เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 111 คำหวานที่ให้ความรู้สึกเหมือนรสชาติของเจียวจืออวี๋

            ลุงอวิ๋นเกรงว่าจะทำให้เวลาที่นายท่านทั้งสองได้อยู่ด้วยกันอย่างหาได้ยากยิ่งล่าช้าออกไปเขาไม่รอให้เฉิงเถี่ยหนิวพูดจบก็ลากชายเสื้อของเขาออกไปในทันที

            เช่นนี้ในห้องโถงหลักก็เงียบสงบลงเหลือไว้เพียงติงเหว่ยกับกงจื้อสองคนในที่สุด

            กงจื้อหมิงก้าวไปจับมือของติงเหว่ยและลากมานั่งข้างๆเตาถ่านด้วยกัน

            ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวันต่างฝ่ายต่างก็คิดถึงกัน แต่พอได้มาอยู่ด้วยกันจู่ๆ ก็ไม่รู้ว่าวิ่งหายไปไหนแล้ว

            ทั้งสองคนต่างก็สบตากันในดวงตามีแค่กันและกัน มือใหญ่กุมมือเล็กๆ เอาไว้ต่อให้ไม่พูดอะไรก็ชนะคำพูดนับพันนับหมื่น

            ในที่สุดกงจื้อหมิงก็เป็นคนแรกที่เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า“ช่วงนี้เพิ่งเปิดโรงงานผ้า คงจะเหนื่อยล่ะสิ?”

            ติงเหว่ยยิ้มและเม้มริมฝีปากของนางเอาไว้และพูดโกหกอย่างหาได้ยากว่า “ไม่เหนื่อย ข้าอยู่ในจวนสบายดีทุกอย่างแต่ว่าท่านกลับ…ผอมลงไปมาก”

            กงจื้อหมิงใช้นิ้วเรียวยาวของเขาลูบฝ่ามือที่หยาบกระด้างนิดหน่อยของนางในใจของเขาก็รู้สึกสงสารอย่างที่สุด ร่องรอยแข็งกระด้างบนใบหน้าของเขาก็อ่อนยวบลงและความอบอุ่นที่เอ่อล้นขึ้นมาในดวงตาของเขาก็แทบจะทำให้คนจมน้ำตาย

            “ข้าคิดถึงเจ้า”

            หลังจากอยู่ด้วยกันมาเกือบสองปีนี่เป็นครั้งแรกที่ติงเหว่ยได้ยินสามคำนี้ทันใดนั้นเองคำหวานนั้นก็เหมือนกับปลาทอดร้อนๆ ที่ถูกราดน้ำจิ้มลงไป และถูกอบจนกลิ่นหอมลอยฟุ้งขึ้นมาทำให้คนหลงใหล

            “วันหลังจะต้องเตือนข้าให้ทำเจียวจืออวี๋ [1] ให้ท่าน”

            กงจื้อหมิงที่ได้ยินก็มึนงงไปครู่หนึ่งเขาไม่เข้าใจว่าทำไมหญิงสาวที่เขารักถึงตอบเป็นชื่ออาหารนี้มาเมื่อเขาเอ่ยคำว่าคิดถึง

            ดังนั้นเขาก็เลยถามออกมาโดยไม่รู้ตัวว่า“ทำไมต้องทำอาหารชนิดนี้?”

            “รอให้ท่านได้กินอาหารชนิดนี้ แล้วก็จะรู้ว่าตอนนี้ในใจของข้ารู้สึกยังไง!”ติงเหว่ยอายจนหน้าแดงก่ำ นางดึงมือกลับและแสร้งทำเป็นยุ่งอยู่กับการใช้ตะขอเหล็กเขี่ยฟืนในเตาไฟ

            ต่อให้กงจื้อหมิงจะหัวช้าสักแค่ไหนแต่เขาก็เดาออกได้ถึงสามส่วน ดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดังออกมา

            อวี้ฉือหุ่ยเมื่อครู่เพิ่งจะออกจากเมืองไปส่งจดหมายในใจของเขาก็คิดถึงแต่ว่าแม่นางติงจะส่งของกินอร่อยๆ อะไรมาเขาจึงวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว ปรากฏว่าเมื่อเข้าไปถึงเรือนหลักเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะของท่านแม่ทัพใหญ่มาจากไกลๆเขาก็ยิ่งคิดว่ากลางวันมีอาหารอร่อยอะไรดังนั้นก็เลยรีบวิ่งสุดฝีเท้าเข้าไปที่ห้องโถงหลักพร้อมตะโกนออกไปว่า “ท่านแม่ทัพมีกับข้าวอร่อยๆ อะไรก็แบ่งให้ข้าสักครึ่งหนึ่งด้วย! ข้าออกไปส่งจดหมายนอกเมืองมาดังนั้นก็ถือข้าทำงานหนักกว่าพวกเขา!”

