รุ่ยอ๋องที่เพิ่งเดินออกมาด้วยท่าทีองอาจถึงกับชะงักกึก เขาพ่นลมหายใจหนัก ๆ พลางจัดอาภรณ์ที่ยับย่นให้เข้าที่ ส่วนหรงเยว่ที่ยืนกอดอกรออยู่ก่อนแล้วทำเพียงเลิกคิ้วมองพี่ใหญ่ด้วยสายตาที่รู้กัน
บรรยากาศหลังฉากกั้นครานี้เต็มไปด้วยเสียงออดอ้อนระคนซ่านสยิวของเสนาบดีหนุ่มที่พยายามจะตักตวงทุกหยาดหยดเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป กว่าจะออกมาอีกรอบ ลำคอเพรียวระหงก็เต็มไปด้วยรอยจ้ำแดงจนนางต้องใช้เรือนผมปิดบังเอาไว้
[ติ๊ด! คะแนนความรักของเยี่ยนเฉิงพุ่งปรี๊ดจนระบบเกือบไหม้! ยินดีด้วยขอรับโฮสต์... ตอนนี้พละกำลังของท่านเต็มเปี่ยม พร้อมออกไปถล่มงานประมูลแบบตัวแม่แล้วขอรับ!]
เมื่อเผด็จศึกครบทั้งสามคน หว่านฉิงก้าวออกมาด้วยรัศมีที่เปล่งปลั่งเย้ายวน นางกวาดสายตามองบุรุษทั้งสามที่อิ่มเอมจนหน้าแดงก่ำกันถ้วนหน้า
เป็ธรรมดาของสตรีที่ย่อมรู้สึกไม่สบายตัว หลังจัดหนักกับ ‘เมนโปรด’ ไปถึงสามคนรวด! สุดท้ายหว่านฉิงจึงต้องลงไปนั่งแช่ในอ่างน้ำอุ่นอีกครา เพื่อชำระล้างสายธารขาวขุ่นปริมาณมากที่ยังคงรินไหลซึมผ่านง่ามขาออกมา มิเช่นนั้นคงจะได้เดินทางไปงานประมูลอย่างทุลักทุเลเป็แน่
โชคดีที่บทรักอันหิวกระหายของบุรุษที่กักขังอารมณ์มาร่วมสัปดาห์เพราะเห็นว่านางป่วย มิได้บั่นทอนเรี่ยวแรงนางจนแทบร้องขอชีวิตเหมือนค่ำคืนแรก แม้แต่ละคนจะโถมเข้าหาและเกาะกุมเอวบางประหนึ่งเสือโหย พวกเขากลับเร่งเผด็จศึกและยอมมอบอิสรภาพให้นางโดยง่ายเมื่ออารมณ์ใคร่สิ้นสุดลง
ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้นภายในรถม้าที่เต็มไปด้วยเสียงโต้เถียงกันของทั้งสาม นายหญิงใหญ่แห่งหอหงเหมยเดินทางมุ่งหน้าสู่โรงน้ำชาชื่อดังด้วยความกังวลใจ ก่อนจะพบความจริงที่เหนือคาดหมายว่ารุ่ยอ๋องได้ใช้อำนาจล้นมือสั่งปิดห้องประมูล ให้เหลือเพียงผู้สูงศักดิ์ไม่กี่คนเท่านั้น
ทีแรกนางตั้งใจจะประมูลของเหล่านี้ตามครรลองปกติ ไฉนนางกลับได้กระบี่คู่กายของบิดาทั้งสองเล่มในราคาสามแสนตำลึงทอง ซึ่งนับว่าเล็กน้อยนักเมื่อเทียบกับที่นางเตรียมใจไว้ว่า ต่อให้ต้องสู้ราคาพุ่งทะยานไปถึงสิบล้านตำลึง นางก็พร้อมจะทุ่มสุดตัว แถมใช้เวลาเพียงไม่ถึงสองเค่อนางก็ได้ของที่้ามาตั้งหลายชิ้น
