11
ตอนที่ 11 ก็น่ารักดี
เมื่อโม่เฉินหยวนต้องเผชิญหน้ากับเหลิงหยุนเจียวแบบตาต่อตาเฉกเช่นนี้ ไม่ว่าจะจับจ้องมองตาเยี่ยงไร เขากลับไม่สามารถมองออกได้เลยว่า สตรีนางนี้กำลังแกล้งทำเป็ไม่รู้หรือไม่รู้เื่จริงๆอยู่กันแน่?
“เด็กคนนั้นก็ดูน่ารักดี”
“อย่างไรเสีย เขาก็คือลูกของข้า จักต้องให้เขาเติบโตดูแลตัวเองให้ได้”
เหลิงหยุนเจียวกระดกโจ๊กที่เหลือเข้าปากจนหมดชาม ยกหลังมือขึ้นเช็ดปาก และวางชามเปล่าเก็บไว้บนถาด
“ข้ากินเสร็จแล้ว ท่านนำออกไปเลย”
“...” ทั้งที่หญิงสาวนางนี้เรียกข้าว่า ท่าน แต่กลับออกคำสั่งจิกหัวใช้กันเช่นนี้เชียว?
การกระทำกับวาจาไม่ดูสวนทางกันไปหน่อยรึ?
โม่เฉินหยวนอารมณ์ขึ้นลงไม่คงทีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงภารกิจหลักของการเดินทางครั้งนี้ได้ อารมณ์ความหงุดหงิดทั้งหมดจึงสงบลงอย่างรวดเร็ว
เขายกถาดขึ้นและเดินออกไป ก่อนก้าวพ้นธรณีประตูยังหันมาส่งสายตาฉุนเฉียวใส่เล็กน้อยก่อนจากไป ราวกับว่าเขา้าจะกลืนกินนางทั้งเป็ก็มิปาน
.....
ในโรงครัว
โม่เฉินหยวนวางถาดในมือลง และขณะเดียวกันก็เหลือบแลไปเห็นเงาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นนอกประตู
“ข้าน้อยมาช่วยเหลือช้าเกินไป นายท่านโปรดลงโทษด้วยเถิด!”
หวู่เหรินรีบคุกเข่า โขกศีรษะกระแทกพื้นอยู่หลายที ก้มหน้าก้มตาอยู่เบื้องล่างไม่กล้าเงยขึ้นมองแต่อย่างใด พร้อมกับธารเหงื่อเย็นที่ไหลหยดลงมาตามขมับและหน้าผากของเขา
ก่อนหน้านี้เห็นว่านายท่านของตนมิได้ดูาเ็อะไรตรงไหน เขาก็แอบถอดถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ในขณะเดียวกัน ก็กระชับกำสองมือไว้แน่น รู้สึกเจ็บแค้นใจยิ่งนักที่เดินทางมาช่วยเหลือผู้เป็นายช้าจนเกินไป
คล้อยหลังค้นพบเบาะแสที่นายท่านทิ้งทวนเอาไว้ให้ เขาก็รีบมุ่งหน้าออกตามหาอย่างกระตือรือร้น จนกระทั่งเจอตัวเข้าในท้ายที่สุด
โม่เฉินหยวนเดินผลักประตูโรงครัวออกมาอย่างมิได้เร่งรีบใดๆ ตรงมาหยุดลงตรงหน้าหวู่เหรินพร้อมกับยกสองมือไพล่หลัง มุ่งสายตาจับจ้องผู้ใต้บัญชาของตนและกล่าวว่า
“เื่นี้หาใช่ความผิดของเ้าไม่”
ครานี้กลับเป็ตัวเขาที่สะเพร่าเองเสียมากกว่า
ดวงตาคู่ลึกลับดุจเหยี่ยวหรี่แคบลงเล็กน้อย เผยสะท้อนประกายแสงสลัวหม่นทมิฬออกมาวาบหนึ่ง ใช้มือขวาที่กำลังไพล่อยู่ด้านหลัง ยกขึ้นมาลูบคลำนิ้วชี้สีดำคล้ำบนมือข้างซ้าย
สิ่งที่ยากเย็นที่สุดในขยามนี้คือ การขับพิษร้ายในร่างกายของเขาออกมา
เพียงแต่ว่าพิษร้ายชนิดนี้กลับผิดประหลาดโดยแท้ มันไม่เหมือนกับพิษแขนงใดเลย ไม่ว่าจะเป็ที่ถูกกลั่นมาจากทั้งพืชหรือสัตว์อสูรมีพิษ แม้กระทั่งประมุขของสามราชันย์โอสถศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่เคยพบเห็นพิษดังกล่าวมาก่อน
โม่ฉินฉาง เ้าไปเอาพิษร้ายชนิดนี้มาจากที่ใดกัน?
เขาเลิกคิ้วและหันกลับไปมองหวู่เหริน ใบหน้าของชายผู้นี้เต็มไปด้วยรอยแผลจากคมดาบและขวานจามผ่า หากผู้ใดได้พบเห็นต่างต้องรู้สึกขนหัวลุกสะท้านหัวใจ
“เ้ากลับไปก่อน เตรียมตัวสำหรับงานศพคราวนี้ให้จงดี มันจักต้องยิ่งใหญ่และอลังการที่สุดเข้าใจหรือไม่?”