            ยังไม่ทันสิ้นเสียงเขาก็พุ่งเข้ามาในห้องโถงหลัก แล้วก็เห็นท่านแม่ทัพของตนเองกำลังกอดหญิงสาวคนหนึ่งเอาไว้ในอ้อมแขนใบหน้าของเขามืดหม่นราวกับก้นกระทะ ไม่ต้องพูดถึงรอบๆ ที่ไม่มีพวกพ้องอยู่เลยสักคนเกรงว่าขนาดแมวสักตัวก็ยังไม่มี

            เขาหยุดฝีเท้าในทันทีและเกาหลังศีรษะด้วยความเขินอายเขาพูดด้วยรอยยิ้มโง่ๆ ว่า “เอ่อ ข้ามาผิดที่แล้ว เดี๋ยวค่อยกลับมาทีหลัง!”

            หลังจากพูดจบเขาก็หันหลังกลับวิ่งออกไปทันทีทำให้กงจื้อหมิงหงุดหงิดมากเสียจนอยากจะเอาเหอเถ่าสองลูกที่ไม่เคยห่างกายไปทุบเขาให้ฟันร่วงเต็มพื้น

            แต่ติงเหว่ยที่นอนอยู่ในอ้อมแขนของเขากลับรู้สึกทั้งเขินอายและขบขันไหล่ของนางสั่นไม่หยุด

            กงจื้อหมิงไม่รู้จะทำอย่างไรเขาก็เลยพูดออกมาเบาๆ ว่า “คนหยาบคายเหล่านี้ล้วนเป็นทหารที่มีฝีมือดีทั้งด้านการเดินทัพและการต่อสู้เพียงแต่มารยาทของพวกเขาอาจจะบกพร่องไปสักหน่อย อย่าได้ถือสาพวกเขาเลย”

            ติงเหว่ยลุกขึ้นมานางยกมือขึ้นเพื่อจัดผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยของนาง แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า“ข้ากลับรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาเวลาคุยกันไม่ได้ซ่อนแผนอะไรในใจอีกอย่างพวกเขาต่างก็เป็นพวกพ้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกับท่านมาข้ายังไม่ทันขอบคุณพวกเขาเลยด้วยซ้ำ แล้วจะมารังเกียจพวกเขาได้ยังไงกัน?”

            กงจื้อหมิงมองนางอย่างละเอียดรอบคอบและก็ไม่พบความฝืนใจหรือแกล้งทำบนสีหน้าของนางเลยแม้แต่น้อยดังนั้นแววตาของเขาก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นไปอีกเขายื่นมือออกไปดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมแขน และถอนหายใจออกมาเบาๆ ว่า“สวรรค์ปฏิบัติต่อข้าดีจริงๆ ข้าช่างโชคดีจริงๆ ที่ได้เจอหญิงสาวเช่นเจ้า!”

            ติงเหว่ยลูบไหล่ของเขาด้วยความรักและพูดด้วยรอยยิ้มว่า“ท่านรู้ไหมว่าหากไม่ใช่ด้ายแดงของสวรรค์เกรงว่าบางทีตอนนี้ข้าอาจยังคงเดินเตร็ดเตร่อยู่ในที่ที่แสนห่างไกล”

            กงจื้อหมิงได้ฟังแล้วก็สับสนในขณะที่เขากำลังจะถามอะไรออกมาติงเหว่ยก็กระโดดออกจากอ้อมแขนของเขาเหมือนลูกกวางตัวน้อย และพูดด้วยรอยยิ้มว่า“ข้าเอาของกินมาจากในจวนนิดหน่อย วันนี้อากาศหนาวพอดี ข้าจะทำสุยจู่อวี๋ [2]ให้ท่านกินก็แล้วกันท่านแม่ทัพใหญ่กงจื้อของพวกเราจะมาล่าช้าเรื่องงานเพราะเรื่องผู้หญิงไม่ได้ท่านรีบจัดการงานให้เสร็จแล้วก็ไปกินข้าวอร่อยๆ!”

