“ดูที่ตรงนั้นเร็ว! คนของพวกเราได้ส่งสัญญาณมาแล้ว เป็ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ!”
สัญญาณพยัคฆ์ถือเป็เครื่องหมายของกองทัพพยัคฆ์หาญ ดังนั้นในเวลาที่สัญญาณพยัคฆ์อาบเปลวเพลิงลอยอยู่กลางเวหา จ้าวหยางเซิงเองก็อดไม่ได้ที่จะสะดุ้งขึ้น อีกทั้งยังได้ทราบขึ้นในทันที ว่าทางด้านนั้นจะต้องเกิดเื่ขึ้นแล้วอย่างแน่นอน
“เช่นนั้นยังมัวแต่รออะไรอยู่อีก! รีบไประดมพลกลับมาเร็วเข้า พวกเราเองก็รีบไปกันเถอะ ครั้งนี้จะต้องหาอสูรอสรพิษพบได้อย่างแน่นอนแล้ว!” องค์หญิงพานอวิ๋นแสดงสีหน้าตื่นเต้นแล้วกล่าวออกมา
“เหอะเหอะ เมื่อถึงเวลานั้นก็ขอองค์หญิงโปรดดูข้าเอาไว้ ครั้งนี้ข้าได้นำเอาปลอกคอกำราบสัตว์ติดตัวมาด้วย เมื่อมีของสิ่งนี้อยู่มือ อสูรอสรพิษตัวนั้นต่อให้ร้ายกาจยิ่งกว่านี้ ก็ยากที่จะรอดพ้นไปจากเงื้อมมือข้าได้!”
กู้ฉางเฟิงได้ล้วงเขาไปภายในถุงเก็บวัตถุ ล้วงปลอกคอพิเศษสีเหลืองอร่ามชิ้นหนึ่งออกมา เพียงแค่ได้เห็นลวดลายอันลี้ลับที่สลักเอาไว้เต็มไปหมด คล้ายกับเป็อักขระจ้วน[1]ละเอียดเล็กจนทำให้เกิดเป็พลังค่ายกล อัดแน่นอยู่ภายใน สาดเป็ประกายความเร้นลับสุดยั้งคาดแผ่ซ่านออกมา
“ขอเพียงพวกเราตามหาอสูรอสรพิษนั้นจนพบ เมื่อมีปลอกคอกำราบสัตว์อยู่ เช่นนั้นอสูรอสรพิษก็จะต้องเป็สัตว์เลี้ยงในความดูแลขององค์หญิงท่านแล้วอย่างแน่นอน ฮาฮา!”
กู้ฉางเฟิงที่ขยับหมุนควงปลอกคอกำราบสัตว์เล่นไปมา ภายในน้ำเสียงยังแฝงเอาไว้ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
ที่เขาทำไปเพื่อจะเอาใจองค์หญิง เพื่อที่จะได้รับความโปรดปรานจากนาง แม้กระทั่งสมบัติล้ำค่าประจำตระกูลก็ยังหยิบฉวยออกมาแล้ว
แต่ทว่า ภายในจิตใจของเขา ขอเพียงสามารถเอาชนะหัวใจขององค์หญิงได้ อย่างนั้นทุกอย่างก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว
และในเวลาเดียวกันนี้เอง ทหารหาญกองทัพพยัคฆ์หาญเ่าั้ที่กระจายตัวกันอยู่ภายในเทือกเขาผานเสอ หลังจากที่ได้เห็นสัญญาณพลุนั้นลอยอยู่กลางท้องฟ้า ก็ทราบว่าเกิดเื่ขึ้นแล้วในทันที จึงได้แยกย้ายกันมุ่งหน้าไปตาม ๆ กัน
ใช้เวลาไม่นานนัก ทหารหาญกองทัพพยัคฆ์หาญหลายร้อยนายทั้งหมดก็ได้มารวมตัวกันจนหมดสิ้น กองพันทหารม้า ได้รุดหน้าไปยังทางด้านที่มีสัญญาณส่งมากันอย่างเกรียงไกร
แต่ทว่า สัญญาณนี้ถึงแม้จะเป็สัญลักษณ์การส่งสัญญาณของกองทัพพยัคฆ์หาญ แต่ขอเพียงไม่ใช่คนตามืดบอด ขอเพียงเป็คนที่อยู่ภายในละแวกเทือกเขาผานเสอย่อมสามารถที่จะมองเห็นได้ั้แ่แรก
อีกทั้ง ก่อนที่องค์หญิงพานอวิ๋นจะมาถึง ก็ได้มีชาวยุทธ์อีกมากมายมาเยือนกันั้แ่แรกแล้ว เพื่อที่หากว่าได้มาถึงก่อนก็จะสามารถกอบโกยสมบัติไปกันได้ก่อน
ยามนี้ คนในยุทธภพพวกนี้ที่ได้พบเห็นนิมิตนี้ วินาทีนั้นก็พอที่จะเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนแล้ว ไม่แน่ว่ายังอาจที่จะเกี่ยวข้องกับสมบัติวิเศษก็เป็ได้
ภายใต้ความคิดเช่นนี้ พวกเขาก็เหมือนกับฝูงแมลงที่ได้เห็นเป้าหมาย ต่างก็มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ซึ่งมีสัญญาณนั้นส่งมา โดยที่ต่างก็แยกย้ายกันเข้ามาจากทุกสารทิศ
“อือ?นี่มันเป็เสียงคำรามของเฮยเสวียน หรือว่าจะเกิดเื่อะไรขั้นแล้ว?”
เจวี๋ยหวู่ิที่กำลังอยู่ในระหว่างบ่มเพาะภายในถ้ำผานเสอ เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยนี้ดังขึ้น พลันเกิดความคิดแล่นขึ้น พร้อมทั้งยังได้ผ่านออกไปจากถ้ำ
แววตาของเขาได้ค่อย ๆ ที่จะหันไปมองยังทางด้านของเฮยเสวียน ไม่ทันไร ทันใดนั้นก็ได้พบเห็นพลุไฟที่อยู่บนท้องฟ้า
ต่อมาก็ได้เกิดเป็รูปพยัคฆ์อยู่ภายในกองเพลิงดุจดั่งกับมีชีวิตอยู่ พร้อมทั้งได้หรี่รูม่านตาขึ้นเล็กน้อย:
“นี่มัน……เป็การส่งสัญญาณบางอย่างงั้นหรือ? สัญญาณที่ส่งออกไปนั้นก็คือจุดที่เฮยเสวียนได้แผดส่งคำรามออกมา แท้จริงแล้วเกิดเื่อะไรขึ้นกับเฮยเสวียนอย่างงั้นหรือ?”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็ไม่อาจที่จะลังเลรีรอได้อีกต่อไป จึงค่อยได้ไหลเวียนพลังมนตราขึ้นรอบหนึ่ง เพื่อกระตุ้นเคล็ดดำดิน เคลื่อนไหวดุจอสูรวายุอยู่ภายในผืนพิภพ มุ่งหน้าไปตามร่องรอยที่เฮยเสวียนได้ส่งมา
ไม่ว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้น เฮยเสวียนก็ถือเป็ลูกสมุนเบอร์สองของเขา ไม่ว่าจะต้องทิ้งพลังหรือว่าจะเป็จิติญญารวมไปจนถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ เขาก็ไม่อาจเอาแต่นั่งดูเฮยเสวียนเกิดเื่ไม่ดีขึ้นได้
และยามนี้ จุดที่ส่งสัญญาณออกมานั่นก็คือภายในป่าขุนเขาสายนั้น
“ฟ่อฟ่อ!”
“ฟ่อฟ่อ!”
……
อสรพิษที่แทบจะนับไม่ถ้วน พร้อมกับเสียงขู่ดังฟ่อออกมาไม่หยุด โดยที่กำลังเข้าปะทะอยู่กับกลุ่มคนในยุทธภพอยู่ตรงบริเวณเทือกเขา
คนกลุ่มนี้ที่สวมเอาไว้ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ประหลาดพิสดาร มีทั้งบุรุษสตรี มีกันมากถึงหลายร้อยคน คนพวกนี้ก็ทำได้แต่มองดูพวกเขากำลังถูกฝูงงูโอบล้อมกันเข้ามา และแยกย้ายกันสบถด่ากันออกมายกใหญ่
“ท่านย่ามันเถอะ เป็เดรัจฉานตัวไหนส่งสัญญาณมากันนะ ยังคิดว่ามีสมบัติอะไรเสียอีก แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะดึงตัวข้าเข้ามาในดงงูไปเสียได้ ถ้าหากรู้นะว่าเป็ใคร ตัวข้าจะใช้ขวานจามหัวมันไปพบกับยมทูตเอง” เสียงอันเกรี้ยวกราดสุดเปรียบปานได้ดังสะท้อนก้องออกมา
“บัดซบ ทั้งที่ข้าเป็คนแรกที่มาถึง แต่กลับต้องเกือบจะเข้าไปอยู่ในท้องงูกันแล้ว อย่าได้แม้แต่เอ่ยถึงสมบัติกันเลย แม้แต่ทองสลึงหนึ่งก็ยังไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ ช่างโชคร้ายอะไรขนาดนี้!”
“เหอะเหอะ จนถึงตอนนี้ยังมัวแต่คิดถึงสมบัติ แค่จะรักษาชีวิตน้อย ๆ ก็ยังยากเลย……”
……
คนพวกนี้ต่างก็เป็คนในยุทธภพที่เข้าสู่เทือกเขาผานเสอเพื่อออกตามหาสมบัติ อีกทั้งยังได้เข้ามาถึงป่าพงไพรมาั้แ่แรกแล้ว และรวมกลุ่มกันสามถึงห้าคน
ครั้งนี้ที่มาถึงยังสถานที่แห่งนี้ได้ แทบจะเรียกได้ว่าถูกเสวี่ยวเทียนเชวียนพวกเขาส่งสัญญาณชักนำเข้ามาทั้งจะทั้งหมด มิหนำซ้ำยังได้เข้ามากันอย่างเร่งรีบ เมื่อเทียบกับองค์หญิงพานอวิ๋นพวกเขายังถือว่ามาถึงเร็วกว่าก้าวหนึ่ง แต่ผลลัพธ์กลับทำให้พวกเขาต้องผิดหวังกันไม่คลาย
ทันทีที่พวกเขาได้มาถึง กระทั่งสมบัติก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา แต่กลับต้องมาเผชิญหน้ากลับฝูงอสรพิษที่กำลังอ้าปากเขมือบมนุษย์อยู่
จนถึงเวลานี้ พวกเขาเองก็ไม่อาจสนใจมากความ ทำได้แต่เพียงควักอาวุธกันออกมา ทำได้แต่ก่นด่าออกมาอย่างเหลืออด
“มารดาเถอะ ครั้งนี้ข้าก็ช่างโชคร้ายกันเกินไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ดาบของทุกคนล้วนแต่เปื้อนไปด้วยเื อสรพิษพวกนี้ถึงแม้จะมีจำนวนมากจนน่าใ แต่พวกเรากลับไม่ใช่คนธรรมดากันอยู่แล้ว จัดการพวกมัน ขอแลกกับเดรัจฉานพวกนี้ก็แล้วกัน ไม่แน่ว่าอาจจสามารถฆ่าจนเกิดเป็เส้นทางรอดสายหนึ่งออกมาก็เป็ได้!”
ระหว่างนั้นก็ได้มีเสียงคนะโดังออกมา จนคล้ายกับการปลุกระดมความกล้าให้แก่ผู้คน ปลุกปลอบจิตสมาธิของทุกคน จนเริ่มที่ขวัญกำลังกันขึ้นมาบ้างแล้ว
“ถูกต้อง ยังไงก็ต้องขอเข้าแลกกับเ้าพวกงูเหม็นเน่าพวกนี้กันแล้ว!”
คนในยุทธภพถึงอย่างไรเคยสะสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน ทั้งความกล้า ความห้าวหาญ พลังยุทธ์ ล้วนแต่ไม่ใช่คนโดยทั่วไปจะเอามาเทียบได้ ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ในทางกลับกันยังถือเป็การกระตุ้นความภาคภูมิใจของพวกเขา แต่ละคนเหมือนกับอยู่ในสภาพเืลมสูบฉีดก็มิปาน
“ฆ่าเ้าพวกมนุษย์ที่น่ารังเกียจพวกนี้!”
