ทำไมถึงมีรองเท้าแค่ข้างเดียว?อีกข้างนึงอยู่ไหน?"
หลี่หม่าจือตอบ "มันมีแค่ข้างเดียวั้แ่แรกแล้ว!"
ผมเริ่มรู้สึกหายใจไม่ออกแล้วรีบห่อรองเท้าคืนกลับ
“เอามันออกไป!...ดูเหมือนมีคน้าทำร้ายพี่ ผมช่วยอะไรไม่ได้!”
*หยวนซื่อไข่ : [นายพลที่ทรยศทุกฝ่ายเพื่อสถาปนาตัวเองเป็จักรพรรดิ]
*อู๋จื่อซวี : [ยอดนักการทหารแห่งยุคชุนชิว]
* งิ้วปักกิ่ง : [เป็ศิลปะการแสดงทางวัฒนธรรมอันเก่าแก่สมัยราชวงศ์ชิง การร้องลากเสียงในลักษณะของโอเปร่าและดัดเสียงร้องเพื่อแสดงศิลปะการใช้เสียงที่หลากหลาย]