            กงจื้อหมิงที่จู่ๆในอ้อมแขนก็กลายเป็นความว่างเปล่า เขาขมวดคิ้วขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อหันกลับไปมองจดหมายและเอกสารที่สูงกว่าครึ่งฉือบนโต๊ะของเขาแล้วหันไปมองหญิงสาวที่เขารักอีกครั้ง ดูแล้วก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลุกขึ้น“ตกลง งั้นข้าจัดการงานก่อนสักครึ่งชั่วยาม จากนั้นค่อยไปกินข้าวด้วยกัน”

            ติงเหว่ยยิ้มโดยไม่พูดอะไรนางหยิบห่อของและกล่องข้าวขึ้นมา จากนั้นก็เดินออกไปอย่างรวดเร็ว

            ……

            เป็นอย่างที่คาดไว้ที่ด้านนอกห้องโถงลุงอวิ๋นกำลังขวางขุนนางที่มีสีหน้าเร่งรีบอยู่หลายคนทันใดนั้นเมื่อเขาเห็นติงเหว่ยออกมา สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายลงมาสามส่วนแต่ก็มีความหงุดหงิดมากขึ้น

            ผู้อาวุโสโบกมือและปล่อยพวกเขาไปด้วยความโมโหจากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าเพื่อรับกล่องข้าวจากมือของติงเหว่ยแล้วพูดอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรว่า “นายน้อยอยากจะกลับไปดูที่จวนตั้งนานแล้วแต่ว่าสงครามครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ก็เลยยุ่งมากจริงๆ บางครั้งยังต้องโต้รุ่งถึงอีกวันจึงจะนอนได้สักครู่เจ้าอย่าโทษนายน้อยเลย!”

            ติงเหว่ยได้ฟังก็หน้าแดงและรู้สึกอบอุ่นในใจนางรีบพูดเปลี่ยนเรื่อง “ลุงอวิ๋นอย่าได้กังวล ข้าเองก็รู้เรื่องนี้ดีพวกเรามีปลาสดๆ ที่นี่หรือไม่ ข้าเอาน้ำมันกับพริกใส่ขวดมาอีกเดี๋ยวจะทำสุยจู่อวี๋ให้นายน้อยกิน อากาศกำลังหนาวพอดีจะได้อุ่นร่างกายสักหน่อย”

            “มี มี มี” ลุงอวิ๋นตอบซ้ำๆ อย่างยิ้มแย้มแจ่มใส จากนั้นก็พูดว่า“เมื่อตอนเช้าตรู่สกุลหลี่ให้คนเอาปลาเฉาฮื้อมาส่งให้หนึ่งตะกร้าพวกมันทั้งตัวใหญ่และอวบอ้วน ข้าจะไปช่วยเจ้าเอง”

            บางทีผู้อาวุโสอาจไม่มีใครคุยเล่นเป็นเพื่อนมานานแล้วเขาก็เลยบ่นนู่นบ่นนี่ไม่หยุด

            “เจ้าไม่รู้หรอกว่าครอบครัวชั้นสูงเหล่านี้อยู่ในเมืองมาหลายร้อยปีแล้วหัวหน้าครอบครัวแต่ละรุ่นตกต่ำลงทุกวันๆ เมื่อวานนี้เพิ่งมีคนหนึ่งมาเชิญนายน้อยไปร่วมงานเลี้ยงเขาบอกว่าในหอนางโลมมีนางคณิกาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดจะมาดื่มเหล้าเป็นเพื่อน เฮ้อ…”

            ผู้อาวุโสพูดไปถึงครึ่งหนึ่งก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าหัวข้อนี้ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรเขาก็เลยรีบปัดทิ้งไปว่า “นายน้อยของพวกเราเป็นสุภาพบุรุษเขาจะแหกกฎเพื่อนางคณิกาคนหนึ่งทำไม ตอนนั้นก็ให้ข้าปฏิเสธไปทันทีเลย”

            ติงเหว่ยฟังแล้วก็รู้สึกขบขันแต่นางก็ไม่ได้หงุดหงิดที่ผู้อาวุโสพูดโกหกทุกวันนี้กองทัพอี้จวินมาปกครองเฉียนโจวอยู่ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครส่งเงินทองและสาวงามมาให้แต่นางกลับไม่ได้กังวลว่ากงจื้อหมิงจะหลงใหลในของสวยๆ งามๆ เลยแม้แต่น้อย ประการแรกความรู้สึกของพวกเขาสองคนยังไม่ได้เปราะบางถึงขั้นนั้นประการที่สองพิษจากผงฉือฮว่าเฟินไม่ได้ถูกกำจัดจนหมดทุกวันนี้กงจื้อหมิงเองก็ยังกินยาสมุนไพรอยู่ วันนั้นท่านอาจารย์ก็เคยบอกแล้วว่าเรื่องแรกที่ต้องห้ามก็คือหลงใหลในความงาม

            ลุงอวิ๋นแอบมองติงเหว่ยที่ดูเหมือนว่าจะไม่โกรธจริงๆเขาก็แอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จากนั้นก็ถามถึงเรื่องที่สนุกๆของอันเกอเอ๋อร์

            ติงเหว่ยออกมานานกว่าครึ่งวันแล้วนางเองก็คิดถึงลูกชายเหมือนกัน ทั้งสองคนก็เลยคุยกันอย่างสนุกสนาน

            ห้องครัวที่ด้านหลังของศาลาที่ว่าการเฉียนโจวนั้นมีขนาดใหญ่มากมีพ่อครัวสองคนและผู้ช่วยอีกสิบกว่าคนคอยดูแลอาหารสามมื้อของขุนนางฝ่ายพลเรือนขุนนางฝ่ายทหาร และพลทหารอีกกว่าหนึ่งร้อยนายดังนั้นเตาไฟในห้องครัวจึงมักสว่างอยู่เสมอ

            แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ถึงเวลาอาหารแต่พ่อครัวทั้งสองก็กำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหารโดยแทบจะไม่ได้หยุดพัก

            ติงเหว่ยขวางลุงอวิ๋นให้ไม่ต้องไปเตรียมจัดพื้นที่นางต้องการแค่เตาเล็กๆ ใบหนึ่งเท่านั้น นางเทน้ำมันรสเผ็ดและเครื่องปรุงรสต่างๆที่เอามาจากจวนลงในหม้อทองแดงที่มีสองหูจากนั้นก็เอาปลาเฉาฮื้อไปขอดเกล็ดและเลาะเครื่องในออก แล้วก็เอามาหั่นเป็นชิ้นหนาๆจากนั้นก็ใส่ถั่วงอกและผักกาดฝอยลงไปพร้อมกันในหม้อรอจนน้ำเดือดขึ้นมากลิ่นหอมเผ็ดร้อนก็ทำให้ทุกคนในห้องครัวต่างก็หันมามองเป็นครั้งคราว

            พ่อครัวใหญ่คนหนึ่งต้องการจะเข้ามาช่วยอย่างไร้ยางอายเพราะจริงๆ แล้วเขาแค่ต้องการขโมยวิชาก็เท่านั้น ลุงอวิ๋นโบกมือกำลังจะไล่เขาไปแต่ติงเหว่ยกลับห้ามเอาไว้เสียก่อนหลังจากนั้นนางก็อธิบายวิธีการทำอย่างละเอียดให้กับพ่อครัวตัวอ้วนคนนั้นพ่อครัวตัวอ้วนคนนั้นก็ดีใจจนไขมันบนใบหน้าสั่นไปหมด

            ลุงอวิ๋นรู้สึกปวดใจเล็กน้อยเขาตำหนิด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ถึงแม้นายน้อยจะชอบกินอาหารรสชาติเบา แต่ปลานี่มีรสชาติดีขนาดนี้เขาจะต้องชอบกินอย่างแน่นอนทำไมเจ้าไม่เก็บเคล็ดลับการทำเอาไว้แล้วยังสอนให้คนอื่นอีกด้วย?”

