ตอนที่ 30 อาจารย์อมรแสยะยิ้ม
“ไก่ทอดพวกนี้มาจากร้านของพีทจริงๆ เหรอ?” หลังจากหายช็อกทางด้านของเถ้าแก่ร้านขายไก่ ก็ได้ถามถึงร้านของพีท ซึ่งตัวของเฮียตี๋ที่เป็ลูกชายก็ได้บอกเล่าเื่จากร้านของพีท ที่ได้ยินมาให้กับพ่อของตัวเองได้ฟัง ั้แ่ต้นจนจบ
ไม่ว่าจะเป็การย้ายร้านมาเปิดที่ตึกแถวหรือลูกค้าที่ต่อแถวยาวอยู่นานร้านเพื่อมาซื้อไก่ทอด ทั้งๆ ที่ไก่ทอดถือเป็ของกินเล่นที่หาซื้อได้ง่ายมากๆ ก็ตาม ทั้งนี้ในระหว่างทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั่นเอง ทางด้านของน้องสาวคนเล็กหรือลูกสาวของเถ้าแก่ที่พึ่งจะกลับมาจากที่ทำงานข้างนอกก็ได้เดินเข้ามาในบ้านพอดี
สองมือของเธอถือกระเป๋าและถุงไก่ทอดจากร้าน QFC ที่พึ่งจะจัดโปรโมชั่น ก่อนจะมาวางลงบนโต๊ะ แต่ก็ต้องประหลาดใจว่าพ่อและพี่ชายของเธอก็ซื้อไก่ทอดมาเหมือนกัน
“เฮียก็ซื้อไก่ทอดมาด้วยเหรอ? หนูเองก็ซื้อมาเหมือนกัน ไก่ทอด QFC พวกเราไม่ได้กินกันมานานแล้วเนอะ” ตัวของน้องสาวได้เรียกมาม๊าที่อยู่ในครัวออกมากินไก่ทอดด้วยกัน วันนี้มาม๊าของพวกเขาจะได้ไม่ต้องทำอาหารให้เหนื่อย ถือเป็วันพักผ่อนสำหรับครอบครัว
แต่กระนั้นกับข้าวตรงหน้าล้วนมีแต่ ไก่ทอด หรือไม่ก็มันฝรั่งทอด จะกินเพียงแค่นี้ก็ดูจะน่าเบื่อเกินไปหน่อย ซึ่งมาม๊าก็เตรียมจะกลับเข้าไปในครัวเพื่อที่จะทำกับข้าวมาเพิ่มอีกสักอย่างไว้กินตัดเลี่ยน
ถึงอย่างนั้นก็ได้ถูกห้ามไว้โดย เฮียตี๋และปะป๊า ที่บอกว่าไม่ต้องทำมาเพิ่มแล้ว หากจะตัดเลี่ยนก็ให้กินของพวกนี้
เฮียตี๋ได้หยิบกิมจิถ้วยใหญ่ออกมาวาง ตามด้วยหัวไชเท้าดองและข้าวเหนียว ที่พีทให้ติดไม้ติดมือมา
“ร้าน QFC แถมของพวกนี้ด้วยเหรอ?” น้องสาวเองก็ดูงงๆ แต่พอสังเกตดีๆ ก็เห็นถึงป้ายชื่อของร้านที่ติดอยู่หน้ากล่อง แปะเอาไว้ว่า Chicky CPF พร้อมด้วยมาสคอตสุดกวนๆ ที่ยกนิ้วโป้งให้นั่นเอง
“ไก่ทอดจากร้านไหนเนี่ย ตลกดี? แต่ก็เอาเถอะมากินไก่ทอด QFC กัน วันนี้พวกเขาจัดโปรลดราคาเยอะเลย” น้องสาวได้ชวนทุกคนมากินข้าว ก่อนที่ในครอบครัวจะล้อมวงกันเข้ามา
ทุกอย่างเป็ไปอย่างราบรื่น บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะระหว่างครอบครัว ที่ได้พูดคุยกัน เป็ภาพที่หาได้ยากแล้วสำหรับครอบครัวสมัยนี้ที่ได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน
แต่ทว่าในขณะที่น้องสาวของบ้านกำลังตักกินไก่ทอดที่ตัวเองซื้อมา เธอก็สังเกตเห็นว่าพ่อและพี่ชายของเธอ กินไก่ทอดที่เธอซื้อมาแค่ชิ้นเดียวเท่านั้นและก็ไม่ได้แตะไก่ของเธออีกเลย เอาแต่กินแต่ไก่ทอดร้าน CPF จนเธอรู้สึกแปลกๆ
เนื่องจากแม่ของเธอก็เริ่มที่จะหยิบไก่ทอด CPF มากินตามพ่อกับพี่ชายไปแล้วเช่นเดียวกัน