มู่หรงเหนียงที่ยืนเฝ้ารอดูความอัปยศของน้องสาวอยู่ในมุมมืด ถึงกับใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาล นางตั้งใจจะปั่นราคาให้หว่านฉิงต้องสิ้นเนื้อประดาตัว แต่เมื่อต้องเผชิญกับอำนาจมืดของอ๋องผู้สำเร็จราชการ นางก็ทำได้เพียงกัดฟันแน่นจนเจ็บกราม ไม่กล้าแม้แต่จะขยับกายเข้ามาระราน
“กระบี่สองเล่มนี้ ท่านพ่อโปรดปรานมันยิ่งนัก ยามออกศึกคราใดเป็ต้องพกติดกายไม่เคยห่าง หนึ่งเล่มเหน็บเอว อีกเล่มหนึ่งก็ไว้ในกระโจมแม่ทัพ ใช้ควบคู่สลับกันไป”
กระบี่จ้านหลู ตัวดาบสีดำแฝงรัศมีน่าเกรงขามดุดันดุจขุนเขาและกระบี่อิ่นเซวี่ยที่ใบดาบเรียวบางแวววาวประหนึ่งเงินยวงสะท้อนแสงเย็นเยียบดูปราดเปรียว ทั้งสองคือยอดศาสตราของแม่ทัพหลี่เวย ผู้ปราบกองโจรเลื่องชื่อ สยบสามแว่นแคว้นให้สยบยอมอยู่ภายใต้ร่มเงาอันสงบสุขของนครฉางอัน
เดิมทีกระบี่ทั้งสองรวมถึงสมบัติล้ำค่า ย่อมตกอยู่ในความของภรรยาเอกผู้ถือสิทธิ์ขาดในจวนแม่ทัพมู่ หว่านฉิงมิอาจรู้ได้ว่ามู่หรงเหนียงพี่สาวของนาง ผู้มีฐานะเป็เพียงบุตรสาวของอนุคนที่หกเหมือนนาง ไปข่มขู่บีบคั้นเอาของสำคัญเหล่านี้จากพวกเขาได้อย่างไร
“ทุกคราที่ท่านพ่อก้าวเท้าพ้นประตูจวน นั่นหมายถึงความเป็ตายที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาพบหน้าภรรยาและเหล่าอนุอีกเมื่อไร... ข้าไม่คิดเลยว่า...” หว่านฉิงทอดสายตาเศร้าหมอง ก้มมองอาวุธทั้งสองเล่มในอ้อมแขนของนางด้วยความอาลัย “ลูกหลานจะนำพวกมันมาเร่ขายเยี่ยงสิ่งของไร้ค่าเช่นนี้”
“เ้าอย่าได้เสียใจไปเลย...” รุ่ยอ๋องเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ทั้งสามยืนห้อมล้อมนางอยู่หน้าโรงน้ำชา บัดนี้ล่วงเย็นแล้วจึงเงียบเชียบไร้ผู้คน มิฉะนั้นก็คงเป็เพราะท่านอ๋องมัจจุราชปรากฏกายละแวกนี้
“หามิได้เ้าค่ะ” นางเงยหน้าขึ้น ยิ้มมองสมบัติหลายชิ้นถูกบรรจงจัดวางบนรถม้า ก่อนจะหันมาฉีกยิ้มหวานหยดให้บุรุษทั้งสาม “ที่ข้าต้องชิงกระบี่ของท่านพ่อกลับมาให้ได้... ก็เพราะตั้งใจนำมามอบให้บุรุษของข้าต่างหากเล่าเ้าคะ”
บุรุษทั้งสามต่างชะงักงันด้วยความประหลาดใจ ทว่าในส่วนลึกของหัวใจกลับเปี่ยมล้นด้วยความพึงใจอย่างปิดไม่มิด ในขณะที่พวกเขาก้าวเดินเชื่องช้าเพื่อตามไปส่งนางที่รถม้าด้วยสายตาอาลัย ด้วยความที่อีกประเดี๋ยวก็ต้องแยกย้ายไปสะสางราชกิจสำคัญของตน
“อาเยี่ยนเป็เสนาบดี ย่อมไม่เหมาะกับกระบี่ที่ใช้เข่นฆ่า ข้าไม่รู้จะมอบสิ่งใดให้ท่านเพื่อมิให้ต้องน้อยเนื้อต่ำใจกัน...” หว่านฉิงเปรยขึ้นพลางหยิบปิ่นปักผมหยกออกมา มันทำจากหยกเนื้อนวลสลักลายเรียบง่ายทว่าดูสูงค่าด้วยความประณีต