            ติงเหว่ยยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์เล็กน้อยและตอบเบาๆว่า “ลุงอวิ๋นโปรดวางใจ เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดของกับข้าวนี้ก็คือน้ำมันพริกน้ำมันพริกนี้มีแค่ข้าที่ทำได้หากว่านายน้อยชอบกินข้าก็จะส่งน้ำมันพริกมามากสักหน่อยพ่อครัวใหญ่เองก็สามารถใช้ทำได้ตามปกติ นายน้อยกับท่านจะได้กินตอนร้อนๆแต่ว่าท่านเองก็อายุมากแล้ว ไม่สามารถกินเยอะเกินไปได้!”

            ลุงอวิ๋นยิ้มออกมาอย่างมีความสุขเขาพยักหน้าซ้ำๆ “งั้นก็ค่อยยังชั่วหน่อย เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะชิมแค่รสชาติเท่านั้นจะไม่กินเยอะเกินไป”

            ติงเหว่ยเห็นว่าดวงตาของผู้อาวุโสแทบจะตกลงไปในหม้ออยู่แล้วแต่ก็ไม่เหมาะที่จะเปิดโปงเขา ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงยิ้มอย่างแกนๆและยกหม้อออกมา จากนั้นก็ทำกับข้าวรสชาติเบาๆ สองจาน แล้วเอาไปส่งกับลุงอวิ๋นที่ด้านหน้าของศาลาที่ว่าการ

            ไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันพิเศษหรือว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่งานทุกอย่างต่างก็เข้ามาพร้อมกันถึงแม้จะผ่านไปครึ่งชั่วยามกว่าแล้ว ในห้องโถงหลักก็ยังมีคนเดินไปเดินมามีขุนนางชั้นผู้น้อยที่รอรายงานเรื่องทางการต่อแถวยาวอยู่นอกประตูลุงอวิ๋นขมวดคิ้วและลังเลว่าจะเข้าไปขัดจังหวะดีหรือไม่

            ในทางกลับกันติงเหว่ยที่ยืนอยู่ที่ระเบียงทางเดินนางชำเลืองมองไปที่เงาแผ่นหลังที่ยืนอยู่หลังโต๊ะหนังสือนั้นผ่านไปครู่หนึ่งนางก็กระซิบออกมาว่า “ลุงอวิ๋น ในเมื่อนายน้อยกำลังยุ่งอยู่ข้าเองก็ขอตัวกลับก่อน ส่วนปลานี้เอาไปวางไว้บนเตาถ่านจะได้ร้อนๆ อยู่และก็ไม่ต้องกลัวว่าจะวางไว้นานเกินไป รอนายน้อยจัดการเสร็จท่านค่อยกินด้วยกันกับนายน้อยเถอะ”

            “เอ๋ จะกลับแล้วอย่างนั้นหรือ?” ลุงอวิ๋นยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์ไม่น้อยเขาอยากจะรั้งนางไว้แต่ก็คิดว่าคงไม่เหมาะสม สุดท้ายก็ทำได้เพียงพูดว่า“เช่นนั้นก็ได้ เจ้าเดินทางกลับระมัดระวัง หลังจากหายยุ่งแล้วสองสามวันนี้ข้าจะเร่งให้นายน้อยกลับไปสักรอบหนึ่ง”

            “ตกลง ห่อของที่ข้าเอามาด้วยคือเสื้อนวมและกางเกงขนสัตว์ของนายน้อยรอให้ในจวนฆ่าไก่อีกรอบแล้วข้าจะทำเสื้อแขนกุดให้ท่าน ขอแค่ลุงอวิ๋นไม่รังเกียจฝีมือการเย็บผ้ายอดแย่ของข้าก็พอ”

            “ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจ หากที่จวนมีปัญหาอะไรก็ให้อวิ๋นอิ่งส่งข่าวมา”

            “ตกลง ลุงอวิ๋น หลังจากที่นายน้อยหายยุ่งแล้ว ช่วยบอกเขาแทนข้าหน่อยว่าโรงงานผ้าจะทำเสื้อนวมและรองเท้านวมในส่วนที่เหลือให้เสร็จให้เร็วที่สุดแล้วจะส่งมารับรองว่าจะไม่เป็นภาระของกองทัพอี้จวินอย่างแน่นอน ขอให้เขาอย่าได้กังวล”

