ชะตาร้ายเช่นนี้ ข้าขอหนีไปต่างภพ

    ผู้บุกรุก!

            “ว่าแต่เจ้าเถิด คิดถึงบิดามารดาที่แท้จริงหรือไม่” หมายถึงบิดามารดาในภพเดิมที่นางจากมา

            ชิงเซียนพยักหน้าแววตาเศร้าสร้อยและแสดงออกให้ฟานอวี้ถงได้รับรู้อย่างไม่ปิดบัง “ที่ท่านเห็นข้าเกาะติดท่าน กระทำตนเองให้วุ่นวายนั้นก็เพราะข้าไม่อยากคิดถึงท่านพ่อ ท่านแม่ที่ตอนนี้มิอาจจะรู้ได้เลยว่าท่านเป็นเช่นไรบ้างเมื่อไม่มีข้า ท่านบอกว่าข้าและชิงเซียนคนเดิมเป็นฝาแฝดและสลับร่าง สลับภพชาติกันนั่นหมายความว่านางเข้าไปอยู่ในร่างของข้า ใช่หรือไม่เจ้าคะ”

            “เป็นเช่นนั้น นางดึงวิญญาณของเจ้ามาแทนที่ เจ้าจึงมิต้องชดใช้ความผิดแทนนางอย่างไรเล่า” นี่คือความจริงและหวังว่านางตรงหน้าที่เขาชมชอบจะทำใจยอมรับได้

            “ข้ารู้เจ้าค่ะ แต่พี่สาวฝาแฝดของข้านิสัยใจคอโหดร้ายหรือไม่เจ้าคะ” นางกลัวว่าพ่อกับแม่จะทุกข์ใจที่นางนิสัยเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

            ฟานอวี้ถงส่ายหน้า “นางมิค่อยชอบยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด พูดน้อยและไม่ทำร้ายใครก่อน เจ้าอย่าห่วงเลยนางเป็นสตรีที่ดีคนหนึ่ง” ‘ต่างจากเจ้าที่ดูจะไร้ยางอายและพูดมากเสียเหลือเกิน’

            “ได้ยินเช่นนี้ก็โล่งใจมากแล้วเจ้าค่ะ” เช่นนี้คงดีกว่าการที่พ่อและแม่ในภพโน้นจะต้องรับรู้ว่าบุตรสาวที่แท้จริงไม่มีชีวิตอยู่ สวรรค์ยังคงปราณีแม้ต่อจากนี้นางจะไม่มีโอกาสได้พบเจอพวกท่านอีกแล้วก็ตาม “เหลือแค่เพียงข้าที่ต้องต่อสู้อยู่ในภพภูมิแปลกประหลาดเช่นนี้ต่อไป จะมามัวเสียใจท้อแท้มิได้” เงยหน้าถามอย่างออดอ้อน “ท่านจะไม่ทอดทิ้งข้าแน่นอนใช่หรือไม่เจ้าคะ”

            ฟานอวี้ถงลูบใบหน้าเนียนอย่างหลงใหล แต่ก่อนที่เคยติดตามนางมารน้อยคนเดิมนั้นกับยามนี้ช่างแตกต่าง น้ำเสียงอ่อนหวาน การกระทำราวกับเด็กน้อยเช่นนี้ไม่เคยมีให้ได้เห็น อีกทั้งตัวเขาในร่างแมวดำกับนางมารคนเดิมที่ยังคงมัวเมากวนผูเล่อก็เป็นเพียงแค่สหายสนิทกันเท่านั้น “ยังมิได้เป็นฮูหยินของข้า จะทิ้งได้อย่างไรเล่า”

            ยิ้ม “อันที่จริงหากนับอายุของข้าในภพเดิมที่อายุแค่สิบแปดปี ยังถือว่าเด็กมากนะเจ้าคะ หาใช่วัยที่ต้องออกเรือนหรือเป็นสาวเทื้อเช่นตอนนี้ได้”

