หลังจากตัดสินใจได้เขาก็ไม่คิดจะให้หลิงชางไห่พักอยู่ที่นี่นานนัก ครั้นแล้วจึงให้คนส่งกลับไปที่อำเภอเฉา
หลิงชางไห่ที่เพิ่งมาถึงและพักผ่อนได้แค่หนึ่งวันร่างกายปวดเมื่อยอย่างรุนแรง จะยอมทำตามได้อย่างไร
“ข้าไม่ไปนี่เพิ่งจะพักได้วันเดียว แขนขาข้ายังไม่ฟื้นตัวเลยอย่างน้อยก็ต้องพักสักสามถึงห้าวัน พวกเจ้าไปบอกกับจ้าวจือชิงหากเขาอยากให้ชีเหนียงไม่มีพ่อ ก็ทรมานข้าเถอะ”
เมื่อได้ยินรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาจ้าวจือชิงจึงได้แต่ทอดถอนใจกับความเจ้าเล่ห์ของหลิงชางไห่รู้ว่าชีเหนียงคือจุดอ่อนของเขา จึงชอบใช้ชีเหนียงมาข่มขู่ตนอยู่เรื่อย
“ในเมื่อเขาไม่ยอมไปเช่นนั้นก็ทำให้เขาหมดสติและพาตัวไป!”
หลิงชางไห่คิดเขาจะไม่มีปัญญาจัดการกับตนสินะที่จ้าวจือชิงไม่ทำรุนแรงกับหลิงชางไห่เป็นเพราะไม่อยากให้ชีเหนียงเสียใจแต่ระหว่างความเสียใจกับความเจ็บปวดแทบขาดใจของชีเหนียง เขาจึงเลือกทางที่ชีเหนียงจะถูกทำร้ายน้อยที่สุด
ทางด้านหลิงชางไห่เมื่อพักผ่อนจนพอใจแล้วและกำลังคิดว่าจะไปเดินเที่ยวเล่นในเมืองชิงหยางเสียหน่อยเนื่องจากตอนยังไม่เคยมา ผู้คุ้มกันในไร่รู้ว่าสถานะของเขาไม่ธรรมดาพอหลิงชางไห่แจ้งความประสงค์ว่าอยากออกไปเดินในเมือง ย่อมมีคนไปกับเขากระทั่งยินยอมควักเงินซื้อสุราและของกินให้
ทางด้านผู้อารักขาลับเมื่อมาหาหลิงชางไห่ก็พบว่าไม่อยู่ในไร่แล้ว จึงได้แต่ไปตามหาทั่วสารทิศ งานที่นายน้อยสั่งมาพวกเขาจะทำผิดพลาดไม่ได้เป็นอันขาด
หลิงชางไห่ฝีเท้าว่องไวเขาเดินเล่นแวะที่แล้วที่เล่า โดยไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติแต่อย่างใด จากนั้นก็บังเอิญพบการชุมนุมของบัณฑิตในโรงเตี๊ยมทันใดนั้นจึงนึกได้ว่าลั่วจิ่งเฉินก็เข้าร่วมสอบ บางทีอาจจะได้เจอกันที่นี่ คิดไม่ถึงว่าขณะกำลังจะเดินเข้าไปกลับถูกผู้คุ้มกันลากตัวไปอีกทาง
“ท่านผู้เฒ่าหลิงสถานที่แห่งนี้เราเข้าไปไม่ได้ โรงเตี๊ยมเติงอวิ๋นมีแต่บัณฑิตที่สอบติดจวี่เหรินเจ้าของโรงเตี๊ยมต้องรับรองเรื่องสภาพแวดล้อมของบัณฑิต นอกจากผู้ที่มีความรู้ ผู้อื่นไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปขอรับ”
หลิงชางไห่มองดูที่นั่งด้านในที่เต็มไปด้วยผู้คนซึ่งต่างจากโรงเตี๊ยมทั่วไปจริงๆ ที่อื่นค่อนข้างอึกทึกครึกโครม แต่สถานที่แห่งนี้ทั้งมีคนไม่มากและสภาพแวดล้อมโดยรวมก็ไม่วุ่นวาย
“ข้าจะเข้าไปหาคนไม่ได้เข้าไปกินข้าวสักหน่อย!” หลิงชางไห่ดื้อดึงจะเข้าไปให้ได้ขณะที่เขากำลังเจรจากับลูกจ้างในโรงเตี๊ยมอยู่นั้น ผู้ติดตามที่อยู่ด้านหลังก็ถูกคนลากออกไปผ่านไปพักนึงถึงกลับมายืนอยู่ข้างกายอีกครั้ง
หลิงชางไห่ไม่แน่ใจว่าลั่วจิ่งเฉินอยู่ด้านในหรือไม่จึงไม่กล้าพูดจามั่นใจเกินไป จนทำให้เสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมคิดว่าเขามาก่อความวุ่นวาย
“ท่านผู้เฒ่าหลิงท่านผู้เฒ่าหลิง!” ผู้ติดตามดึงเสื้อของเขาและส่งสัญญาณให้เดินตามไปที่ตรอกด้านหลัง “ทางนี้สามารถปีนเข้าไปได้ หากท่านอยากเข้าไป เราเข้าไปทางนี้กันเถอะขอรับ!”
