หุ้นปันผล (Dividend Stock) คือชื่อที่มักใช้เรียกหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง (ราว 5-10 % ต่อปีขึ้นไป) เมื่อเทียบกับราคาหุ้น ส่วนใหญ่หุ้นบริษัทเหล่านี้ที่จ่ายปันผลได้มากเป็เพราะนโยบายของบริษัทที่เน้นเอากำไรที่ได้มาในแต่ละปีจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นเป็หลัก ไม่ได้้าเก็บกำไรสะสมไว้เพื่อขยายกิจการ
ดังนั้นหุ้นปันผลส่วนมากจึงมักเป็กิจการที่อยู่ตัว มีรายได้คงที่สม่ำเสมอ หรือโตช้า และมีกำไรที่มีความมั่นคงสม่ำเสมอด้วย
ตัวอย่างเช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวร้อยหุ้น กำไรปีละสิบบาท นโยบายจ่ายปันผล 80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อครบกำหนดจ่ายปันผล ก็จะจ่ายปันผลในรอบปีออกมา 8 บาท จากกำไรทั้งหมดสิบบาท ถ้าคุณถือหุ้นร้านก๋วยเตี๋ยว 50 หุ้น คุณก็จะได้รับเงินปันผล 4 บาทต่อปี
--------------------------------
"พี่อาทรู้ไหม สินค้าที่อยู่ในรถเข็นนี่ มาจากบริษัทในตลาดหุ้นทั้งนั้นเลยนะ" ณรัชต์ยังเลคเชอร์ถึงหลักการที่ดีของนักลงทุนที่ต้องรู้จักสังเกตหุ้นสินค้าและบริการรอบๆ ตัว
"พี่อย่าดูถูกสินค้าของใช้พื้น ๆ พวกนี้นะ พวกหุ้นบริษัทน้ำปลา ซอส น้ำมันพืชพวกนี้น่ะ ล้วนเป็บริษัทที่มีรายได้กับกำไรมั่นคงทั้งนั้น"
"ขนาด่วิกฤติต้มยำกุ้งที่ทำเอาหลายบริษัทล้มละลาย อีกครึ่งตลาดพากันขาดทุน บริษัทพวกนี้กระทบแค่นิดเดียว และยังจ่ายปันผลได้ตามปกติด้วยนะครับ ทั้งที่บริษัทอื่นงดจ่ายปันผลกันค่อนตลาด และปันผลของหุ้นพวกนี้จ่ายดีมากด้วย เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ทุกตัวเลย"
"แม้หุ้นพวกนี้ส่วนใหญ่โตช้า แต่ก็จะโตอย่างมั่นคงตามการเติบโตของการบริโภคในประเทศ พี่อย่าดูถูก 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปีตอนนี้นะพี่ อย่างหุ้นน้ำปลานี่ราคาหุ้นละราวๆ สองบาท ปันผลตกสิบสตางค์ต่อหุ้น แต่ถ้าบริษัทเติบโตดี อนาคตอาจราคาถึงยี่สิบบาท แล้วพี่คิดดูปันผล 5 เปอร์เซ็นต์ของยี่สิบบาทนี่ตก หนึ่งบาทต่อหุ้นต่อปีเลย "
"ซื้อมาต้นทุน หุ้นละสองบาท ได้ปันผลปีละหนึ่งบาท นั่นจะเป็ปันผล 50 เปอร์เซ็นต์ของเงินต้นเลยนะเออ" และณรัชต์รู้ว่าหุ้นตัวนี้จะราคาจะไปได้ถึงสี่สิบบาทด้วยซ้ำ
แม้ณรัชต์จะไม่อยากบอกตัวหุ้นตรง ๆ แต่ก็อดบอกแบบอ้อมๆ ไม่ได้อยู่ดี
หุ้นที่เขานำมายกตัวอย่าง ไม่ว่าหุ้นขนมปัง น้ำปลา ซอส น้ำตาล หรือน้ำมันพืช ใน่ชีวิตที่แล้วตอนที่เขาจากมา หุ้นพื้น ๆ พวกนี้กลายเป็หุ้นปันผลชั้นดี ที่คนมีหุ้นล้วนไม่คิดจะขายออกมา จนหุ้นแทบไม่มีการซื้อขายเลยในแต่ละวัน
คงเพราะคนมีหุ้นเหล่านี้ได้เงินปันผลจากหุ้นจนคืนทุนบวกกำไรไปหมดแล้ว และหุ้นก็ทำรายได้ให้สม่ำเสมอทุกปี ถ้าขายหุ้นออกไปเพื่อหวังเงินที่ได้จากราคาหุ้นก็ไม่ต่างจากฆ่าไก่เอาไข่ จึงไม่มีใครคิดจะทำ
ส่วนมากเลยนั่งเก็บไข่คือปันผลกันอย่างเปรมปรีดิ์
ราคาหุ้นในตอนนี้ของหุ้นแต่ละตัวที่เขายกตัวอย่างมีราคาไม่กี่บาท ถึงตอนที่เขาจากมา บางตัวขึ้นเป็หลายสิบบาท บางตัวเป็ร้อยบาทต่อหุ้นเลยก็มี
แต่เพราะแทบไม่มีการซื้อขาย ่ชีวิตที่แล้ว ณรัชต์จึงได้แต่มองหุ้นพวกนี้อย่างตาละห้อย
เล่าถึงวิธีสังเกต และหาหุ้นต่าง ๆ รอบตัวแล้ว ณรัชต์ก็บอกถึงเวลาในการซื้อหุ้นของนักลงทุนเน้นคุณค่า หรือนักลงทุนวีไอ
"สังเกตไปเรื่อย ๆ ศึกษาไปเรื่อย ๆ สะสมความรู้ ยังไม่ต้องรีบซื้อหุ้นนะพี่ นักลงทุนแบบวีไอที่ดี ต้องรู้จักรอให้เป็"
"นักลงทุนเน้นคุณค่าที่ดีน่ะ ต้องซื้อหุ้นให้เหมือนผู้หญิงเลือกซื้อของ" ณรัชต์ยกตัวอย่าง
"ยังไง? เหมือนผู้หญิงซื้อของ? เห็นแล้วชอบใจ ก็ซื้อเลยน่ะเหรอ" ผู้หมวดหนุ่มทำหน้างงและแอบเหลือบมองไปทางพี่สาวเขาเล็กน้อย
"ไม่ช่ายยยย" เขาปฏิเสธ
ก่อนหันไปทางพี่สาวที่กำลังเลือกยี่ห้อของแชมพูอยู่หน้ารถเข็น
"เจ๊ เวลาเจ๊อยากซื้อของดี ๆ ที่เจ๊ชอบ เจ๊จะทำยังไงถึงจะคุ้มค่าที่สุด แต่ต้องด้วยเงินเจ๊เองนะ" เขาถามพี่สาว
"ก็ต่อราคาสิ ต่อไม่ได้ก็รอตอนเซล" พี่สาวตอบ มองเขาตาเขียวเล็กน้อย ก่อนหันไปมองค้อนผู้หมวดหนุ่มอีกคน สงสัยจะได้ยินที่พวกเขาคุยกัน
เหตุผลหลักจริง ๆ ที่ณรัชต์ตั้งใจเลคเชอร์ผู้หมวดหนุ่มอย่างยืดยาวและจริงจัง คงเป็เพราะพี่สาวเขา
เขาสังเกตได้ว่าพี่สาวเขาเริ่มไม่แอ๊บ และทำตัวตามสบายเป็ตัวเองกับผู้หมวดหนุ่มมากขึ้น นั่นแสดงว่าพี่สาวเขาคงจัดผู้หมวดหนุ่มไว้ในหมวดคนสนิทกันบ้างแล้ว ถึงได้เลิกฟอร์มเยอะ แสดงนิสัยแท้จริงออกมา
ดังนั้นเขาเลยส่งเสริมความรู้เื่การลงทุนให้นายตำรวจหนุ่มแบบจริงจังซะหน่อย
"นั่นล่ะพี่ หลักการซื้อหุ้น ของนักลงทุนแบบวีไอ คือซื้อเมื่อได้ราคาลด หรือไม่ก็ต้องรอคอยตอนมันเซลเยอะ ๆ ค่อยซื้อ ถึงจะคุ้มค่าที่สุด" ณรัชต์พยายามสอนแก่นการเป็นักลงทุนเน้นคุณค่าที่ดีแก่นายตำรวจหนุ่ม
"อย่างไม่กี่วันก่อน หุ้นบริษัทเดินทะเล C ลดราคากระหน่ำเลยเพราะใกับข่าวอุบัติเหตุเรือชนกัน ซึ่งถ้าเป็นักลงทุนเน้นคุณค่าที่ดี จะรู้ว่าตอนนั้นล่ะคือ่เวลาในการซื้อ"
ณรัชต์ยกตัวอย่างทิ้งท้ายหุ้นที่ทำให้เขาเพิ่งได้กำไรมาเป็ล้านบาท ก่อนหันไปช่วยพี่สาวเขาเลือกของใช้ในบ้าน และของอื่น ๆ ตามออร์เดอร์ของมารดาที่ยังเหลือ
นายตำรวจหนุ่มตั้งใจฟังและพยักหน้าตาม พร้อมเข็นรถเข็นให้เขากับพี่สาวที่กำลังเลือกซื้อของตามออเดอร์อย่างแข็งขัน
ว่าไปแล้วณรัชต์ก็สงสัย ในชีวิตเขาได้รู้จักนายตำรวจมาหลายคน เขาสังเกตว่าผู้หมวดหนุ่มที่จบนายร้อยมาใหม่ ๆ ไม่นาน มักเป็ผู้ชายที่ดี สมที่เขาเรียกกันกว่าสุภาพบุรุษสามพรานจริง ๆ
แต่ทำไมพอผ่านไปหลายปี นายตำรวจสุภาพบุษเ่าั้กลับหายไป นั่นคงเป็ปริศนาอย่างหนึ่งในวงการตำรวจล่ะมั้ง......
ซื้อของกับเดินเล่นที่ห้างค้าปลีกอยู่จนค่ำ คณะพวกเขาก็เดินทางกลับ
ที่โรงเรียน คาบพักหลังกินข้าวเที่ยงเสร็จ กลุ่มเขาก็นั่งประจำกันอยู่โต๊ะเดิมตามประสา
เต้เริ่มจับคอร์ดดีดกีตาร์คล่องขึ้นบ้างแล้ว วิทย์กำลังใช้ปากกาหมุนกรอม้วนเทปเพื่อกลับไปฟังเพลงเดิมอยู่ ส่วนณรัชต์กำลังอ่านหนังสือพิมพ์อย่างติดพัน
"เฮ้ย ๆ นะ นะ สาวสวยว่ะ แจ่มมาก ทิศทางหกนาฬิกา" เต้ที่หยุดดีกีตาร์ยื่นมือมาสะกิดเขา
"เออ เออ " เขาตอบรับแต่ไม่สนใจ เพราะข่าวในนังสือพิมพ์น่าสนใจกว่ามาก
รายละเอียดข่าวเป็บทวิเคราะห์ถึง บริษัทเดินทะเล C ที่ณรัชต์ขายหุ้นไปแล้ว นักวิเคราะห์เขียนถึงดีลการซื้อเรือมือสองจำนวน 5 ลำ ที่เพิ่งเป็ข่าวไปไม่นาน รายละเอียดนักวิเคราะห์บอกว่า การซื้อเรือหนนี้เป็การซื้อที่คุ้มค่ามาก
เพราะปกติเมื่อค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นสูง ราคาเรือมือสองก็มักจะขยับขึ้นตามด้วย แต่บริษัทเดินทะเล C ไม่ได้ซื้อเรือเดินทะเลมือสองจากบริษัทเดินเรือทั่วไป ผู้บริหารบริษัทเดินทะเล C ได้ทำการติดต่อและซื้อเรือจากบริษัทเดินทะเลเล็ก ๆ สองสามบริษัทที่เป็กิจการครอบครัวไม่ได้ใหญ่โต
ซึ่งกิจการเหล่านี้ยังมีผลพวงแย่ ๆ จากการโดนวิกฤติต้มยำกุ้งอยู่ ทำให้ส่วนใหญ่ยังติดหนี้ธนาคาร เมื่อสายป่านไม่ยาวพอ จึงต้องจำใจขายเรือที่มีออกมาเพื่อนำไปใช้หนี้ธนาคาร
บริษัทเดินทะเล C จึงกดราคาซื้อได้ถูกกว่าปกติมาก
คิดแล้วณรัชต์ก็ชอบความเก่งกาจของผู้บริหารบริษัทเดินทะเล C เสียดายที่หุ้นเดินเรือเป็หุ้นวัฏจักร ไม่งั้นการถือหุ้นที่ผู้บริหารเก่ง ๆ แบบนี้จะเป็เื่ดีและให้ผลตอบแทนดีมาก
ณรัชต์กำลังคิดเพลิน ๆ ก็มีมือยื่นมาจากข้างหลังมาปิดตาเขาทั้งสองข้าง พร้อมเสียงเอ่ยขึ้นว่า
"ทายซิ ใครเอ่ย"
---------------------------------
Name : ณรัชต์
Asset : เงินสดในบัญชีหุ้น 3,928,400 บาท
มูลค่าสินทรัพย์รวม : = 3,928,400 บาท