            “เช่นนั้นก็อย่าห่วงเลย ข้ามิได้คิดจะทำสิ่งใดกับเจ้าหากเจ้าไม่พร้อมข้าย่อมไม่ล่วงเกิน” ด้วยร่างกายเนื้อยังไม่คงที่ “ไม่แน่ หากท้องฟ้าเปิด ข้าอาจจะพาเจ้าไปพบบิดาที่แท้จริงก่อน” ซึ่งท่านผู้นั้นยังคงอยู่ในถ้ำเพื่อฝึกตนอยู่อีกนาน...ทุกอย่างล้วนมีเวลา

            “เจ้าค่ะ” บิดาที่แท้จริงจะมีใบหน้าเป็นเช่นไร นางเองก็อยากรู้

            “เดินทางมาเหนื่อยๆ ไปนอนพักสักครึ่งชั่วยามดีหรือไม่”

            “ดีเจ้าค่ะ” นางเดินตามการจูงมือของฟานอวี้ถงไปยังห้อง ห้องหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นห้องของเขาเอง ชิงเซียนมิได้คัดค้านอะไรในเมื่อนางนั้นก็ยังไม่พร้อมที่จะนอนคนเดียว “ขอบคุณเจ้าค่ะ” แม้มันจะอันตรายแต่นางและเขานั้นได้นอนร่วมห้องกันมาหลายคราแล้ว

            “มิเป็นไร ว่าที่ฮูหยิน” ฟอด!! หอมหน้าผากนางก่อนจะลุกออกไปด้านนอก

            ชิงเซียนนอนยิ้มอย่างอุ่นใจ นางในตอนนี้มิเคยลืมว่ามาจากไหน เป็นใครหรือแม้กระทั่งอายุเท่าไหร่แต่ท้ายที่สุดหากวันเวลามันย้อนกลับไปไม่ได้ก็จงเดินต่อไปข้างหน้า มิรู้หรอกว่านางจะอยู่ในร่างนี้อีกกี่ปีกี่ชาติ ขอเพียงแค่ตอนนี้ได้รู้ไว้ว่านางมิได้ตัวคนเดียว ตากลมหลับลงด้วยความเหนื่อยอ่อน

    ๑---------------------๑

    ด้านนอก

            “นายท่านจะเข้าวังหรือไม่ขอรับ” อู่ถงถามนายคนใหม่

            “...” ฟานอวี้ถงยืนนิ่งมองไปยังประตูวังหลวงที่อยู่ห่างจากจุดที่เขายืนอยู่สามร้อยลี้อย่างครุ่นคิด หากเขาเข้าวังวันนี้ พรุ่งนี้ก็มิต้องพาชิงเซียนเข้าไปด้วย ‘ถือเป็นเรื่องดี’ เพราะท่านอ๋องสามหาใช่บุคคลที่เข้ากับคนแปลกหน้าได้ง่าย อาจเป็นเพราะรูปร่างผอมๆ นั้นอาจทำให้พระองค์อับอายต่อผู้พบเห็น “ข้าจะเข้าวัง ฝากดูแลชิงเซียนด้วยเล่า”

            “ขอรับ” เอ้อถงค้อมหัวรับคำ รอจนฟานอวี้ถงเดินออกไป เขาและอู่ถงจึงนั่งเฝ้าอยู่รอบๆ บ้าน ไม่ใช่ไม่รู้ว่าพวกตนถูกเฝ้ามองอยู่ ‘นายท่านเองก็รู้’ แต่ที่ไม่ได้เอ่ยออกมาคงเป็นเพราะผู้เฝ้ามองอยู่อาจจะไม่เป็นอันตราย ฟิ้ว!! ฉึ่ก! ‘แต่ถ้าเป็นล่ะ’ เอ้อถงมองตามทิศทางของลูกธนูนั้นและดึงกระบี่ออกมาจากเอว ก็หวังว่านายท่านจะไปไม่นานนะขอรับ!!