ผู้ติดตามพยายามให้หลิงชางไห่ตามไปตรอกด้านหลังอย่างร้อนรนแต่หลิงชางไห่ไม่คิดมาก จึงตามไป
“เจ้าต้องหาที่ให้ข้าดีๆนะ เกิดทำเสียเรื่อง อย่าโทษข้าที่…” ยังไม่ทันสิ้นประโยคจังหวะที่เพิ่งเดินเข้าตรอก ก็ถูกคนทุบจนหมดสติจากทางด้านหลัง
……
จ้าวจือชิงที่ได้ข่าวก็รีบออกมาตามหาหลิงชางไห่อีกทั้งลั่วจิ่งเฉินจะไปโรงเตี๊ยมวันนี้จ้าวจือชิงจึงหาข้ออ้างออกมาพร้อมกับพวกเขา ตั้งใจว่าพอถึงที่ก็จะหาข้ออ้างแยกตัวออกไปพอเพิ่งเดินมาถึงตรอกข้างโรงเตี๊ยมไม่นานก็เห็นเหตุการณ์ลักพาตัวเกิดขึ้น จ้าวจือชิงยังไม่ทันได้พูดอันใดลั่วจิ่งซีก็ตะโกนแล้ววิ่งขวางไว้
“ใครกันช่างบังอาจลักพาตัวคนกลางวันแสกๆ!” เสียงของลั่วจิ่งซีดังลั่นจนทำให้ผู้อารักขาลับกับผู้ติดตามตกใจเมื่อเห็นว่าคนที่มาคือใคร เขาก็รีบทิ้งตัวหลิงชางไห่ไว้และคว้าตัวผู้ติดตามคนนั้นหนีไป
จ้าวจือชิงเลี่ยงไม่ได้ต้องแสร้งทำเป็นไล่พวกเขาลั่วจิ่งซีเห็นว่าคนหนีไปแล้ว จึงเลิกตามก่อนจะหันกลับมาดูผู้ที่หมดสติอยู่
“เอ๊ะ! ท่านตาหลิง!”
หลังจากลั่วจิ่งซีเห็นคนที่สลบอยู่ก็อุทานออกมาอย่างตกใจจากนั้นก็ช่วยกันพยุงหลิงชางไห่กลับไปที่บ้าน
“พี่ใหญ่ท่านว่าเหตุใดท่านตาหลิงจึงมาอยู่ที่นี่แล้วยังเกือบถูกคนลักพาตัวอีก?”
เวลานี้หลิงชางไห่ควรวิจัยอาหารทะเลอยู่ที่อำเภอเฉานี่นาเหตุใดจึงมาอยู่ที่เมืองชิงหยางได้
ลั่วจิ่งเฉินส่ายหน้า “เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่รู้คงต้องรอให้ท่านตาตื่นแล้วค่อยหาคำตอบ”
จ้าวจือชิงกลับมาที่ไร่ “ลุกขึ้นได้แล้วเรื่องนี้จะโทษพวกเจ้าก็ไม่ได้ เป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น แต่ว่าพวกเจ้าควรเลือกสถานที่ให้ดีกว่านี้ก่อนลงมือพวกเจ้าทำโทษตนเถอะ”
“แล้วช่วงนี้อย่าเพิ่งปรากฏตัวต่อหน้าผู้อื่นเล่า”
จ้าวจือชิงไม่ลืมที่จะกำชับอีกครั้งแม้ไม่แน่ใจว่าจิ่งซีจะเห็นหน้าของผู้อารักขาลับหรือไม่ แต่ก็ควรเพื่อป้องกันไว้ก่อนอีกอย่างลั่วจิ่งเฉินหลักแหลมนัก หากให้รู้ว่าตนมีเอี่ยวกับเรื่องนี้คงสามารถเชื่อมโยงจนรู้เรื่องราวมากมาย
เมื่อเกิดปัญหากับหลิงชางไห่คงทำอะไรไม่ได้ชั่วคราว จากนี้ต้องเริ่มจากยายเฒ่าลั่วก่อน
……
“หากเจ้าคิดจะมีชีวิตอยู่ต่อทางที่ดีคือสารภาพเรื่องที่ปกปิดมาให้หมด”
ยายเฒ่าลั่วที่แกล้งสลบอยู่บนเตียงเมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำก็เริ่มคิดว่าคนผู้นี้คือใคร
“นี่คือลูกชายเจ้าสินะ?”
