ตอนที่ 10 อวี้เหลียนอวี้ชุ่ย (1)
ฮ่องเต้ได้หาหมอที่มีชื่อเสียงทั่วแคว้น แต่ก็ไม่สามารถหาสาเหตุของอาการป่วยได้ เล่าลือกันว่าพระโอรสองค์โตกงหลิงเฟิงได้ขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้กลางดึก สองพ่อลูกนั่งพูดคุยกันอยู่ในห้องทรงพระอักษรั้แ่่ดึกจนถึงเช้าของอีกวัน ท้ายที่สุดฮ่องเต้ได้แต่งตั้งให้โอรสองค์โตกงหลิงเฟิงเป็ลี่อ๋อง ประทานวังลี่อ๋องให้กับเขา ทั้งยังอนุญาตให้พระสนมฉินเฟยไปอยู่ที่วังลี่อ๋อง และตามหาหมอที่มีความสามารถต่อไป ขณะเดียวกัน ทรงแต่งตั้งโอรสของฮองเฮา องค์ชายสามกงหลิงเหยาขึ้นเป็องค์รัชทายาท
เมื่อฟังถึงตรงนี้ กู้เชียนเสวี่ยก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วทำสัญญาณมือ ‘หยุดก่อน’ ใส่จ้าวซื่อ
กู้เชียนเสวี่ยค่อยๆ หรี่ตาลงและจ้องมองไปที่เพดาน ริมฝีปากเล็กรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนคลี่ออกเล็กน้อย “พระสนมฉินเฟย เสียสติอย่างนั้นหรือ”
“ใช่น่ะสิ เสียสติไปแล้ว” จ้าวซื่อพยักหน้า
ดวงตาอันงดงามของกู้เชียนเสวี่ยหรี่ลง ราวกับพระจันทร์เสี้ยวที่เพิ่งขึ้น รอยยิ้มหวานปานน้ำผึ้ง “มีหวังแล้ว!”
“มีหวังหรือ” จ้าวซื่อไม่เข้าใจ
ใบหน้าเล็กอันงดงามของกู้เชียนเสวี่ยเผยรอยยิ้มอันเปล่งประกาย “ใช่แล้ว ท่านแม่ ท่านลองคิดดูเถิด ข้าก่อเื่ต่อท่านอ๋อง แต่ถ้าหากข้าสามารถรักษาพระสนมฉินเฟยให้หายได้ ไม่เป็การสร้างผลงานชดเชยหรอกหรือ อย่าว่าแต่ชดเชยเลย ต่อให้หลอกเอาเงินทอง เกรงว่าลี่อ๋องเองก็คงยินดี เท่ากับว่าเื่นี้คลี่คลายได้แล้วมิใช่หรือเ้าคะ”
จ้าวซื่ออดไม่ได้ที่จะยื่นมืออวบขาวเล็กๆ ออกไป แล้วแตะลงบนหน้าฝากของกู้เชียนเสวี่ยอีกครั้ง “ลูกหญิงที่น่าสงสารของแม่ ดื่มน้ำแกงขิงไปก็ตั้งมากแล้ว หรือว่าจะมีไข้อยู่ดีนะ” หากไม่ได้มีไข้ แล้วเหตุใดถึงได้เอาแต่พูดจาเหลวไหลเช่นนี้
เชียนเสวี่ยดึงมือของเ้าซื่อออก แต่กลับพบว่ามือเล็กขาวนุ่มนิ่ม ของมารดาจำเป็นี่จับแล้วรู้สึกดีเสียจริง “ข้าไม่ได้มีไข้หรอกเ้าค่ะ ถ้าหากว่าท่านอยากให้ข้ายังมีชีวิตอยู่ อยากให้ตระกูลของท่านตาสงบสุขละก็ ท่านแม่ต้องจำเอาไว้ว่า หากมีใครมาถามเื่ของข้า ท่านก็บอกแค่ว่ามีตำราแพทย์เล่มหนึ่งที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ข้าอ่านเสร็จก็เผามันทิ้งไปแล้ว เข้าใจหรือไม่เ้าคะ” ใช้วิธีนี้ในการกำจัดปัญหาเื่วิชาแพทย์ของนางแล้วกัน
“เ้ารู้วิชาแพทย์หรือ!?” ในตอนนี้ ต่อให้ไม่เอาอ่าวขนาดไหน แต่จ้าวซื่อก็เข้าใจว่าบุตรสาวกำลังคิดสิ่งใดอยู่
“อย่าถามข้าต่อเลยว่ารู้ได้อย่างไร ข้าี้เีเล่าเื่ให้ฟังแล้ว ท่านจำให้ดีก็พอเ้าค่ะ” กู้เชียนเสวี่ยเน้นย้ำ ทำสีหน้าเคร่งขรึมขู่จ้าวซื่อ
จ้าวซื่อพยักหน้าราวกับตำกระเทียม “ได้ ได้ ข้าจะไม่ถามแล้ว ขอแค่เ้าอยู่อย่างปลอดภัย แม่ก็วางใจแล้ว” ในขณะที่พูด ขอบตาก็แดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง
กู้เชียนเสวี่ยชะงักไป ก้นบึ้งของหัวใจรู้สึกอบอุ่น ก็ไม่รู้เป็ความรู้สึกของร่างกายเ้าของร่างหรือเป็เพราะตนได้ัักับความรักของแม่เป็ครั้งแรก นางอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปโอบกอดลำคอของจ้าวซื่อเอาไว้ แล้วโถมร่างผอมบางเข้าหาตัวจ้าวซื่อที่ทั้งอบอุ่นและหอมหวน
นางไม่รู้หรอกว่าอ้อมกอดของแม่นั้นรู้สึกอย่างไร แต่บางทีอาจเป็ความรู้สึกนี้ก็ได้
จ้าวซื่อร้องไห้ออกมาจนได้ โอบกอดกู้เชียนเสวี่ยเอาไว้ พลางร้องไห้โฮ “ลูกหญิงที่น่าสงสารของแม่ เ้าจะทำอย่างไรดีเล่า...”
กู้เชียนเสวี่ยไม่รู้จะทำตัวอย่างไร นำผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอกแล้วเช็ดน้ำตาให้กับจ้าวซื่อ “ท่านแม่ ท่านจำไว้นะเ้าคะ มีข้าคอยปกป้องท่านอยู่ ท่านไม่ต้องกลัวอีกต่อไปแล้ว”
เมื่อปลอบจ้าวซื่อเรียบร้อยแล้ว กู้เชียนเสวี่ยเองก็รู้สึกเหนื่อยเช่นกัน จึงอาศัยความทรงจำเดินกลับไปยังเรือนของตน
เดินไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ กู้เชียนเสวี่ยก็พบว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องนัก...เป็ถึงคุณหนูผู้สูงศักดิ์ จะไม่มีสาวใช้ข้างกายได้อย่างไรกัน ถึงแม้ไม่ได้อยากให้คอยเฝ้าปรนนิบัติอยู่ตลอดเวลา แต่สาวใช้ข้างกายก็ถือว่ามีประโยชน์มากทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ กู้เชียนเสวี่ยจึงหันกลับไปถาม “ท่านแม่ อวี้เหลียนกับอวี้ชุ่ยเล่า”
จ้าวซื่อเพิ่งเช็ดน้ำตาเสร็จ “อวี้เหลียนกับอวี้ชุ่ยถูกไท่ไท่ผู้เฒ่าสั่งขังไว้ในห้องเก็บฝันแล้วมิใช่หรือ”
เชียนเสวี่ยกลอกตา “ที่ข้าหมายถึงไม่ใช่อวี้เหลียนกับอวี้ชุ่ยตัวปลอมนั่น แต่หมายถึงอวี้เหลียนกับอวี้ชุ่ยคนเก่าต่างหากเ้าค่ะ”
จ้าวซื่อคิด “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน คงจะก่อฟืนอยู่ในห้องครัวกระมัง”
“ช่วยตามมาให้ข้าทีนะเ้าคะ” เชียนเสวี่ยเอ่ย
จ้าวซื่อไม่เข้าใจ “ตามหาพวกนางไปทำไมกัน หากเสวี่ยเอ๋อร์ไม่มีสาวใช้ไว้คอยปรนนิบัติ ประเดี๋ยวแม่จะช่วยเลือกที่ดีๆ ให้เ้าสักคนสองคนก็ได้แล้ว”
กู้เชียนเสวี่ยส่ายหน้าจริงจัง “ลูกไม่ลืมมิตรภาพเก่าๆ ข้าชอบสองคนนั้นเ้าค่ะ”