“ทำไมทุกคนถึงไม่กินไก่ที่หนูซื้อมาเลยล่ะ? นี้ไก่ทอด QFC เลยนะ…ไม่ต้องเกรงใจหนูหรอก มันจัดโปรโมชั่นไม่ได้แพงมากอะไร กินเลย กินเลย” น้องสาวไม่ได้ไม่พอใจ แต่เธอแค่รู้สึกว่าคนในบ้านกำลังเกรงใจเธอ คิดว่าไก่ทอด QFC มีราคาแพงจึงอยากเก็บไว้ให้เธอกินนั่นเอง
มันก็เป็แบบนี้แหละ ลูกคนเล็กของบ้าน ย่อมได้รับการตามใจจากคนในครอบครัว มีอะไรดีๆ ก็มักจะเก็บไว้ให้ลูกคนเล็กเสมอๆ และบ้านหลังนี้ก็เช่นเดียวกัน พวกเขามักจะเอาใจใส่กับลูกสาวคนสุดท้องนี้ราวกับเ้าหญิง ซึ่งน้องสาวคนเล็กก็รู้และพึงพอใจกับบทบาทเ้าหญิงของตัวเองมาั้แ่เด็กแล้ว
ถึงอย่างนั้นแม้เธอจะพยายามบอกให้ทุกคนกินไก่ของเธอกันสักแค่ไหน ก็ไม่มีใครยอมกิน จนเธอเริ่มหงุดหงิดเล็กน้อย ซึ่งเฮียตี๋ก็เห็นและรับรู้ได้ถึงอารมณ์ของน้องสาวที่ตัวเองเลี้ยงมาั้แ่เด็กดี จึงได้พูดประโยคนี้ออกไป
“อาหมวย ลองกินไก่ทอดร้าน CPF นี้ดูก่อน แล้วเธอก็จะรู้ว่าทำไมป๊า ม๊าและเฮียถึงไม่กินไก่ของเธอ” เฮียตี๋เอาไก่วิงซ์แซ่บที่เหลือสองชิ้นสุดท้ายให้กับน้องสาวของตัวเอง ซึ่งหญิงสาวก็ดูจะดื้อรั้นอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็เปิดใจยอมกินไก่ทอด CPF นี้ในที่สุด
และแน่นอนเมื่อได้ลิ้มรสไก่ทอดวิงซ์แซ่บเข้าไป เชื่อเถอะว่าร้อยทั้งร้อยของคนไทย ย่อมต้องยอมสยบให้กับมัน “จริงด้วย! อร่อยกว่าไก่ทอด QFC เสียอีก” หญิงสาวได้ลองกินไก่ทอดรสชาติอื่นๆ ตามที่พี่ชายแนะนำ พลางกินเครื่องเคียงจำพวกกิมจิและหัวไชเท้าดองคอยตัดเลี่ยนอยู่เรื่อยๆ
ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที เธอก็ซัดเอาไก่ทอดวิงซ์แซ่บไปแล้ว 2 ชิ้น ไก่ทอดออริจินัล 3 ชิ้นและไก่ทอดเกาหลีอีก 3 ชิ้น เล่นเอาไก่ที่มีเกือบหมดเลยทีเดียว
“ร้าน Chicky CPF เหรอ? ไม่เห็นเคยได้ยินเลย แต่ไก่ของพวกเขาอร่อยมากจริงๆ” ในที่สุดหญิงสาวก็ยอมรับว่าไก่ทอด CPF อร่อยมากกว่า จนตอนนี้แทบจะหมางเมินไก่ทอด QFC บนโต๊ะไปแล้ว
“แล้วรู้ไหม ไก่ทอดที่ร้าน CPF รับไปขาย ก็เป็ไก่จากร้านของเราเอง” เฮียตี๋ยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ ซึ่งมาม๊าและตัวของน้องสาวได้ยินว่าไก่ที่นำมาขายเป็ไก่จากฟาร์มของเธอเอง พวกเขาก็ถึงกับตกตะลึง ป่นระคนรู้สึกดีกับร้าน CPF ที่ใช้ไก่ของครอบครัวเธอนั่นเอง
เฮียตี๋ได้บอกเล่าถึงร้านของพีทอีกหน และคราวนี้เขาก็ได้เปิดช่องวิดีโอ WeAreOne ให้กับน้องสาวและมาม๊าได้ดู ซึ่งพอทุกคนได้ดูก็พยักหน้าเป็เสียงเดียวกัน ถ้าพวกเขาผูกมิตรกับร้านไก่ทอด CPF ให้ดี อนาคตอาจจะเป็คู่ค้าทางธุรกิจของพวกเขาได้อย่างแน่นอน
เช้าวันใหม่เริ่มต้นอีกครั้ง วันนี้เป็วันที่สองแล้วที่ร้าน QFC และร้าน McBurger ได้ทำาโปรโมชั่นกัน อย่างไรก็ตามวันแรกอาจจะไม่ได้เป็การวัดอะไรมากนัก เพราะาโปรโมชั่นพึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
แต่ทว่าเพียงแค่วันแรก ร้านไก่ทอดตามข้างทาง ก็ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบกันไม่มากก็น้อย ดั่งเช่นร้านไก่ทอดรถเข็นที่ได้ย้ายมาเปิดร้านแถวร้านเดิมของพีทหรือแถวหน้าหอที่ก่อนหน้านี้มีลูกค้าเดินขวักไขว่
อย่างไรก็ตาม บริเวณหน้าหอกลับเงียบมาก ถ้าเทียบกับ่ก่อนปีใหม่ แม้จะมีลูกค้าเดินมาจับจ่ายใช้สอยกันอยู่บ้าง แต่แทบจะไม่มีลูกค้าที่มาซื้อไก่ทอดจากร้านรถเข็นเลย เนื่องจากทุกคนได้แห่กันไปซื้อไก่ทอดจากร้านของพีทและร้าน QFC กันหมดแล้ว
ติ้ง~!
เสียงโทรศัพท์ของพีทได้ดังขึ้นอีกครั้งและก็เป็พี่จ๊อบเช่นเดิมที่โทรมา เนื่องจากวันนี้จะเป็วันที่พวกเขานัดกันถ่ายทำรายการ เทปที่สอง ที่พีทเป็ผู้สนับสนุนและจะมาทำการถ่ายทำรายการที่มหาลัยธาราบุรีของพีท
โดยทีมงาน WeAreOne ก็ได้ทำเื่ติดต่อขอยืมพื้นที่เพื่อถ่ายทำรายการกับมหาลัยไปแล้ว โดยจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับอาคารเรียนใดๆ จะถ่ายทำกันในละแวกสวนหย่อมและพื้นที่ทั่วไปในมหาลัยเท่านั้น
ทั้งนี้ตัวของพีทเองก็มีเื่ที่ต้องแวะเข้าไปมหาลัยเช่นเดียวกัน พีทต้องนำโปรเจกต์ของเขาไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาได้ดู เพื่อรายงานความคืบหน้าไม่ว่าจะเป็ตัวโปรเจกต์หรือรูปเล่มที่ต้องทำเป็วิทยานิพนธ์ส่งมหาลัย
พีทได้เข้ามหาลัยั้แ่เช้า พลางเข้าเรียนในวิชาที่ตัวเองยังไม่เข้าใจอีกสักเล็กน้อย ดั่งเช่นวิชา การเขียนแอปพลิเคชันสำหรับมือถือ ซึ่งถือเป็วิชาใหม่ที่พึ่งจะเพิ่มเข้ามาในปีที่ 4 แน่นอนอาจารย์ที่เป็ผู้สอนวิชานี้ก็คืออาจารย์อมร ที่ไม่ค่อยชอบขี้หน้าของพีทเท่าไรนั่นเอง
พีทได้ทำการทักทายเพื่อนในสาขาของเขาที่สนิทสนมกัน โดยที่มีอาจารย์อมรจับตาดูเขามาั้แ่เริ่มคาบเรียน…และเมื่อคาบเรียนได้เริ่มต้นขึ้น ผ่านไปกว่า 30 นาที โดยที่มีอาจารย์อมรเอาแต่บรรยายสไลด์บนกระดานที่แทบจะคัดเลือกมาจากหนังสือเรียนแบบเป๊ะๆ มันก็ทำให้พีทรู้สึกเบื่อหน่าย เขาไม่ได้รับความรู้อะไรจากวิชานี้เลย ทั้งหมดก็แค่อ่านเอาจากในหนังสือก็ได้และมิหนำซ้ำ วิชาที่อาจารย์อมรกำลังสอนอยู่ ตัวของพีทก็รู้และเข้าใจจนหมดแล้ว จากการมีน้าผีและสตีเฟ่น จ๊อบส์ คอยสอนให้ตอนวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา
มันเลยทำให้พีทรู้เบื่อหน่าย เลยแอบใช้เวลานี้งีบหลับสักหน่อย ซึ่งตามหลักแล้วในมหาลัยไม่มีการบังคับใดๆ ในชั้นเรียนมากเท่ากับมัธยม เพราะในรั้วมหาลัยถือว่านักศึกษาทุกคนคือผู้ใหญ่แล้ว คุณอยากเรียนก็เข้ามาเรียน อยากนอนก็นอนได้ ขอเพียงไม่รบกวนเพื่อนในห้อง ทุกสิ่งอย่างล้วนขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการชีวิตของตัวเองทั้งสิ้น