ทันทีที่ถามคำถามออกมาเสียงร้องน่าอนาถของลั่วต้าเซิงก็ดังขึ้น
“อ้าก! มือของข้า! มือของข้าจะขาดแล้ว!”
ยายเฒ่าลั่วที่ได้ยินลูกชายกรีดร้องก็เผลอขยับตัวขึ้นมา เมื่อเห็นนางยังแกล้งสลบอยู่จ้าวจือชิงก็ส่งสัญญาณให้ลูกน้องเพิ่มแรงมากขึ้น
“เจ็บ! เจ็บเหลือเกิน...”
“ท่านแม่ท่านแม่ช่วยข้าด้วย…”
“ข้าจะตายแล้วเจ็บจนจะตายแล้ว…ท่านแม่!”
หลังจากร้องเรียกท่านแม่ดังขึ้นด้วยความทรมานจู่ๆ เสียงของลั่วต้าเซิงก็เงียบหายไป
“นายน้อย หมดสติไปแล้วขอรับ”
“หมดสติ? ไร้ประโยชน์เช่นนี้เลยรึ! แส้อยู่ไหน?” เสียงแหบแก่ชราดังขึ้นอีกครั้งเสียงนั้นปะปนด้วยความเยือกเย็นที่ไม่สิ้นสุด “จุ่มน้ำเกลือสักหน่อยแบบนี้ถึงจะสาแก่ใจ!”
ยายเฒ่าลั่วรู้ดีว่าคำพูดนี้กำลังบีบบังคับนางนางรู้ว่าขืนตนเองยังแกล้งต่อไป คนผู้นี้คงฟาดต้าเซิงให้ตายแน่
“หยุด! หยุด!” นางตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากเตียงมองดูลูกชายที่นอนอยู่กับพื้นเต็มไปด้วยเลือด ทำให้หัวใจของนางเจ็บปวดอย่างยิ่ง เมื่อหันไปมองชายที่สวมหน้ากากปีศาจฝั่งตรงข้ามยายเฒ่าลั่วก็รู้สึกเนื้อตัวสั่นเทาขึ้นมา
“เจ้าเป็นใคร?” ยายเฒ่าลั่วถามด้วยเสียงสั่นเครือคนผู้นี้น่ากลัวเหลือเกิน แค่นั่งอยู่ตรงนั้น นางก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายจากตัวเขาสายตาของเขามองนางเหมือนเป็นแค่มดตัวหนึ่ง ประหนึ่งว่าเพียงแค่ขยับนิ้วก็สามารถฆ่านางได้ทันที
“ข้าคือใครเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ สิ่งที่เจ้าต้องรู้คือ หากอยากมีชีวิตรอด ก็ต้องทำตัวให้มีค่าสำหรับข้า”
เสียงชั่วร้ายที่เปล่งออกมาทำให้ยายเฒ่าลั่วรู้ว่าตนเองไม่มีทางต่อรองกับคนผู้นี้ได้ขณะเดียวกันนางก็รู้ดีว่าไม่สามารถบอกทุกสิ่งออกไปได้มิเช่นนั้นนางจะไม่มีไพ่ใบสุดท้ายเหลืออยู่อีก
“เจ้ามีเวลาคิดแค่ครึ่งก้านธูป”
หลังจากชายสวมหน้ากากพูดจบก็พาคนออกจากห้องห้องที่กว้างใหญ่เพียงนี้เหลือเพียงยายเฒ่าลั่วกับลั่วต้าเซิง เมื่อไร้เงาคนยายเฒ่าลั่วถึงได้กุลีกุจอปีนลงจากเตียงและคลานเข้าไปหาลูกชายนางคุกเข่าข้างกายลั่วต้าเซิงก่อนจะร้องไห้สะอึกสะอื้น
-----