            ผู้อาวุโสเห็นว่าถึงแม้ติงเหว่ยจะพูดกับเขาแต่ดวงตาของนางไม่ได้ละไปจากห้องโถงหลักเลยแม้แต่น้อยในใจของเขาก็รู้สึกสงสารและถอนหายใจยาวๆ ออกมา

            ติงเหว่ยฝืนยิ้มออกมานางหันหลังและเดินไปทางด้านหลังของศาลาที่ว่าการเพื่อไปหาเฉิงต้าโหยวที่รออยู่ข้างรถม้าตั้งนานแล้วตอนขามารถม้าหนักเป็นอย่างมาก ตอนขากลับก็ว่างเปล่าและพวกมันก็เดินไปตามถนนสายที่ออกนอกเมือง…

            ……

            ในห้องโถงหลักของศาลาว่าการกว่าจะเงียบสงบลงก็เป็นเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้วกงจื้อหมิงลูบท้องที่กำลังร้องประท้วงออกมา จู่ๆก็นึกถึงติงเหว่ยที่ไปต้มปลาที่ห้องครัวด้านหลัง และเกิดสงสัยว่าเหตุใดผ่านไปนานขนาดนี้แล้วยังไม่ยกมาดังนั้นเขาก็เลยเงยหน้ามองไปทางประตู คิดไม่ถึงว่าลุงอวิ๋นจะไม่อยู่แต่กลับมีอวี้ฉือหุ่ยยืนอยู่ข้างหนึ่ง

            ดังนั้นเขาจึงถามว่า“อวี้ฉือ เจ้าเห็นแม่นางติงบ้างไหม?”

            ชายหนวดเฟิ้มกำลังสูดดมกลิ่นหอมของควันที่ลอยออกมาจากหม้อทองแดงที่อยู่บนเตาถ่านจนน้ำลายไหลออกมาเมื่อได้ยินเช่นนี้เขาก็รีบยกเข้าไปด้านในห้อง และตะโกนเสียงดังว่า “ท่านแม่ทัพท่านหิวแล้วใช่หรือไม่ งั้นก็รีบกินข้าวก่อนเถอะ! ปลาที่แม่นางติงต้มไว้หอมมากหากท่านยังไม่พูดอะไร น้ำแกงปลาก็คงจะแห้งหมดแล้ว!”

            กงจื้อหมิงที่ได้ยินทั้งสามประโยคที่ต่างก็ไม่พ้นเรื่องกินและไม่บอกว่าติงเหว่ยอยู่ที่ไหน เขาจึงตำหนิออกมาด้วยใบหน้าเย็นชา“แม่นางติงอยู่ที่ไหน?”

            อวี้ฉือหุ่ยคอหดด้วยความตกใจและรีบตอบออกไปว่า “แม่นางติงกลับไปแล้ว ลุงอวิ๋นออกไปส่งนางหรือท่านจะลองถามลุงอวิ๋นดีหรือไม่?”

            กงจื้อหมิงขมวดคิ้วด้วยความโมโหทันใดนั้นในใจของเขาก็รู้สึกว่างเปล่าเป็นอย่างมาก และความเจ็บปวดก็ค่อยๆเอ่อล้นออกมา ตั้งหลายวันกว่าจะได้เจอหน้ากันสักครั้งนึกไม่ถึงเลยว่าแม้กระทั่งคำพูดกำชับต่างๆ ยังไม่ทันได้พูด คนรักของเขาก็จากไปเสียแล้วในชั่วขณะหนึ่งเขาไม่รู้ว่าจะโกรธที่ตนเองละเลยหรือจะตำหนิว่าวันนี้ยุ่งมากเกินไปดี

            -----------------------------------------

            [1] เจียวจืออวี๋ 浇汁鱼หมายถึงปลาที่นำไปทอดจนเป็นสีเหลืองทองและราดด้วยซอสน้ำแดงเมื่อกินรวมกันแล้วจะมีรสสัมผัสที่กรอบจากเนื้อปลาและรสชาติที่ทั้งหอมและหวานจากซอสที่ราดอยู่ด้านบน ลักษณะคล้ายๆปลาทอดราดซอสเปรี้ยวหวานของไทย

            [2]สุยจู่อวี๋ 水煮鱼หมายถึงปลาต้มในน้ำมันกับพริก

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808