วันรุ่งขึ้นหลังจากที่ฟ่านเสวี่ยหลีดูดซับลมปราณของโอสถขัดเกลาร่างกายอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาก็ใช้เพลิงสัจธรรมและลูกแก้วดาราสวรรค์อีกครั้งเพื่อหลอมโอสถขัดเกลาร่างกายอีกสามเม็ด
สามวันต่อมาฟ่านเสวี่ยหลีกินโอสถขัดเกลาร่างกายที่เพิ่มฤทธิ์ยาสองส่วนจำนวนหกเม็ดจนหมดในที่สุด เนื้อกายขั้นสี่ของเขาก็มั่นคงและขัดเกลาถึงขีดสุด ยามเคลื่อนไหวจะแผ่พลังของกระทิงสี่ตัวออกมาอย่างเลือนรางอีกทั้งยังควบคุมได้ดังใจนึก
เมื่อชาติก่อนฟ่านเสวี่ยหลีไม่มีความเข้าใจเช่นนี้ จึงทำให้ระดับพลังไม่มั่นและชะงักอยู่ที่ระดับปรมาจารย์ปรุงยา
“ยังไม่เพียงพอ ตอนนี้เป็นเพียงเนื้อกายขั้นสี่หลังจากบรรลุเนื้อกายขั้นห้า จำเป็นต้องมีโอสถขัดเกลาร่างกายมากกว่านี้”เมื่อนึกถึงลูกแก้วดาราสวรรค์ที่เหลือลมปราณโบราณให้ใช้ได้อีกแค่ครั้งเดียวแน่นอนว่าฟ่านเสวี่ยหลีไม่กล้าใช้มันอีก ท้ายที่สุดมันมีไว้ใช้เพื่อปกป้องชีวิต
เขานึกถึงไข่มุกศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าเมืองขึ้นอีกครั้งอย่างอดไม่ได้
“เจ้าเมืองไม่รู้ถึงความล้ำค่าของไข่มุกศักดิ์สิทธิ์แค่มองว่าไข่มุกศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องเงินอันหนึ่งเท่านั้นหากข้าใช้สิ่งที่มีมูลค่ามากกว่าเครื่องเงินก็อาจจะแลกกับไข่มุกนั้นได้”
ฟ่านเสวี่ยหลีรู้ว่าตอนนี้ตนเป็นเพียงมดที่ถูกตระกูลฟ่านเหยียบย่ำได้ตามใจชอบเขาจึงรู้สึกเร่งรีบอย่างมาก อยากจะบรรลุและยกระดับตัวเองสุดชีวิต
ในช่วงสามวันที่ผ่านมาเขายังหาเวลาว่างหลอมโอสถขัดเกลาร่างกายธรรมดาอีกสิบเตาจนได้มาหนึ่งร้อยเม็ดทั้งสิบเตานี้เขาไม่ได้ใช้ตราหมื่นอัคคี เป็นเพียงโอสถที่ไม่ได้เพิ่มฤทธิ์ยาแต่ด้วยฝีมือการปรุงยาของเขา ตอนที่โอสถขัดเกลาร่างกายเหล่านี้ถูกหลอมสำเร็จมันก็เปล่งแสงเจิดจ้าและลมปราณเจิดจรัสซึ่งแข็งแกร่งกว่าโอสถขัดเกลาร่างกายที่เขาได้รับเป็นรางวัลตอนอยู่ที่จวนตระกูลฟ่านเสียอีก
เขานำโอสถหนึ่งร้อยเม็ดนี้เก็บใส่ในกล่องหยกแล้วยื่นให้อิงเทาพลางพูดว่า“คุณชายอิง ได้ยินว่าพ่อของเจ้าจะกลับมาในวันนี้เจ้าช่วยนำโอสถเหล่านี้มอบให้เขาที”
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาอยากจะเจอพี่สาวของอิงเทาอยู่หลายครั้งเพื่อไขความสงสัยภายในใจแต่นางยังไม่กลับมาเสียที กระทั่งเที่ยงวันนี้ ถึงได้รู้จากการรายงานขององครักษ์ ว่าพี่สาวของอิงเทาและเจ้าเมืองเพิ่งกลับมาถึงจวน
อิงเทาตกตะลึงแล้วถามอย่างสงสัยว่า “อาจารย์ฟ่าน ท่านหมายความว่า...”