แต่กระนั้นด้วยความที่อาจารย์อมรนั้นไม่ชอบหน้าพีทสักเท่าไรอยู่แล้ว เขาจึงถือโอกาสนี้คิดจะกลั้นแกล้งพีทต่อหน้าเพื่อนในชั้นสักหน่อย
“พีท ไหนลองอธิบายสิ ถ้าจะทำแอปที่สามารถซิงก์ข้อมูลระหว่าง iOS กับ Android ได้แบบเรียลไทม์ โดยที่ไม่ต้องให้ผู้ใช้กด Refresh เอง จะทำยังไง?” อาจารย์อมรแสยะยิ้มพลางเอ่ยถามกับพีทที่สะดุ้งตื่น เมื่อจู่ๆ ก็ถูกเรียกให้ตอบคำถาม
พีทสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับมองไปที่หนังสือเรียน ซึ่งถึงแม้ว่าวิชานี้จะเป็การสอนเกี่ยวกับแอพคลิเคชั่นมือถือก็จริง แต่เนื้อหาที่อาจารย์อมรถามกับในหนังสือ มันแทบจะเป็คนละส่วนเลย
เนื้อหาที่ถามมันลึกเกินกว่าที่ใครจะตอบได้ เพราะอาจารย์อมรเองก็ยังไม่ได้สอนไปถึงตรงนั้น แถมระบบปฏิบัติการ iOS และ Andriod ก็เป็ระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่เช่นนั้นตอนนี้นักพัฒนาคงไม่ต้องปวดหัวกันแบบนี้หรอก
(ในปี 2013 นักพัฒนาแอปพลิเคชัน ยังต้องแยกเขียนแอปพลิเคชันให้รอง iOS และ Andriod แยกกัน)
กระนั้นคำถามที่ยากและชวนปวดหัวนี้ กลับนำมาถามพีทเสียอย่างนั้น แน่นอนตัวอาจารย์อมรนั้นมีคำตอบในใจอยู่แล้ว เพราะเขาคงไม่ถามในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ โดยคำตอบก็คือใช้ SQL ฐานข้อมูลเป็ตัวเชื่อมนั่นเอง
อาจารย์อมรแสยะยิ้ม เมื่อเห็นว่าพีทนิ่งอึ้งไปจากคำถามของเขา ซึ่งตอนนี้เพื่อนภายในห้องก็เริ่มมีคนที่ยิ้มและหัวเราะมาทางพีทแล้ว
ซึ่งนี้ถือเป็ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของการเรียนการสอนในประเทศไทย ที่ทำให้การเรียนมันไม่ได้ก้าวไปไหนเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เด็กนักเรียนถูกเรียกให้ตอบคำถาม พอตอบได้หรือไม่ได้ก็จะถูกหัวเราะใส่จากเพื่อน หรือถูกล้อเกี่ยวกับสำเนียง จนกลายเป็ปมขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เด็กคนอื่นๆ ก็จะพาลกลัวตามๆ กันไป กระนั้นคุณครูกลับไม่คิดจะเข้าไปช่วยเหลือหรือกล่าวชมและคิดว่านี้คือเื่ปกติสำหรับเด็ก
กลับกันในการเรียนการสอนของประเทศชั้นนำ พวกเขาเองก็มีการถามคำถามเด็กเหมือน มีการล้อเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่อาจารย์จะเข้ามาจัดการกับการล้อเลียนโดยทันที เพื่อไม่ให้เด็กเกิดปมในใจ
พีทเองก็เคยถูกล้อเลียนใน่วัยเด็กมาเหมือนกัน เขาเองก็เคยไม่กล้าที่จะตอบคำถาม แต่นั่นไม่ใช่เขาในตอนนี้อีกแล้ว
คำถามนี้ยากเหรอ? ยากแน่นอน ยากสำหรับเด็กมหาลัยทุกคน ยากสำหรับตัวของอาจารย์อมรเองด้วยซ้ำ
แต่มันไม่ยากสำหรับน้าผีและสตีเฟ่น จ๊อบส์ที่กำลังช่วยเหลือพีทเลยสักนิด [ตอบไปตามนี้ พีท]
“ใช้แิ Push Notification และ Event-Driven Architectureหรือ EDA ครับ” พีทตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและจากคำตอบของเขาก็ทำให้คนในห้องถึงกับอึ้ง
อึ้งด้วยความงุนงงว่าพีทกำลังพูดถึงอะไร พวกเขาไม่รู้จัก Push Notification หรือ Event-Driven Architecture เลยสักนิด
แม้แต่อาจารย์อมรเองก็งง เพราะคำตอบที่ตัวเองมั่นใจนั้นก็คือ SQL นั่นเอง
“ผะผิด คำตอบคือ SQL ต่างหาก” อาจารย์อมรรู้จักสิ่งที่พีทพูด แต่เขายังไม่เข้าใจการทำงานของมันมากนักและหลังจากคิดอยู่สักพัก ก็เชื่อว่าสิ่งที่พีทพูดออกมาคือสิ่งที่ถูกมากกว่าของตัวเอง ถึงอย่างนั้นอาจารย์อมรก็ไม่อยากที่จะเสียหน้า รีบเฉลยเพื่อหวังให้นักศึกษาคนอื่นๆ หัวเราะเยาะใส่พีท ที่พูดเื่ไร้สาระ
“SQL? ก็ใช่ครับ มันอาจจะทำได้ แต่ถ้ามีคนใช้งานแอปพลิเคชันพร้อมกันและต้องส่งแจ้งเตือนพร้อมๆ กัน 1000 ยูสเซอร์ดูสิครับ Server จะทำงานหนักแค่ไหน” พีทเว้นจังหวะลงชั่วครู่ ก่อนจะลุกไปที่กระดาน พร้อมกับบรรจงเขียนแผนภูมิรูปภาพให้กับเพื่อนๆ ในห้องได้ดูเป็ตัวอย่าง
“Push Notification? มันก็แค่แจ้งเตือน จะซิงก์ข้อมูลได้ยังไง? ฟังดูเป็วิธีข้ามขั้นตอนแบบคนไม่เข้าใจเทคโนโลยี” อาจารย์อมรพอได้เห็นสิ่งที่พีทวาดก็สบโอกาส เพราะเล็งเห็นช่องว่างของระบบที่พีทกำลังเขียนแล้ว จึงได้โต้แย้งกลับไปอีกครั้ง
“การซิงก์แบบเรียลไทม์ไม่จำเป็ต้อง Polling ตลอดเวลา เราใช้การ Trigger ข้อมูลจาก Server ส่ง Event ให้แอปทั้งสองแพลตฟอร์มรับรู้ แล้วอัปเดต UI แบบทันที — มันประหยัดพลังงานและเร็วกว่า แถมลดการทำงานของ Server ได้อีกด้วย” พีทยังคงวาดแผนภูมิของเขาต่อไป แต่ในรอบนี้เขาได้กำหนดตัวแปรลงไปในแผนภูมิข้างต้นให้กับอาจารย์อมรได้ดูเป็ขวัญตาบ้างแล้ว
“การซิงก์ข้อมูลที่ผมพูดถึง ไม่ได้หมายถึงการดึงข้อมูลทุก ๆ 5 วินาทีแบบ Polling ครับ เพราะนั่นสิ้นเปลืองพลังงานแบตเตอรี่และทรัพยากรเครือข่ายมาก ผมจะใช้ Server กลางที่ทำงานแบบ คู่ขนาน เช่น เมื่อมีข้อมูลเปลี่ยนบนฝั่ง Android ตัว Server จะ แจ้งเตือนกิจกรรมเพื่อส่ง Push Notification ไปยัง iOSและในทางกลับกัน กับทางฝั่ง Andriod” พีททำทั้งห้องอึ้งไปแล้ว ความรู้ความเข้าใจระดับนี้ มันเกินกว่าที่นักศึกษาปี 4 คนไหนจะเข้าใจได้
จะมีก็แต่เพียงอาจารย์อมรที่ยังคงดื้อแพ่ง ไม่ยอมรับความจริง ถึงตอนนี้จะเริ่มเงียบลงไปบ้างแล้วก็ตาม “แต่ว่า… แล้วเื่การจัดการ Delay ระหว่างสองแพลตฟอร์มล่ะ? จะจัดการยังไง?” อาจารย์อมรเตรียมหมัดเด็ดที่จะสวนคืนพีทแล้ว
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
นิยายลงทุกวันเวลา 18.00 นะครับ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy