เมื่อถามไปแล้วมู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกว่านางถามอะไรที่ไร้สาระออกไปเสียแล้ว ตอนนี้ด้านนอกมีแต่องครักษ์รักษาพระองค์ของฉินไท่เฟยมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด หากฉู่ลี่กลับไปที่ห้องของเขาในตอนนี้ มีหวังความจริงที่ปิดเรื่องเป็นสามีภรรยาปลอมๆ คงต้องแดงขึ้นเป็นแน่
ยังไม่ทันรอที่ฉู่ลี่จะพูดสิ่งใดมู่อวิ๋นจิ่นรีบคว้าห่มผ้า ผ้าปู หมอนที่อยู่บนเตียงโยนไปที่พื้นด้านข้างเก้าอี้โยกเยกจากนั้นนางไปหยิบผ้าชุดนอนใหม่ในตู้ออกมาปูบนเตียงดังเดิม
“เจ้านอนบนเตียงนุ่ม ข้านอนบนพื้น” มู่อวิ๋นจิ่นเบะปากมองไปทางฉู่ลี่
ฉู่ลี่มองมาที่หน้ามู่อวิ๋นจิ่นจากนั้นมองไปที่ผ้าห่มบนเตียง ก่อนแสยะยิ้ม “ช่างไม่ได้เสียจริง!”
“อะไรนะ?” มู่อวิ๋นจิ่นเลิกตาโต เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์“ข้าจะดับโคมไฟแล้ว ดึกมากแล้วด้วย เจ้าจะนอนหรือไม่นอน?”
“อืม นอน” ฉู่ลี่ตอบกลับแล้วผายมือจนโคมไฟดับพรึ่บ
ทันใดนั้นภายในห้องพลันมืดสนิทลง
คราวนี้แสงจากด้านนอกลอดเข้ามาด้านในทำให้มู่อวิ๋นจิ่นสามารถเห็นร่างคนขยับเดินเข้ามาด้านข้างเตียง ค่อย ๆ หย่อนตัวลงอย่างเชื่องช้า
มู่อวิ๋นจิ่นยิ้มอย่างสาแก่ใจไม่นึกไม่ฝันฉู่ลี่จะมีวันนี้กับเขาบ้าง วันที่ฉู่ลี่เองก็มิอาจต่อว่าหรือขัดขืน เพื่อที่จะกลับไปนอนที่ห้องนอนของตนเองได้
ฉินไท่เฟยช่างยอดเยี่ยมเสียเหลือเกิน!ทำให้ฉู่ลี่ต้องหลับนอนบนพื้นแข็ง!
ภายในค่ำคืนนี้มู่อวิ๋นจิ่นยังไม่รู้สึกง่วงนอนแต่อย่างใด ได้แต่มองไปทางที่ฉู่ลี่นอนอยู่ในความมืด
จู่ ๆมู่อวิ๋นจิ่นนึกขึ้นมาได้ว่า นางเก็บคัมภีร์เฉวียนหลิงไว้ใต้หมอน
หากฉู่ลี่พบเข้าไม่รู้จะอธิบายให้เขาฟังว่าอย่างไร
มู่อวิ๋นจิ่นในตอนนี้ไร้ซึ่งความง่วงจนหมดสิ้นได้แต่เม้มปาก และย่นคิ้วมองไปทางฉู่ลี่
“ฉู่ลี่ยังตื่นอยู่ไหม?” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยถามขึ้น
“อืม” เขาตอบกลับ
เห็นฉู่ลี่ยังตื่นอยู่มู่อวิ๋นจิ่นรีบลุกขึ้นมานั่ง ก่อนจะจุดไฟในห้องให้สว่างในทันที
มู่อวิ๋นจิ่นเดินเข้าไปข้างที่นอนฉู่ลี่มองไปทางหมอนใบนั้น โชคดีเหลือเกินที่เขายังไม่พบคัมภีร์เฉวียนหลิงที่ซ่อนไว้ใต้หมอน
ฉู่ลี่ลืมตาขึ้นมองอย่างช้าๆ เห็นมู่อวิ๋นจิ่นยืนอยู่ด้านข้าง “เจ้าต้องการทำอะไร?”
“ข้า…” มู่อวิ๋นจิ่นไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรดี นางเอาแต่จ้องมองฉู่ลี่อยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นมา “ข้านอนไม่หลับ พวกเราออกไปนับดวงดาวด้วยกันเถอะ!”
แม้แต่มู่อวิ๋นจิ่นเองก็ยากจะรับได้กับข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นนั้น
“ดึกดื่นยามวิกาลเช่นนี้ เจ้ายังมีกะจิตกะใจเช่นนี้อีก” ฉู่ลี่เลิกคิ้วเอ่ยอย่างเยาะเย้ย
มู่อวิ๋นจิ่นเบะปากแสร้งตอบด้วยรอยยิ้ม “แค่นอนไม่หลับเท่านั้น ข้าอยากขึ้นไปบนหลังคา เจ้าพาข้าขึ้นไปหน่อยได้หรือไม่?”
ฉู่ลี่จ้องมองนางโดยไม่วางตาก่อนพยักหน้ารับ “อย่างนั้นก็ไปกัน”
“อืม อย่างนั้นเจ้าออกไปก่อน ข้าขอเปลี่ยนชุดใหม่เสียหน่อย”
ฉู่ลี่รับคำและเดินออกไปรอด้านนอก
เมื่อเห็นฉู่ลี่เดินออกไปรอด้านนอกมู่อวิ๋นจิ่นจึงยื่นมือเข้าไปใต้หมอน หยิบคัมภีร์เฉวียนหลิงไปซ่อนไว้ใต้เตียงแล้วตามไปด้านนอก
เมื่อก้าวประตูออกมามู่อวิ๋นจิ่นเห็นฉู่ลี่ยืนรอยู่ด้านหน้า ใบหน้านิ่งขรึมจนดูเย็นชา
องครักษ์รักษาพระองค์เต็มเรือนต่างมองมู่อวิ๋นจิ่นและฉู่ลี่ที่ออกมาข้างนอกยามดึกดื่นด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมด้วยความสงสัย แต่ไม่มีใครกล้าสบตาฉู่ลี่แม้แต่คนเดียว
“เสร็จหรือยัง?” ฉู่ลี่หันมองมู่อวิ๋นจิ่น
มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้ารับแต่ภายในใจกลับคิดว่าดึกดื่นป่านนี้ ออกไปดูดวงดาวบ้าบออะไรกัน
ทว่าเมื่อครู่นางเป็นคนเอ่ยข้ออ้างที่ไร้สาระพวกนี้แก่ฉู่ลี่เองหากเรียกเขากลับเข้ามานอนในเวลานี้ เขาคงรู้ว่านางมีแผนอะไรในใจ
ช่างเถอะๆ อย่างไรเสียออกไปดูดวงดาวให้สิ้นเรื่องไป
“เจ้าพาข้าบินขึ้นไปข้างบนหลังคาแล้วกัน” มู่อวิ๋นจิ่นชี้นิ้วไปที่ด้านบน
จากนั้นฉู่ลี่เอื้อมมือมาโอบเอวกระโดดขึ้นไปยืนด้านบนหลังคาห้องนอน
มู่อวิ๋นจิ่นนั่งลงด้วยความรู้สึกไม่สบายตัวก่อนเอนกายนอนลงบนหลังคา แหงนหน้าขึ้นมองดวงดาวที่ดาษดื่นกลางนภาอยู่นาน จนเกิดความง่วงเหงาหาวนอนขึ้น
ฉู่ลี่ที่นั่งอยู่ด้านข้างเห็นนางหาวออกมาพลันหรี่ตาจ้องเขม็ง “เจ้าบอกว่าจะขึ้นมานับดวงดาวมิใช่หรือ?”
“ใช่ มานับดาวน่ะสิ” มู่อวิ๋นจิ่นพยายามฝืนลืมตา ยกมือขึ้นนับดวงดาว ทีละดวงๆ สายลมในฤดูร้อนพัดโชยอ่อนในที่สุดมู่อวิ๋นจิ่นที่มิอาจทนความง่วงไหวจึงค่อย ๆ หลับตาลงอย่างช้าๆ
ฉู่ลี่เห็นนางเข้าสู่ห้วงนิทราได้แต่ถอนหายใจที่เชื่อคำพูดของสตรีผู้นี้
หลังจากนั้นฉู่ลี่ยกตัวมู่อวิ๋นจิ่นกระโดดลงมาด้านล่าง พลางอุ้มนางเข้าไปและวางไว้บนเตียง จากนั้นฉู่ลี่กวาดสายตาไปที่หมอนของมู่อวิ๋นจิ่นพลางยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ขึ้น
…
ในวันถัดมามู่อวิ๋นจิ่นถูกผลักให้ตื่นขึ้น
พอลืมตาขึ้นมาเห็นเป็นจื่อเซียงที่ยืนด้านข้าง“คุณหนูรีบลุกขึ้นเร็วเข้าเถอะเจ้าค่ะ ฉินไท่เฟยยังอยู่ที่จวน คุณหนูต้องรีบไปทำความเคารพตอนเช้านะเจ้าคะ”
“อืม ข้ารู้แล้ว” มู่อวิ๋นจิ่นลุกขึ้นนั่งบิดขี้เกียจไปมา มองไปตรงที่ฉู่ลี่นอน
“ฉู่ลี่ไปไหนล่ะ?” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยถาม
จื่อเซียงยิ้มกรุ้มกริ่ม“องค์ชายหกลุกขึ้นตั้งแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะ อีกประเดี๋ยวคงรออยู่ที่ห้องโถงเจ้าค่ะ”
มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้าเดินลงจากเตียงนึกขึ้นได้ว่าวันนี้นางกับฉู่ลี่จะเดินทางไปเมืองจางโจวด้วยกัน จึงหันมาพูดกับจื่อเซียงว่า“ช่วยข้าเตรียมอาภรณ์สักสองสามชุด วันนี้ข้าจะไปเที่ยวด้านนอกกับฉู่ลี่”
“ได้เจ้าค่ะคุณหนู”
จากนั้นมู่อวิ๋นจิ่นที่เปลี่ยนอาภรณ์และรวบผมมัดไปด้านหลังเรียบร้อยก็ได้ เดินไปยังห้องโถงรับรอง
เมื่อไปถึงก็เห็นฉินไท่เฟยนั่งอยู่ตรงกลางพูดคุยอย่างสนุกอยู่กับแม่นมชวี
“คารวะไท่เฟย” มู่อวิ๋นจิ่นเดินเข้ามาแสดงความเคารพ
ฉินไท่เฟยเห็นมู่อวิ๋นจิ่นถึงกับชะงักมองบนมองล่างก่อนหลุดขำออกมา “จิ่นเอ๋อร์ วันนี้แต่งตัวไม่เหมือนใครเลยเชียว”
“อย่างนั้นไท่เฟยเห็นว่าสวยหรือไม่เพคะ” มู่อวิ๋นจิ่นพูดยิ้ม ๆ
“อืม สวยดีออก”
มู่อวิ๋นจิ่นยิ้มรับและสอดสายตามองไปเห็นฉู่ลี่ที่นั่งจิบชาอยู่ด้านข้าง พอคิดถึงเรื่องนับดวงดาวเมื่อคืนที่ผ่านมานางมิกล้าเงยหน้าสบตาฉู่ลี่เลยแม้แต่น้อย
บนโต๊ะอาหารมู่อวิ๋นจิ่นก้มหน้าก้มตาทานแต่โจ๊กอย่างเดียว ฉินไท่เฟยที่นั่งมองจึงคันปากยิบ ๆ“อายเจียได้ยินมาว่า เมื่อคืนนี้พวกเจ้าสองคนออกไปนับดวงดาวกันหรือ?”
“...”มู่อวิ๋นจิ่นแทบพ่นโจ๊กที่อยู่ในปากออกมา นางเหลือบมองไปที่ฉู่ลี่ พบว่าเขากำลังมองมาที่นางเช่นกัน
“นอนไปได้ครู่หนึ่ง ต่างคนต่างนอนไม่หลับ จึงออกมานับดวงดาวด้วยกันเพคะ” มู่อวิ๋นจิ่นอธิบายแทนฉู่ลี่ที่เลือกนิ่งเงียบไม่เอ่ยอันใด
ฉินไท่เฟยยกมือขึ้นปิดปาก“เห็นเจ้าทั้งสองอยู่กันอย่างมีความสุข อายเจียค่อยวางใจหน่อย วันนี้จะไปเที่ยวก็ให้เต็มที่แล้วกัน”
“เพคะ”
…
หลังจากฉินไท่เฟยเสด็จกลับวังหลวงมู่อวิ๋นจิ่นก็ยื่นมือไปรับกระเป๋าจากมือจื่อเซียง แล้วหันมาถามฉู่ลี่ว่า “พวกเราจะออกเดินทางเมื่อไหร่?”
“ตอนนี้เลย” ฉู่ลี่ตอบเสียงเรียบ
ระหว่างที่มู่อวิ๋นจิ่นเตรียมตัวเดินตามฉู่ลี่ออกไปด้านนอกติงเสี่ยนที่อยู่ด้านข้างยกมือขึ้นขวางไว้ พร้อมยื่นกระเป๋าใบหนึ่งให้นาง “พระชายานี่เป็นขององค์ชายหกขอรับ”
“ข้า…” มู่อวิ๋นจิ่นมองดูกระเป๋า อยากจะชกติงเสี่ยนเข้าไปสักที “ดังนั้นข้าต้องเป็นคนรับผิดชอบกระเป๋าใช่ไหม?”
ติงเสี่ยนยิ้มน้อยๆ ออกมา “น่าจะเป็นเช่นนั้นขอรับ”
มู่อวิ๋นจิ่นถลึงตาโตจ้องไปที่แผ่นหลังฉู่ลี่ทว่านึกขึ้นได้ว่าการเดินทางครั้งนี้เพื่อไปหาเงินหาทอง ก็ไม่ถือว่าเรื่องขี้ปะติ๋วเช่นนี้
มู่อวิ๋นจิ่นยื่นมือออกไปหยิบกระเป๋าของฉู่ลี่แล้วสาวเท้าวิ่งตามไป
ฉู่ลี่เดินตรงไปที่ประตูหลังจวนพอมาถึงนางก็เห็นม้าสองตัวยืนอยู่
“ขี่ม้าเป็นหรือไม่?” ฉู่ลี่เดินไปข้างม้าตัวหนึ่ง ยกมือขึ้นลูบหัวมันอย่างเบามือ
“ขี่เป็นอยู่แล้ว เจ้าคงไม่ได้คิดดูถูกข้าใช่ไหม?” มู่อวิ๋นจิ่นกระโดดขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว
อันที่จริงฉู่ลี่ยังกังวลว่าต้องให้ติงเสี่ยนเตรียมรถม้าเสียอีกแต่เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นขี่ม้าได้ เช่นนั้นก็ขี่คนละตัวได้สบาย
ฉู่ลี่ยิ้มมุมปากโดยหันมองไปที่มู่อวิ๋นจิ่น
ทั้งสองคนบังคับม้าวิ่งไปนอกเมืองมู่อวิ๋นจิ่นขี่ม้าตามอยู่ด้านข้างฉู่ลี่ โดยเลือกไม่ขี่ม้าผ่านประตูอื่น ที่ไม่ใช่ประตูเมืองเตี๋ยฮวา
จากนั้นไม่นานทั้งสองได้ขี่ม้าออกนอกเมืองไป
ฉู่ลี่ขี่ม้ามุ่งหน้าไปตามทิศใต้มู่อวิ๋นจิ่นที่ขี่ตามติดอยู่ด้านหลัง เพิ่งสังเกตว่าฉู่ลี่ขี่ม้าขนขาว ส่วนนางนั้นขี่ม้าขนแดง
ม้าทั้งสองตัวนี้เป็นม้าที่รูปร่างสมบูรณ์สามารถวิ่งได้เป็นพันลี้[1]ต่อวัน เพียงแต่ม้าของฉู่ลี่ดีกว่าของนางเล็กน้อย
มู่อวิ๋นจิ่นยู่ปากพึมพำ“อย่าเอาของที่ด้อยกว่ามาให้ได้สิ!”