หลายวันที่ผ่าน เขาได้กินโอสถขัดเกลาร่างกายที่เพิ่มฤทธิ์ยาหนึ่งส่วนที่ฟ่านเสวี่ยหลีมอบให้จำนวนสามเม็ดมันไม่เพียงทำให้เส้นลมปราณในร่างกายฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์อีกทั้งยังบำรุงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เส้นลมปราณของเขาแข็งแกร่งยากหาใดเปรียบเขาจึงเชื่อใจฟ่านเสวี่ยหลีถึงขีดสุด
แต่การที่ฟ่านเสวี่ยหลีมอบโอสถขัดเกลาร่างกายเหล่านี้ให้ท่านพ่อนั้น เป็นเพราะเหตุผลอันใดกัน
ฟ่านเสวี่ยหลียิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า“ข้าพักพิงอยู่จวนเจ้าเมืองของพวกเจ้ามานานเช่นนี้ นี่ก็เป็นเพียงการยืมดอกไม้ถวายพระ[1]เท่านั้น” เขาเชื่อว่าเจ้าเมืองหาได้มีสายตาตื้นเขิน ต้องมองเห็นความล้ำค่าของโอสถเหล่านี้แน่นอน
เมื่อถึงเวลาที่เขาอยากได้ไข่มุกศักดิ์สิทธิ์นั่นก็ขึ้นอยู่กับจำนวนของโอสถขัดเการ่างกายเท่านั้น
โอสถขัดเกลาร่างกายของนักปรุงยาระดับกลางมีมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึงเงินแต่โอสถขัดเกลาร่างกายของเขามีมูลค่าเกือบสองร้อยตำลึงเงิน อีกทั้งยังหาซื้อไม่ได้
“ขอรับ” อิงเทาพูดอย่างเคร่งขรึมจริงจังถึงแม้โอสถขัดเกลาร่างกายเหล่านี้จะไม่ดีเท่าโอสถที่เพิ่มฤทธิ์ยาหนึ่งส่วนแต่อย่างน้อยก็ดีกว่าโอสถที่ขายตามท้องตลาด ของขวัญแรกพบนี้ถือว่ามีมูลค่าสูงยิ่ง
เมื่อเขาถือกล่องหยกเอาไว้ก็รู้สึกร้อนไปทั้งมือ แต่สายตากลับมุ่งมั่นต่อให้ท่านพ่อไม่อยากพบข้า ข้าก็จะบุกเข้าไป
ช่วงหัวค่ำณ ตำหนักหลักของจวนเจ้าเมืองที่ส่องสว่างด้วยแสงเทียน
อิงเทาถือกล่องหยกเอาไว้ในมือเมื่อไปถึงหน้าประตูตำหนักหลักก็เห็นชายสวมชุดนักปรุงยาหลายคนอยู่ด้านใน พวกเขาถูกต้อนรับเป็นอย่างดีผู้ชายเหล่านั้นมีบุคลิกที่ไม่ธรรมดา เห็นได้ชัดว่าเป็นนักปรุงยาของสมาคมนักปรุงยาและกำลังสนทนากับเจ้าเมืองที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะประธานอย่างถูกคอ
เขาอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้เนื่องจากท่านพ่อไม่ได้มีความสัมพันธ์พิเศษกับสมาคมนักปรุงยาเหตุใดวันนี้จึงเชิญนักปรุงยามาที่จวนมากมายเช่นนี้
“เทาเอ๋อร์มาพบข้าอย่างนั้นหรือ” เขาพูดพร้อมกับจ้องเขม็งและขมวดคิ้วเห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการให้อิงเทาเข้ามารบกวนในเวลานี้
เจ้าเมืองมีร่างกายที่ล่ำสันกำยำ เขาเคยอยู่ในกองทัพเมื่อหลายปีก่อนจึงทำให้เขามีบุคลิกคล้ายกับสิงโตที่บ้าคลั่งกระทั่งถูกขนานนามเป็นเทพเจ้าสงครามแห่งกองทัพ จึงมักพูดจาแข็งกร้าวอยู่เสมอซึ่งนิสัยนี้ยังคงติดตัวไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่ออิงเทาถูกเจ้าเมืองมองเช่นนี้ก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างมิอาจควบคุมเขารีบกวาดสายตามองไปโดยรอบ เมื่อไม่เห็นพี่สาวจึงยิ่งรู้สึกกังวลหากพี่สาวอยู่ด้วยจะได้ช่วยพูดแทนเขาเสียหน่อยแต่เมื่ออยู่ต่อหน้านักปรุงยามากมายเช่นนี้ เขาจึงรู้สึกขี่หลังเสือแล้วลงยาก
เขาจึงพูดอย่างแผ่วเบาว่า “ท่านพ่อ ลูกมาเพื่อกล่าวคำทักทาย”
“อืม” เจ้าเมืองแค่นเสียงผ่านจมูกอย่างเฉยเมย ถือเป็นการตอบรับแล้ว
ทันใดนั้น ข้าหลวงคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างก็เผยสีหน้าเย้ยหยันแล้วพูดว่า“คุณชายรอง หากเจ้ามาตามหาพี่สาว ก็ไปหาที่เรือนของพี่สาวเจ้าเถิด ตรงนี้ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรอยู่”
ข้าหลวงคนนี้เป็นคนของคุณชายใหญ่ จึงไม่แปลกที่เขาไม่ชอบหน้าอิงเทา และเมื่อมีโอกาสจู่โจมย่อมไม่ปล่อยผ่าน
“นี่เจ้า...”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อิงเทาก็เผยสายตาเกรี้ยวโกรธและกำหมัดแน่นอย่างอดใจไม่ได้เขาคาดไม่ถึงว่าข้าหลวงที่เพิ่งก้าวเข้าจวนเจ้าเมืองได้ไม่นานจะกลายเป็นคนของพี่ใหญ่แล้วอีกทั้งยังจู่โจมเขาเช่นนี้
เจ้าเมืองหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาย่อมรู้ที่มาที่ไปของเรื่องนี้แต่ตอนนี้เขาต้องให้การต้อนรับนักปรุงยาเหล่านี้ และไม่มีเวลาสนใจอิงเทาจึงโบกมือแล้วพูดว่า “เทาเอ๋อร์ วันนี้มีแขกกิตติมศักดิ์ หากมีเรื่องอะไรค่อยมารายงานข้าพรุ่งนี้”
เขาสั่งให้ออกไปอย่างเห็นได้ชัด
อิงเทายืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยหัวใจที่เย็นเยือก คาดไม่ถึงว่าท่านพ่อจะไม่ให้โอกาสตนพูดแม้แต่น้อย
เขาเกิดความไม่ยินยอมเล็กน้อย เท้าของเขาราวกับตอกแน่นลงกับพื้นยืนนิ่งไม่ยอมไปไหน
เมื่อนักปรุงยาเหล่านั้นเห็นอิงเทาเป็นเช่นนี้ก็ส่ายหน้าอย่างดูแคลนแต่ทันใดนั้นสายตาของพวกเขาก็เปล่งประกายทุกคนลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปนอกตำหนักหลักพร้อมกับพูดว่า “ผู้อาวุโสเว่ยมาแล้ว”
พวกเขาเดินไปนอกตำหนักหลักเพื่อต้อนรับนักปรุงยาชุดหรูหราคนหนึ่ง
แม้แต่เจ้าเมืองยังต้องลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปต้อนรับ เห็นได้ชัดว่าสถานะของนักปรุงยาผู้นี้ไม่ธรรมดา
อิงเทาตกตะลึง เนื่องจากในเมืองฉางซานท่านพ่อมีสถานะเป็นรองเพียงฟ่านจี้เฟยแห่งตระกูลฟ่านเท่านั้นต่อให้ท่านพ่อพบกับนักปรุงยาระดับกลางยังปฏิบัติต่อกันด้วยสถานะที่เท่าเทียมผู้ที่ทำให้ท่านพ่อจริงจังได้เช่นนี้เป็นใครกันแน่
ส่วนข้าหลวงคนนั้นอาศัยจังหวะที่ไม่มีคนอยู่เดินไปข้างกายอิงเทาแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “คุณชายรอง วันนี้เจ้าเมืองจัดงานเลี้ยงต้อนรับแขกกิตติมศักดิ์เจ้าอย่าอยู่รบกวนดีกว่า”
น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความเกรงใจอย่างยิ่ง
อิงเทาลังเลที่จะพูด แต่สุดท้ายก็กลั้นเอาไว้ตลอดหลายวันที่อยู่กับฟ่านเสวี่ยหลี นิสัยของเขาดีขึ้นมาก เขาสงบนิ่งยิ่งขึ้นและรู้ว่าหากอดทนต่อเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ได้จะทำให้เสียการใหญ่
เขาหันหลังแล้วเดินออกไปทางประตูข้าง
“เห็นทีคงทำได้เพียงพบท่านพ่อในวันพรุ่งนี้แล้ว...”
เมื่อข้าหลวงเห็นอิงเทาสามารถสะกดข่มความโกรธได้ก็รู้สึกงุนงงตามความเข้าใจที่เขามีต่ออิงเทา หากเขาใช้น้ำเสียงและคำพูดแบบนี้อิงเทาจะต้องอาละวาดและรบกวนเหล่านักปรุงยาแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น อิงเทาอาจถูกเจ้าเมืองไล่ออกจากจวนเจ้าเมืองเลยก็ได้
“หน็อย เจ้าหมอนี่หัดฉลาดเช่นนี้เป็นตั้งแต่เมื่อไรกัน...” ข้าหลวงพึมพำอย่างประหลาดใจ
ตอนนี้นักปรุงยาชุดหรูหราผู้นั้นถูกรายล้อมไปด้วยเหล่านักปรุงยาเมื่อเห็นเจ้าเมืองเดินเข้ามาจึงยิ้มพูดว่า “ข้ามารบกวน เจ้าเมืองหาได้ต้องมาต้อนรับถึงเพียงนี้”
เขาก็คือนักปรุงยาระดับกลางของหอสมบัติโอสถที่นามว่าเว่ยเจ่าตลอดหลายวันที่ผ่านมาหลังจากเขาได้รับเตาไฟเจ็ดดาราและใช้คาถาโบราณเจ็ดดาราวิชาปรุงยาของเขาก็ล้ำลึกยิ่งขึ้น และรู้สึกว่าหากทลายคอขวดได้อีก ก็จะมีโอกาสก้าวขึ้นสู่นักปรุงยาระดับสูงซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างใฝ่ฝัน
ประกอบกับตอนนี้อายุเขาเพิ่งเลยสามสิบปีมาไม่นาน อนาคตยังอีกยาวไกลดังนั้นสถานะของเขาจึงสูงขึ้น แม้แต่เจ้าเมือง ตอนนี้ยังเกรงใจเขามากยิ่งขึ้น
เจ้าเมืองหัวเราะแล้วพูดว่า“ช่วงนี้อาจารย์เว่ยช่วยหลอมโอสถให้ไม่น้อย ข้าซาบซึ้งใจดุจดวงเดือนอันสว่างไสว!”
สาเหตุที่เขาจัดงานเลี้ยงครั้งนี้ก็เพื่ออาจารย์เว่ยโดยเฉพาะ
“เจ้าเมืองเกรงใจเกินไปแล้ว หืม...ทางนั้นคือ” นักปรุงยาระดับกลางเว่ยเจ่าเห็นแผ่นหลังของอิงเทาที่เดินออกไปไกลก็รู้สึกคุ้นตาอย่างยิ่ง
“นั่นคือลูกชายของข้า นามว่าอิงเทา” เจ้าเมืองโบกมือแล้วพูดว่า“เขาไม่รู้จักมารยาท อาจารย์เว่ยโปรดอย่าถือสา”
ถึงอย่างไร ใจเขาก็ยังอยากปกป้องอิงเทา
“ข้าเห็นคุณชายอิงเทาเดินจากไปด้วยความหงุดหงิด” ข้าหลวงคนนั้นพูดเสียดแทงอย่างเย็นชาอยู่ด้านข้าง
เว่ยเจ่าพูดอย่างจริงจังโดยไม่สนใจข้าหลวงสักนิด“คุณชายอิงเทามีบุคลิกที่ไม่ธรรมดา ล่ำสันกำยำคล้ายกับท่านเจ้าเมืองยิ่งนักข้ามีวาสนาได้พบคุณชายอิงหนหนึ่ง จึงอยากพูดคุยเรื่องอดีตกับเขาเสียหน่อย”
“อาจารย์เว่ย เชิญตามสบาย” เจ้าเมืองตกใจจนเหงื่อท่วมหัว อิงเทารู้จักกับอาจารย์เว่ยผู้นี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน
เว่ยเจ่าประสานมือคำนับเจ้าเมืองแล้วเดินไปหาอิงเทา
การได้พบคุณชายอิงที่นี่นับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอันน่ายินดีโดยแท้ จำต้องรู้ว่าที่สถานะของเขาสูงขึ้นล้วนเป็นเพราะฟ่านเสวี่ยหลี
[1] ยืมดอกไม้ถวายพระ หมายถึงเอาของของคนอื่นไปให้คนอื่น