เฮยเสวียนชะโงกคอเงยหัว แลบลิ้นอสรพิษอันแดงฉานออกมา พลังจิตสมาธิสาดเทออกมาดุจระลอกคลื่น เพื่อคอยรับรู้ความเคลื่อนไหวของอสรพิษฝูงนี้
วินาทีนั้น เหล่าอสรพิษที่ได้รับคำสั่ง ได้โถมใส่ดั่งคลื่นสมุทรอันรุนแรง จนเหมือนกับเกิดเป็คลื่นขนาดั์โถมใส่ยอดยุทธ์ในยุทธภพหลายร้อยคน
พริบตานั้นเอง ฝูงงูและเหล่ายอดยุทธ์ในยุทธภพเข้าปะทะกันในทันที จนเกิดเป็สภาพที่อเนจอนาถ ระอุไปทั่วทั้งฟ้าไป กลิ่นคาวเืแผ่ซ่านสาดกระจายออกมา ทั้งเสียงกู่ร้อง เสียงโห่ร้องฆ่าฟัน เสียงคร่ำครวญ ถึงกับดังสะท้อนไปมาอยู่ท่ามกลางพื้นที่แห่งนี้
ด้วยการเข้าเสี่ยงเช่นนี้ กลับมีแต่เพียงรอดกับตายเท่านั้น โดยที่ไม่มีหนทางอื่นใดให้เอ่ยถึงได้อีก
ฝูงงูที่มีความได้เปรียบที่จำนวน เมื่อโจมตียังหาได้มีความหวาดกลัวต่อความตายไม่
และยอดยุทธ์ในยุทธภพที่ถือเป็ผู้มีความเชี่ยวชาญในศิลปะยุทธ์ เมื่อได้รวมตัวกันขึ้นมา ภายใต้การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จนเกิดเป็กระบวนท่าที่ยิ่งงดงามสำแดงฤทธิ์เดชออกมาได้ พลังดาบ พลังกระบี่ เพลงหมัด เพลงเท้า ล้วนแต่ถือเป็อาวุธที่ใช้เพื่อกำราบอสรพิษ เพียงพอที่จะทำให้ท่ามกลางฝูงงูเกิดเป็เพียงฝนโลหิตเป็สายเท่านั้น
ในมุมมองของปุถุชนคนธรรมดา อสรพิษพวกนี้ถือว่าสร้างแรงกดดันให้ได้อย่างมากมายเลยทีเดียว แต่ในมุมมองของยอดยุทธ์ในยุทธภพแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยด้วยซ้ำ
ถึงแม้พวกมันจะมีจำนวนมากมายมหาศาลจนน่าสะพรึงกลัว แต่โดยส่วนใหญ่แล้วล้วนแต่มีพลังโจมตีในระดับต่ำ ถ้าหากกัดไม่โดยศัตรู ก็มีแต่จะต้องถูกบดขยี้ภายใต้อาวุธของเหล่ายอดยุทธ์ไปในทันที
ดังนั้น เมื่อวันเวลาได้ผ่านไปเลยไป ภายใต้สายตาที่ได้มองเห็นฝูงงูเข้าเข่นฆ่าเข้ามาเหมือนดั่งคลื่นสมุทรไม่หยุดไม่หย่อน จนมีปริมาณถูกลดทอนลงอย่างรวดเร็ว แต่ยอดยุทธ์ในยุทธภพที่ได้รับาเ็สาหัสจริงนั้นกลับไม่ได้มีอยู่มากนัก
ถ้าหากไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรต่อไปแล้วละก็ เชื่อว่าเมื่อผ่านไปได้ไม่นาน เกรงว่ากองทัพทะเลงูหากยังคิดที่จะโถมบุกโจมตีเข้าใส่กลุ่มยอดยุทธ์ต่อไป ย่อมมีแต่ถูกกวาดล้างไปในไม่ช้าอย่างแน่นอน
ขณะที่พวกเขาคิดว่าสามารถคลี่คลายห้วงวิกฤติที่คับขันเอาไว้ได้ ในที่สุดเฮยเสวียนก็อดไม่ได้ที่จะ
ในเวลาที่พวกเขากำลังคิดว่าสถานการณ์กำลังใกล้ที่จะคลี่คลายกันได้แล้ว ในที่สุดเฮยเสวียนก็อดไม่ได้ที่จะฝืนทนต่อไปได้อีกแล้ว ก็ถึงกับลงมืออย่างผลีผลาม!
.
.
.
[1] เป็ตัวอักษรจีนโบราณที่ใช้กันในราชวงศ์ฉิน