    ๑-------------------๑

    ตำหนักฉู่เช่อ (อ๋องสาม)

            ฟานอวี้ถงขีดเส้นชะตาของท่านอ๋องผู้นั่งมองเขาอยู่บนเตียง สีหน้านั้นคล้ายโกรธกรุ่นเดาได้ไม่ยากว่าคงจะโกรธที่ตนนั้นมาถึงวังหลวงผิดเวลา จากการรายงานขององครักษ์เงามากมายของท่านอ๋องที่คอยเฝ้ามองเขาอยู่ในบ้าน ไม่ว่าจะตอนที่เขายังมาไม่ถึงหรือมาถึงแล้วก็ตาม ไม่ใช่เขาไม่รู้แต่แกล้งทำไม่รู้ “วันนี้ท่านอ๋องรู้สึกอย่างไรบ้างขอรับ”

            อ๋องสามฉินเว่ยหรงยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะส่งมือขาวซีดไปหาหมอดูรูปงามที่คอยมาตรวจเขาทุกเดือนและทุกครั้งอีกฝ่ายจะทำเพียงแค่ดูลายมือ แม้สิ่งที่ฉินเว่ยหรงต้องการจะมิใช่เช่นนั้นแต่เขาก็มิอาจเอ่ยมันออกมาได้ “รู้สึกดีที่เจ้ามาหาข้าแล้ว”

            ฟานอวี้ถงพยักหน้ารับเพียงเท่านั้น ก่อนจะเล่าถึงเส้นชะตาที่แปลกประหลาด ชะตาที่เหมือนจะตายแต่ก็ไม่ตาย มันหมายความว่าอย่างไร ช่างขัดกับลายมือของอ๋องสามที่บ่งบอกชัดเจนว่ามันจะอยู่ได้อีกหลายปี ที่เขายังมาตรวจดูทุกเดือนนี้มันเป็นเพราะความสงสัยทั้งสิ้น! “หากท่านรับยาจากหมอหลวงเป็นประจำทุกวัน ข้าว่าท่านคงมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกหลายสิบปี วันนี้ข้ามาหาท่านผิดเวลาไปเสียหน่อย” เขาวางมือบางของอีกฝ่ายลงบนเตียงและลุกขึ้นยืน “วันนี้ท่านพักผ่อนเถิด อีกสองวันข้าจะมาใหม่”

            ฉินเว่ยหรงขมวดคิ้วเหมือนไม่พอใจแต่ยังคงแสร้งยิ้ม “ข้าจะรอ”

            บุรุษรูปงามค้อมหัวลงเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องบรรทมไป ‘มีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้องระหว่างชะตาชีวิตของท่านอ๋องสาม?’ แต่มันคืออะไร เขานั้นจะต้องหาคำตอบด้วยตนเอง สองขาแกร่งเดินออกจากวังหลวงมุ่งตรงไปยังบ้านของตนที่ใช้เวลาเพียงสองจิบชาก็มาถึงจุดหมาย ความประหลาดใจฉายชัด...เมื่อเข้าไปในบ้าน ข้าวของพังเสียหาย หลังคาเป็นรูโหว่ ใจเขาเต้นแรงเมื่อคิดว่าคงจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นแล้วแน่ๆ สองขาเดินอย่างรวดเร็วเข้าไปในห้องนอน ไร้ร่างชิงเซียน นอนอยู่ตรงนั้น “อู่ถง เอ้อถง!!” เสียงทุ้มตะโกนลั่น “ชิงเซียนอยู่ไหน!!” ไร้เสียงตอบรับของสองผู้ติดตาม เขารีบวิ่งไปทางด้านหลังที่มีสวนกว้างทันที ก่อนจะพบกับกองเลือดเปรอะเปื้อนมากมาย ซากความเสียหายและรอยเท้าไม่ต่ำกว่าสิบคู่!!

    คล้ายกับเรื่องชะตาร้ายเช่นนี้ ข้าขอหนีไปต่างภพ ที่คุณอ่าน