ในห้องสมุดของสถาบันมีด้วยกันทั้งสิ้น 5 ชั้น ในทุกชั้นอัดแน่นไปด้วยชั้นหนังสือกับที่นั่งสำหรับอ่าน ด้วยความที่สถานที่ค่อนข้างใหญ่ทางเดินระหว่างชั้นหนังสือจึงกว้างพอที่จะให้คนเดินสวนกันโดยที่ไม่ต้องเบี่ยงตัวหลบให้อีกคนได้เดินก่อน บรรยากาศภายในห้องสมุดค่อนข้างเงียบสงบ เนื่องจากไม่ค่อยมีคนมากนัก
อันที่จริงหากห้องสมุดของสถาบันมีคนมากมายควรจะเป็นเรื่องแปลกเสียมากกว่า โดยเฉพาะสถาบันที่เป็นของกองทัพโดยตรงเช่นนี้ การที่มีคนสนใจความรู้มากกว่าการต่อสู้ สมควรที่จะเป็นเรื่องแปลกจริงๆ ในโลกของผู้มีความสามารถแน่นอนว่าทักษะการต่อสู้ควรมาเป็นลำดับแรก ความรู้จึงค่อยมาเป็นลำดับต่อไป
หลินเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้น 5 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดเหมือนกันทุกๆครั้ง อันที่จริงนอกจากครั้งแรกที่มาเขาก็ยังไม่ได้มีโอกาสได้ไปนั่งอ่านในชั้นอื่นเลย เพียงแค่ชั้น 5 ชั้นเดียวหนังสือที่เขาสนใจจะอ่านยังเหลืออยู่อีก อย่างน้อยเร็วๆนี้เขาคงยังไม่ไปอ่านหนังสืิอในชั้นอื่น
วิเคราะห์เผ่าพันธุ์อสูรเล่มที่ 2 กับ 3 ถูกหยิบออกมาจากชั้นหนังสือหมวดเผ่าพันธุ์อสูรในชั้นที่ 3 ครั้งก่อนที่มาเขาได้อ่านเล่มที่สองไปมากกว่าครึ่ง เขาจึงหยิบเล่มที่ 3 มาเผื่อเอาไว้ ซึ่งมันก็ใช่เวลาไม่นานนักในการอ่านแต่ละเล่มให้จบ แม้ว่าตัวอักษรจะเยอะ เนื่องจากตัวเขาในตอนนี้มีความจำและความเข้าใจที่ค่อนข้างดีมาก อ่านเพียงรอบเดียวก็จดจำได้อย่างแม่นยำ
ก่อนหน้านี้หมวดของเผ่าพันธุ์อสูร หลินได้อ่าน บรรยายรูปลักษณ์อสูรไปมากกว่า 20 เล่ม มันเป็นหนังสือเล่มหนาที่มีภาพวาดของอสูรและบรรยายคุณลักษณ์เฉพาะของอสูรแต่ละตัว น่าแปลกที่อสูรส่วนใหญ่มีลักษณ์คล้ายกับมนุษย์ ถ้าไม่ติดว่าแต่ละตัวมีจุดเด่นและความสามารถที่แตกต่างกัน คงไม่มีหนังสือมากขนาดนี้
ก่อนหน้าที่จะมาอ่านในหมวดของเผ่าพันธุ์อสูร เขาได้อ่านหนังสือในหมวดของเผ่าพันธุ์มังกรไป เสียดายที่มันไม่มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเจ้ามังกรน้อยของเขาแม้แต่น้อย อาจจะเป็นเพราะข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ถูกค้นพบและศึกษามาจากในดันเจี้ยนเสียส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามเขาคิดว่ามันเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างมีประโยชน์ทีเดียว
จะว่าไปแล้วมันเป็นครั้งแรกเลยที่เขาได้สังเกตทักษะของฟีร่าโดยใกล้ชิดขนาดนี้ แม้ว่าเขาจะเคยเห็นมาแล้วบ้าง แต่ยังไม่เคยเห็นหญิงสาวลงมืออย่างจริงจังเช่นนี้มาก่อน ฝีมือของเธอไม่เลวทีเดียว แต่ดูเหมือนพลังงานในร่างกายของเธอจะน้อยไปหน่อย หากเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อกว่านี้ เห็นได้ชัดว่าจะต้องไม่เป็นผลดีต่อหญิงสาวอย่างแน่นอน
หากเจอคนที่มีประสบการณ์ในการต่อสู้มากหน่อย คงจะลำบากไม่น้อย แต่หากสู้กันตรงๆโดยที่เธอไม่จำเป็นต้องปกป้องเขา เพียงพลังดาบของจอมเวทมนต์ดำ การที่จะชนะอาจารย์ผู้สอนคนนั้นคงไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก
! ตึก ตึก ตึก ตึก
เสียงเท้าของใครบางคนกำลังเดินขึ้นมาที่ชั้น 5 มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีใครบางคนเดินขึ้นมา หลินเปรยตามองเพียงเล็กน้อยพอมองเห็นก่อนจะก้มหน้าลงไปอ่านโดยไม่ใส่ใจ ถึงแม้ว่าคนที่เดินมาจะเป็นคนที่เขาเคยปะทะด้วยแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง แถมยังเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดในกองทัพคนหนึ่งก็ตาม
อาจจะเป็นเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชายคนนี้ได้มาหาเขาในห้องสมุดของสถาบันการทหารแห่งนี้ จึงทำให้หลินไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องใส่ใจเป็นพิเศษ หากเป็นนักศึกษาในสถาบันคงทำตัวแตกตื่นประหนึ่งได้เห็นเทพเจ้า เหมือนกับที่หลินเคยเห็นเมื่อครั้งก่อน
! แอ๊ด เสียงเก้าอี้ตรงข้ามหลินขยับเล็กน้อยก่อนมีเสียงใครบางคนนั่งลง
หลินยังคงอ่านหนังสือโดยไม่ได้ใส่ใจ แน่นอนว่าหากมีการสนทนากันคงไม่ใช่เขาที่เอ่ยก่อนอย่างแน่นอน
"ไม่ทำตัวให้สมกับเป็นคนในกองทัพสักหน่อยหรือ"
หลินมองอีกฝ่ายก่อนจะพูดพลางถอนหายใจ "ต้องยืนขึ้นและโค้งก่อนจะเรียกว่า ท่านผู้นำ เรื่องแบบนั้นจำเป็นด้วย ?"
"หากคุณชนะผมได้ นั่นก็ไม่แน่" หลินพูดจบก็ก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ
"ไว้หน้ากันหน่อยเถอะ ผู้นงผู้นำอะไรกัน ถ้าไม่ติดที่ว่าจำเป็นต้องทำ ฉันก็ไม่อยากทำเป็นมันหรอก ไอตำแหน่งบ้าอะไรนี่" ผู้ที่ถูกเรียกว่าท่านผู้นำ พูดออกมาอย่างสนิทสนม ใช้น้ำเสียงคล้ายกับว่ากำลังพูดกับเพื่อนของตน
"เพราะคุณเป็นแบบนี้ไง ในกองทัพถึงแบ่งออกเป็นหลายฝ่ายอย่างที่เป็นในตอนนี้ ระวังเถอะในที่สุดแล้วคนที่เดือดร้อนอาจจะเป็นตัวคุณเอง" หลินพูดออกมาคล้ายกับว่ากำลังสอนอีกฝ่าย ถ้าไม่ติดที่ฐานะและอายุที่มากกว่าของอีกฝ่ายคงจะถูกมองว่าเป็นการสั่งสอนจริงๆ
"ให้พวกมันมาเถอะ ต่อให้ฉันไม่ไหวก็ยังมีนายอยู่ไม่ใช่หรือไง" ผู้นำกล่าวโดยคล้านที่จะใส่ใจเรื่องเล็กน้อย จริงๆแล้วผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้นำอายุของเขาเองก็เพิ่งจะ 30 ต้นๆ คนรอบข้างเขาล้วนแต่เป็นคนที่อายุมากกว่าเขาเป็นสิบๆปี อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเขากลายเป็นคนสุขุมและดูเป็นใหญ่เกินกว่าอายุ
หลินไม่ได้ตอบอะไรกับไป คนที่ถูกเรียกว่าท่านผู้นำที่เขาเจอครั้งแรกกับที่เขาเจอในห้องสมุดดูต่างกันแทบจะเป็นคนละคน แต่ก็เป็นสิ่งที่เขาพอเข้าใจได้ ผู้นำเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาเหมือนจะปลดปล่อยตัวเองจากความกดดันต่างๆที่ได้แบกเอาไว้ วางมันลงชั่วคราวและเป็นตัวของตัวเอง อาจจะเป็นเพราะเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาก็ไม่จำเป็นต้องแสดงตัวเองให้ดูยิ่งใหญ่อะไร
เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้นำยังไม่สามารถนับเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ เรื่องนี้ถูกทดสอบมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง