ตอนที่ 3 (3)
อันจื่อเฉิงล้างมือเสร็จถึงค่อยเงยหน้ามองคนกลุ่มนี้ เขาสะบัดมือไล่หยดน้ำ ดึงผ้าเช็ดหน้าสีขาวในกระเป๋าเสื้อมาเช็ดให้แห้งแล้วค่อยเก็บกลับไปให้เรียบร้อยด้วยกิริยาเนิบช้า
“เข้าเรียนแล้ว ยังไม่รีบกลับไปอีกเหรอ” เสียงของอันจื่อเฉิงไร้อารมณ์
“ไปๆๆ พวกเรากำลังจะไปพอดี” พวกนั้นทั้งผลักทั้งดัน วิ่งออกไปด้วยท่าทีหงอๆ ทิ้งตู้เจี้ยนโยวที่ยังนั่งจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่บนพื้น
“แล้วนายล่ะ ยังนั่งอยู่กับพื้นทำไม ไม่ต้องเข้าเรียนเหรอ” อันจื่อเฉิงขมวดคิ้วใส่ตู้เจี้ยนโยว
ตู้เจี้ยนโยวค่อยๆ ลุกขึ้นจัดเครื่องแบบนักเรียนที่ถูกดึงจนยับ ก้มหน้าพร้อมกับพูดเบาๆ ว่า “ขอบคุณครับ” จากนั้นหันหลังเตรียมเดินออกจากห้องน้ำ
“เดี๋ยวก่อน” อันจื่อเฉิงเรียกตู้เจี้ยนโยวไว้ “มีประโยคหนึ่งที่พวกนั้นพูดถูก” ตู้เจี้ยนโยวตัวเกร็งอีกครั้ง คนคนนี้ก็มาทำให้เขาอับอายด้วยสินะ เพิ่งจะคลายกังวลได้หยกๆ ขณะนี้ตู้เจี้ยนโยวควบคุมน้ำตาที่คลอหน่วยอยู่ที่หางตาไว้ไม่ไหวแล้ว เขาหันไปะโใส่อันจื่อเฉิงอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ “ใช่! ผมเป็กะเทย เป็โรคจิต แถมยังเป็ตุ๊ดด้วยนั่นแหละ ้าแบบนี้สินะ พอใจกันแล้วรึยัง” เขาจ้องอันจื่อเฉิงพร้อมหายใจหอบหลังะโจบ
อันจื่อเฉิงมองตู้เจี้ยนโยวที่จู่ๆ ก็ควบคุมตัวเองไม่อยู่ด้วยความประหลาดใจ “ฉันหมายถึงกลั้นฉี่ไม่ดีต่อร่างกายต่างหาก นายมาเข้าห้องน้ำไม่ใช่เหรอ คงยังไม่ได้เข้าสินะ ไม่ฉี่ให้เสร็จก่อนค่อยกลับเข้าห้องเรียนล่ะ”
หลังจากตู้เจี้ยนโยวฟังคำอธิบายของอันจื่อเฉิงก็ค่อยๆ สงบลง เขาหายใจหอบด้วยหน้าแดงๆ
อันจื่อเฉิงส่ายหัวพึมพำว่า “ดุทีเดียวแฮะ” แล้วเดินผ่านตู้เจี้ยนโยวออกจากห้องน้ำไป ทิ้งให้ยืนเหม่ออยู่คนเดียว
ตู้เจี้ยนโยวเพิ่งด่าคนสุ่มสี่สุ่มห้าไป ด้วยความรู้สึกผิดจึงไม่กล้าออกจากห้องน้ำทันที เขากระดากอายเต็มอก ปกติอะไรทนได้ก็ทน ครั้งนี้โกรธจัดจริงๆ ถึงตอกกลับแบบไม่คิดชีวิต คิดไม่ถึงว่าเผลอพูดจาทำร้ายคนดีเข้า เขายืนทึ่มทื่ออยู่สักพัก คิดไปคิดมาเลยอาศัย่เวลาที่ไม่มีคนรีบไปฉี่ รออยู่ในห้องน้ำอีกสักพักถึงค่อยออกไป
พอเดินออกจากห้องน้ำก็พบว่าอันจื่อเฉิงยังไม่จากไป อีกฝ่ายยืนหันหลังให้ เท้าแขนบนรั้วกำแพงขณะมองออกไปด้วยใจจดจ่อ ตู้เจี้ยนโยวสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเดินไปหารุ่นพี่ จากนั้นเอ่ยเสียงค่อยว่า “ขอโทษครับ”
อันจื่อเฉิงไม่ตอบอะไร ยังคงทอดมองคนที่กำลังเลี้ยงลูกบาสอยู่ในสนาม ตู้เจี้ยนโยวเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สนใจตน ทว่าเขาชินเสียแล้ว จึงหันหลังเตรียมจะก้าวจากไป จู่ๆ กลับได้ยินประโยคหนึ่งดังมาจากด้านหลังว่า “อยากเรียนคาราเต้ไหม”
ตู้เจี้ยนโยวหันกลับไปพบว่าอันจื่อเฉิงหันหน้ามายิ้มให้กันแล้ว
นี่เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกถึงความห่วงใยของเพื่อนหลังจากเข้ามายังโรงเรียนมัธยมแห่งนี้
ตู้เจี้ยนโยวเริ่มเรียนคาราเต้กับอันจื่อเฉิง อันที่จริงเน้นทักษะการป้องกันตัวเป็หลัก อิงตามคำพูดของอันจื่อเฉิง ตัวเขาผอมแห้งแรงน้อย อีกฝ่ายขอให้เขากินและออกกำลังกายให้มาก แถมยังช่วยร่างตารางออกกำลังกายให้อีกด้วย ตู้เจี้ยนโยวจะไปวิ่งในสนามเด็กเล่นคนเดียวทุกเช้าเย็น จากหนึ่งกิโลเมตรในตอนแรกค่อยๆ เพิ่มมาเป็สาม มีการยกดัมเบลล์เพื่อฝึกกล้ามเนื้อควบคู่ไปกับการฝึกคาราเต้สองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นดีมากจริงๆ เมื่อถึงเทอมถัดไปของชั้น ม.5 ตู้เจี้ยนโยวไม่ได้มีรูปร่างผอมกะหร่องอีกต่อไป แม้ยังผอมอยู่แต่ร่างกายกำยำขึ้นมาก
ตู้เจี้ยนโยวซาบซึ้งในน้ำใจของอันจื่อเฉิงเป็อย่างมาก ตอนนี้อีกฝ่ายอยู่ ม.6 แล้ว ง่วนอยู่กับการสอบใหญ่ที่กำลังจะมาถึง แม้แต่คนที่เรียนได้เอทุกวิชายังเริ่มยุ่งจนหัวหมุน ไม่มีเวลาเหลือเฟืออีกต่อไป
“เสี่ยวโยว ตอนนี้ฉันเริ่มยุ่งแล้ว ต่อไปไม่มีเวลาสอนคาราเต้นายแล้วนะ แต่พวกการวิ่งกับยกดัมเบลล์นายยังต้องฝึกต่อไป การออกกำลังกายให้ติดเป็นิสัยน่ะสำคัญมาก เดี๋ยวก็จะขึ้น ม.6 แล้ว นายจะต้องใช้แรงกายมากขึ้นเพื่อรับมือกับการเรียน ถ้าเจอเื่อะไรเข้า สามสี่ท่าที่ฉันสอนนายไปน่าจะใช้ป้องกันตัวได้อยู่ แต่ถ้าเจอคนที่สู้ไม่ได้จริงๆ หลังจากที่ฝึกวิ่งมานาน อย่างน้อยก็จะหนีพ้น”
ตอนพลบค่ำ ดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยไปทางทิศตะวันตก พวกเขาเพิ่งฝึกกระบวนท่าศิลปะการต่อสู้ในพื้นที่โล่งสำหรับเอาไว้ใช้ตากผ้าบนดาดฟ้าของหอพัก ตอนนี้เป็เวลาพัก พวกเขาพิงกำแพงขณะพูดคุยกัน อันจื่อเฉิงยังจ้องมองสนามบาสเกตบอลไปพลาง พร่ำเตือนตู้เจี้ยนโยวไปพลาง เพราะอยู่ ม.6 เทอมสองแล้ว ไม่มีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมของชมรมหรือทีมโรงเรียนเลยรู้สึกหดหู่ใจมากเมื่อเห็นคนอื่นเล่นบาสกัน
ตู้เจี้ยนโยวยังล้าจากการฝึกเมื่อครู่ เขาหายใจหอบแฮกพลางมองอันจื่อเฉิงไปด้วย รู้สึกเศร้าเสียใจขึ้นมาเมื่อคิดว่าต่อไปจะฝึกศิลปะการต่อสู้กับคนตรงหน้าไม่ได้อีกแล้ว
อันจื่อเฉิงแทบจะเป็เพื่อนเพียงคนเดียวของเขาในโรงเรียนแห่งนี้ แม้ไม่เคยพูดคุยเื่ลึกซึ้งอะไร ทุกครั้งที่เจอกันมีแค่เอาเวลามาฝึก แต่ตู้เจี้ยนโยวพึ่งพาอันจื่อเฉิงเป็อย่างมากใน่เวลานี้ไปแล้ว เขาคิดว่าถึงไม่รู้ความคิดของรุ่นพี่อัน แต่อีกฝ่ายยอมใช้เวลากับตนมากขนาดนี้ คงจะไม่เกลียดกันหรอก ตู้เจี้ยนโยวสูดหายใจเข้าลึกๆ จู่ๆ ก็อยากผลีผลามดูสักครั้ง
“รุ่นพี่” เขาลังเล
“หืม” อันจื่อเฉิงยังคงทอดมองออกไปไกล ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ถึงยิ้มบางๆ อย่างใจลอยออกมา
“ผมชอบพี่”
“...อะไรนะ” อันจื่อเฉิงไร้การตอบสนอง
“ผมบอกว่า ผมชอบพี่” ตู้เจี้ยนโยวรวบรวมความกล้าพูดไปอีกที
“...” รอบนี้อันจื่อเฉิงมีการตอบสนองแล้ว อีกฝ่ายใจนพูดอะไรไม่ออก
หันหน้ากลับมาจ้องตู้เจี้ยนโยวด้วยดวงตาเบิกกว้าง รอยยิ้มที่มุมปากค่อยๆ เลือนหาย
สายลมเย็นพัดโชย ควรจะให้ความรู้สึกเย็นสบาย ทว่าตู้เจี้ยนโยวเห็นรุ่นพี่ที่ใบหน้าเดี๋ยวเขียวปั้ดเดี๋ยวแดงเรื่อ หัวใจจึงค่อยๆ หนักอึ้ง