หวู่เหรินเร่งเงยหน้าขึ้นแช่มมองด้วยความสับสน จับจ้องไปที่โม่เฉินหยวนอย่างเป็กังวลยิ่งยวด
“แต่นายท่าน! พิษในกายของท่านยังไม่หายขาด จำต้องรีบกลับไปโดยเร็วที่สุด ข้าน้อยส่งคำเชิญขอให้ท่านปรมาจารย์ฉินไปรออยู่ที่วิหารแล้ว”
ท่านปรมาจารย์ฉินผู้นี้คือ ประมุขของสามราชันย์โอสถศักดิ์สิทธิ์ ทักษะความสามารถในการหลอมกลั่นโอสถของเขาไร้เทียมทาน ในทวีปลมปราณฟ้าทั้งมวลหามีผู้ใดเทียบเคียงไม่
ได้ยินเช่นนั้น โม่เฉินหยวนเกิดปฏิกิริยาตอบสนองเล็กน้อย พร้อมกลับเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า โอสถที่ปรมาจารย์ฉินหลอมกลั่นให้ตนก่อนหน้านี้ได้สูญหายไปแล้ว
ดังนั้นเขาจึงยื่นมือออกไปหาหวู่เหรินและกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นว่า
“โอสถ”
ริมฝีปากหวู่เหรินกระตุกแยกออกเล็กน้อยเสมือนว่า้าจะกล่าวอะไรสักคำ แต่ท้ายที่สุดเขาก็จำต้องกลืนคำพูดเ่าั้กลับลงท้องไป และหยิบโอสถที่ผู้เป็นาย้าออกมาส่งมอบให้
โม่เฉินหยวนรับโอสถดังกล่าวมา สายตาที่เ็าตกทอดจับจ้องไปที่ขวดโอสถสีขาวซึ่งมีรอยสลักรูปคลื่นสีครามสลับขาว ทันใดนั้นก็ตกอยู่ในห้วงความคิดไปชั่วขณะ
“นายท่าน”
หวู่เหรินเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง เข้ารบเร้ารบกวนความคิดของโม่เฉินหยวนจนได้สติกลับขึ้นมา
“อันหรู่หยวนจักต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้แน่แท้ ได้โปรดเถิดนายท่าน...”
ก่อนที่หวู่เหรินจะเอ่ยจบดี โม่เฉินหยวนก็ยกมือขึ้นปรามขัดจังหวะของเขาเอาไว้เสียก่อน
หวู่เหรินอ้าปากค้างเติ่งอยู่เช่นนั้น แต่ภายในใจเองก็ตระหนักทราบดี คนอย่างนายท่านโม่เฉินหยวนยากนักที่จะโน้มน้าวใจได้ ท้ายที่สุดนี้จึงทำได้เพียงแค่หุบปากเก็บคำพูดทั้งหมดไว้
......
ท่านอาจารย์จางอัดฉีดกระแสลมปราณขุมหนึ่งเข้าสู่ร่างกายของเหลิงเจียวเจียวที่นอนสิ้นสภาพอยู่บนเตียง
“เรียนท่านประมุขเหลิง ข้าผู้นี้ไม่เคยพบเห็นพิษชนิดที่คุณหนูรองได้รับมาก่อนเลย แล้วคุณหนูรองสามารถทนพิษร้ายได้จวบจนบัดนี้ได้เยี่ยงไร? นี่นับเป็ปาฏิหาริย์มากแล้ว”
เส้นเืสีฟ้าเขียวที่ปูดโปนบนหน้าผากของเหลิงหยวนหลงเต้นตุบๆเป็จังหวะ ริมฝีปากเม้มตัวบีบแน่น
เขาพยายามระงับโทสะที่กำลังพุ่งพล่านปะทุบ้าคลั่งอยู่กลางทรวงอก โบกมือสั่งให้ท่านอาจารย์จางออกไปก่อน
มีนักหลอมโอสถเพียงสามคนในเมืองเฟิงหยวนเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นักหลอมโอสถประจำตระกูลเหลิง นี่นับเป็อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งและยิ่งใหญ่ของตระกูล นั่นเพราะนักหลอมโอสถแต่ละคนล้วนมีค่าหาประเมินได้ไม่
ทว่ายามนี้แม้แต่ท่านอาจารย์จางก็ยังต้องจนปัญญากับพิษในกายของเหลิงเจียวเจียว...
ยิ่งนึกถึงนังสวะเหลิงหยุนเจียวที่หาญกล้าทำตัวหยิ่งยะโสต่อหน้าเขามากเพียงใด เหลิงหยวนหลงก็ยิ่งรู้สึกโกรธอย่างยากที่จะบรรยาย
ในยามนี้ หากลองครุ่นคิดวิเคราะห์ดูอย่างใจเย็น เป็ไปได้หรือไม่ที่จู่ๆเหลิงหยุนเจียวจะบังเอิญไปพบพานเข้ากับนักหลอมโอสถบางคนเข้า และได้คนผู้นี้ช่วยเหลือสนับสนุน?
มิฉะนั้นแล้ว จะสรรหาคำใดมาอธิบายเกี่ยวกับเื่ที่นางมีพิษร้ายแขนงพิสดารอยู่กับตัวนี้ได้? อีกทั้งยังสำแดงใช้มันด้วยวิธีสกปรกใส่บุตรสาวของเขาเช่นนี้? กระทั่งท่านอาจารย์จางที่เป็ถึงนักหลอมโอสถยังไม่สามารถหาทางรักษาได้!