ฉู่ลี่เหมือนได้ยินเสียงพึมพำของมู่อวิ๋นจิ่นจึงลดความเร็วให้ช้าลงจนมู่อวิ๋นจิ่นเทียบข้างได้ ก่อนหัวเราะออกมา “มู่อวิ๋นจิ่น ดูเหมือนเจ้าไม่ชอบใจ?”
“เปล่านี่หน่า ข้าไม่ชอบใจตรงไหนกัน” มู่อวิ๋นจิ่นมองตาขวาง
พอเห็นนางปากไม่ตรงกับใจฉู่ลี่ยิ้มมุมปากสัพยอกกลับว่า “เจ้าเป็นคุณหนูผู้ดี กลับช่ำชองการขี่ม้า เปิ่นหวงจื่อคงต้องมองเจ้าใหม่แล้ว”
มู่อวิ๋นจิ่นถึงกับชะงักที่ได้ยินคำว่า“คุณหนูผู้ดี” จากปากเขา จึงถามกลับว่า “หรือว่าเจ้าจะให้ข้านั่งม้าตัวเดียวกับเจ้า?”
ฉู่ลี่ยิ้มแห้งๆ “ถึงแล้ว”
มู่อวิ๋นจิ่นพลันตกใจขึ้นมามองไปด้านหน้าเห็นป้ายบอกทางเขียนว่าเมืองจางโจว “ที่นี่ห่างจากเมืองจางโจวไม่ไกลแล้วสินะ”
“อืม” ฉู่ลี่พยักหน้า
ทั้งสองคนควบม้าต่อไปจนกระทั่งมาถึงหน้าประตูเมืองมีชายชราคนหนึ่งมายืนรอต้อนรับ “คุณชาย คุณหนู”
สิ้นเสียงเอ่ยทักชายชราจึงช่วยจูงม้าของทั้งสองคนเดิน
มู่อวิ๋นจิ่นหันมองฉู่ลี่ด้วยความแปลกใจ“เจ้ารู้จักเขา?”
“อืม” ฉู่ลี่ตอบเสียงเบา
จากนั้นชายชราได้เดินเลี้ยวมาด้านขวาโดยไม่เลือกเข้าประตูหลักของเมือง
มู่อวิ๋นจิ่นเดินตามไปโดยพยายามเก็บอาการดีใจที่จะได้เงินได้ทองเอาไว้ภายใน
ฉู่ลี่เดินเลียบประตูเมืองมาสักระยะก่อนหยุดพักชั่วครู่มู่อวิ๋นจิ่นมองดูกำแพงเมืองที่หนาและสูง จึงหันมาถามว่า “ทำไมพวกเราไม่เดินเข้าประตูหลัก?”
[1] ลี้ เป็นหน่วยวัดระยะทาง โดยที่ 1 ลี้ ประมาณ 500 เมตร