“นี่คือปิ่นปักผมแรกของข้า... ท่านพ่อเป็ผู้ปักมันลงบนมวยผมให้ข้าด้วยมือของท่านเอง ของสำคัญที่มีค่าทางใจถึงเพียงนี้ พี่สาวข้ายังกล้าฉกชิงมาเร่ขายในงานประมูล” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย จำได้ว่าตอนอยู่ในห้องประมูล พี่สาวยังบอกให้ผู้จัดการโรงน้ำชาบอกว่าเป็ปิ่นปักผมล้ำค่าของคุณหนูเล็กตระกูลมู่ บุรุษข้างกายนางโกรธจนตัวสั่น นางส่งให้เยี่ยนเฉิงรับไปกับมือ “ยามที่ข้าถูกขับออกจากจวนสกุลมู่ ไม่เหลือของใช้ติดตัวเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ข้าออกมาตัวเปล่า พร้อมสิทธิขาดในการเป็นายหญิงใหญ่แห่งหอหงเหมยเท่านั้น”
หว่านฉิงทอดถอนใจพลางเหม่อมองไปข้างหน้า “ถึงข้าจะมาจากที่อันแสนไกล ทว่าข้ากลับมีความทรงจำของหว่านฉิงไหลเวียนอยู่ในกายไม่ผิดเพี้ยน... ข้ารู้สึกคิดถึงท่านพ่อและท่านแม่ยิ่งนักเ้าค่ะ”
คำสารภาพอันอ่อนไหวของนางทำเอาบุรุษทั้งสามใจสั่นวูบ ความรู้สึกอยากปกป้องสตรีตรงหน้าทวีคูณขึ้นจนเกินจะต้านทาน ยิ่งนางมอบของสำคัญที่เปรียบเสมือนชีวิตให้กับพวกเขาอย่างง่ายดาย ยิ่งทำให้หัวใจของบุรุษทั้งสามบีบคั้นรัดรึงจนแทบหายใจไม่ออก
“ของสำคัญถึงเพียงนี้... เ้าเก็บไว้เถิดหว่านหวาน ข้าว่าเป็ลางไม่ดีเลย เหมือนเ้ามอบมันให้พวกข้าเพื่อสั่งลา” แม่ทัพหรงเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า เขาพยายามจะคืนกระบี่ล้ำค่าใส่มือนาง ทว่าหว่านฉิงกลับบีบมือเขาไว้แน่น
“ให้คนตายปกป้องข้า มิสู้ให้พวกท่านใช้มันปกป้องข้าไม่ดีกว่าหรือเ้าคะ?” นางขยับยิ้มบางที่ดูอ้างว้างจับใจ ขณะเดียวกันนั้นนางลอบตัดสินใจในส่วนลึกของดวงจิต... หากวันหนึ่งนางต้องจากไปจริง ๆ พวกเขาทั้งสามไม่สามารถช่วยชีวิตนางได้ นางปรารถนาจะเห็นเมนโปรดของนางมีชีวิตที่รุ่งโรจน์และสง่างามต่อไป
“่เวลาที่ได้อยู่กับพวกท่าน ทำให้ข้ารู้สึกปลอดภัยเป็ครั้งแรกจริง ๆ ข้าไม่มีเหตุผลที่จะต้องใช้กระบี่อยู่แล้ว ท่านพี่อย่าลืมสิเ้าคะ... ข้าเป็เพียงแม่เล้าผู้หนึ่งเท่านั้น” นางหัวเราะประชดชะตาชีวิตตนเอง แววตามาดมั่นบัดนี้สะท้อนภาพเงาของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามที่ดูเปราะบางไม่ต่างจากนาง พวกเขาหยุดยืนอยู่หน้ารถม้าของนายหญิงแห่งหอคณิกา