เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ในย่านชานเมืองอันแสนเงียบสงบดูเหมือนจะเงียบเชียบและร่มรื่นกว่าปกติเนื่องจากไม่มีเสียงรถยนต์แล่นผ่านไปมาบนถนนบ่อยนัก
แสงแดดสีทองยามเช้าส่องประกายผ่านใบไม้ใบหญ้าที่มีน้ำค้างเกาะพราว ลมพัดเอื่อยๆ พัดพาเอาใบไม้แห้งร่วงหล่นลงมาเกลื่อนกลาดบนพื้นสนามหญ้าหน้าบ้านเดี่ยวสีขาวหลังเล็กแสนอบอุ่นของข้าวหอม
ผมตื่นเช้าขึ้นมาหลังจากนอนเต็มอิ่มเพื่อเก็บกวาดใบไม้และจัดสวนหน้าบ้านเบาๆ ร่างกายเบาสบายตัวและไม่มีอาการมึนหัวหรือไอหลงเหลืออยู่อีกเลยหลังจากสัปดาห์ที่เหน็ดเหนื่อยกับการส่งรูปเล่มรายงานกลุ่มซึ่งทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี
ขณะที่ผมกำลังก้มลงเก็บกิ่งไม้แห้งอยู่นั้น ในหัวก็พลอยคิดย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนี้... ผมจำได้เลือนรางว่าตัวเองหนุนนอนซบบบนตักอุ่นๆ ของพี่ข้างบ้านจอมดุอย่างพี่ธันวาที่โซฟาบ้านของเขา แล้วผมกลับมานอนบนเตียงนอนตัวเองได้อย่างไร? คงเป็พี่ธันวาที่อุ้มผมข้ามกำแพงกลับมาแน่ๆ ััอุ่นที่ยังคงหลงเหลือและกลิ่นสบู่อ่อนๆ ที่ติดอยู่ที่แก้มทำให้ผมรู้สึกหัวใจสั่นไหวแปลกๆ
ครืด... ครืด...
โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงส่งเสียงสั่นะเืดังลั่น หน้าจอสว่างแสดงผลเป็การติดต่อข้ามประเทศทางไกลจากต่างแดนของ 'แม่กิ่งแก้ว' สุดที่รักของผมเอง
"สวัสดีครับแม่กิ่งแก้ว! คิดถึงแม่กับพ่อที่สุดในโลกเลยครับ ทางนู้นอากาศเป็ยังไงบ้างและตอนนี้กี่โมงแล้วครับเนี่ย"
ผมกรอกเสียงใสตอบปลายสายด้วยน้ำเสียงร่าเริงตื่นเต้นสุดๆ
"สวัสดีจ๊ะข้าวหอมตัวแสบของแม่ คิดถึงลูกมากเหมือนกันจ้า ทางนี้เพิ่งจะบ่ายสองโมงอากาศเย็นสบายดี แล้วเราล่ะเป็ยังไงบ้าง อยู่บ้านคนเดียวครัวเกือบไหม้หรือทำอะไรพังไปหรือยัง มีเื่ให้พี่ธันวาข้างบ้านต้องปวดหัวตวาดดุอีกไหมเนี่ยแม่เป็ห่วงนะ"
น้ำเสียงใจดีปนเสียงหัวเราะหยอกเย้าของแม่ทำเอาผมทำปากยื่นออกมาทันทีด้วยความแง่งอน
"โธ่แม่ครับ... ผมไม่ได้ทำครัวไหม้หรือทำตัวดื้อสักหน่อย แค่เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยตอนทำกับข้าวเองครับ ดีนะที่พี่ธันวาหูไวตาไววิ่งข้ามกำแพงมาช่วยปิดแก๊สทันเวลา... แล้วก็พี่ธันวาไม่ได้ปวดหัวกับผมหรอกครับแม่ เขาดูแลผมดีมากเลยทำอาหารเย็นให้กินแถมยังคอยบังคับให้นอนไม่เกินสี่ทุ่มครึ่งด้วย ดุเก่งแถมขี้บ่นประหนึ่งมีพ่อคนที่สองเลยครับแม่"
ผมบ่นอุบอวดคุณแม่ปลายสายเสียงอ้อมแอ้ม
"คิกๆ ดีแล้วจ๊ะลูกรัก พี่ธันวาเขาน่ารักและพึ่งพาไว้ใจได้ที่สุดในสามโลกแล้ว มีเื่เดือดร้อนอะไรก็เดินข้ามไปปรึกษาพี่เขาเยอะๆ นะข้าวหอม พี่ธันวาคอยเอาใจใส่ปกป้องดูแลเรามาั้แ่ยังเด็กตัวเปี๊ยกแล้วนะ... แม่กับพ่อเคยคุยกันแล้วนะว่าฝากชีวิตข้าวหอมไว้ให้พี่ธันวาดูแลได้สบายใจหายห่วง แม่ว่าน้องหอมน่าจะพึ่งพาพี่เขาได้ยาวๆ เลยนะลูก พี่เขารอเราโตเนี่ย พ่อกับแม่ก็แอบดูอยู่เงียบๆ นะจ๊ะ"
ประโยคแซวที่ดูแฝงความนัยอย่างมีเลศนัยของแม่กิ่งแก้ว ทำเอาแก้มใสของผมร้อนวาบขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่
"เอ๊ะ? รอผมโตหมายความว่ายังไงครับแม่..."
ผมขมวดคิ้วถามด้วยความไม่เข้าใจ
"อ่ะไม่มีอะไร! เอาเป็ว่าทำตัวน่ารักๆ กับพี่เขานะลูก แม่กับพ่อรักลูกนะจ๊ะ แค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวต้องไปทำธุระต่อแล้ว"
แม่รีบตัดบทอย่างมีพิรุธแล้วกดยุติการสนทนา ทิ้งให้ผมยืนมึนงงอยู่กลางสนามหญ้า พลางถอนหายใจยาวสูดลมหายใจเย็นๆ เข้าปอดเพื่อสงบสติอารมณ์ที่สั่นไหววูบวาบในอก
ทว่า พอกดวางสายและเริ่มกวาดใบไม้ต่อ เสียงเอ่ยทักทายแซวด้วยน้ำเสียงกวนประสาทของป้าพร ข้างบ้านฝั่งตรงข้ามที่ชอบชะเง้อมองเื่ชาวบ้านก็ดังขึ้นข้ามกำแพงรั้ว ป้าพรยืนกอดอกส่งรอยยิ้มพราวระยับระยิบส่งสายตาล้อเลียนมาให้ผม
"อ้าว... น้องข้าวหอม กวาดใบไม้แต่เช้าตรู่เลยนะจ๊ะ ขยันจริงๆ วันนี้คุณพี่ชายธันวาจอมขี้หวงไม่ได้ออกมาร่วมกวาดหรือยืนเฝ้ากำแพงด้วยเหรอจ๊ะวันนี้"
"เอ๊ะ... ป้าพรครับ ทำไมพี่ธันวาต้องออกมาร่วมกวาดด้วยล่ะครับ บ้านใครบ้านมันสิครับ"
ผมส่งยิ้มแห้งแล้งตอบกลับอย่างเกรงใจ
"แหม... ป้าก็เห็นสายตาคุณธันวาไม่เคยละไปจากบ้านน้องข้าวหอมเลยนี่นา น้องข้าวหอมรู้ไหมจ๊ะ เวลาที่คุณธันวานั่งทำงานอยู่ห้องทำงานชั้นสองติดริมระเบียงน่ะ ป้าชอบหันมาสบตาเห็นเขายืนทอดน่องถือถ้วยกาแฟจ้องมองตรงมาที่ระเบียงห้องนอนของน้องข้าวหอมบ่อยๆ แววตานี่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยหวงแหนสุดซึ้งเลยล่ะ ป้ายังแอบแซวเล่นกับตัวเองในใจเลยว่า พี่ชายข้างบ้านคนนี้เขาหวงไข่ในหินน่าดูเลยล่ะจ้า สายตาที่เขามองน่ะ ป้าว่าไม่ใช่แค่พี่ชายมองน้องชายหรอกนะน้องหอมเอ๊ย ป้าอาบน้ำร้อนมาก่อน ป้าดูออก!"
ป้าพรพูดพ่นรายละเอียดออกมาพลางหัวเราะร่าเริงสะบัดก้นเดินกลับไปรดน้ำผักต่ออย่างมีความสุข
คำพูดกึ่งเมาท์มอยของป้าพรทำเอาตัวผมยืนแข็งทื่อเป็ก้อนหิน มือไม้ที่ถือไม้กวาดสั่นไหวเล็กน้อยด้วยพายุความรู้สึกปั่นป่วนวูบวาบในหัวใจ... พี่ธันวาคอยยืนจ้องมองระเบียงห้องนอนของผมจากหน้าต่างห้องทำงานของเขางั้นเหรอ?
และแววตาห่วงหาพิเศษที่เขาใช้มองผมคนเดียว... ความคิดสับสนรุมเร้าเข้ามาล้านแปดในสมอง ความห่างของอายุสามสิบห้าปีกับยี่สิบปีบวกกับสรรพนาม "ผู้ปกครอง" และคำว่า "พี่หวง" มันกำลังทำให้ใจของผมเต้นเตลิดเปิดเปิงจนยากจะสะกดกลั้นแล้วล่ะครับ!
---
ธันวานั่งกุมขมับจ้องมองแบบแปลนสามมิติที่ลูกค้าส่งมาแก้ไขบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องทำงานชั้นสองด้วยความรู้สึกกระสับกระส่ายและสมาธิแตกซ่านอย่างรุนแรง
ภาพความรู้สึกแสนนุ่มนิ่มอบอุ่นยามที่ข้าวหอมนอนฟุบหนุนตักของผม กลิ่นแป้งเด็กหอมสะอาดจากผิวกายเนียนละมุนของน้องยังคงวนเวียนรบกวนสมาธิการทำงานตลอดเวลาจนแทบสลัดภาพนั้นทิ้งไม่ลง
ผมเหลือบสายตาคมมองออกไปนอกหน้าต่างห้องทำงานบ่อยครั้ง เห็นข้าวหอมตัวเล็กกำลังกวาดใบไม้ท่าทางร่าเริงอยู่ในสนามหญ้า ยิ่งทำให้ความอดทนในมาดพี่ชายแสนสุภาพจอมขรึมของผมเปราะบางผุกร่อนและใกล้จะพังทลายลงในไม่ช้า ความปรารถนาแรงกล้าที่จะเข้าและเป็เ้าของร่างบางนั้นทวีความร้อนรุ่มจนแทบจะอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป
ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจที่จะเร่งเร้าใช้แผนการ "ล่อซื้อล่อเป้า" เพื่อเช็กปฏิกิริยาและกระตุ้นความใสซื่อของข้าวหอม เพื่อดูว่าน้องมีความรู้สึกตอบสนองกับเพศเดียวกันและกับผมอย่างไรบ้าง ผมไม่อยากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปมากกว่านี้แล้ว การทนกักเก็บความปรารถนาโหยหาเอาไว้มันทรมานเกินกว่าที่จะแบกรับไหว
ผมเอื้อมฝ่ามือหนาคลิกเปิดหน้าต่างบราวเซอร์ลับขึ้นมา ค่อยๆ ค้นหาและคัดเลือกไฟล์คลิปวิดีโอหนัง AV ชาย-ชาย ที่มีคุณภาพงานสร้างระดับสูง เน้นฉากความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนแต่เต็มไปด้วยััวาบหวามอันเร่าร้อน
ภาพบนจอฉายให้เห็นรายละเอียดของท่อนแขนแกร่งที่โอบประคองแผ่นหลังบาง การบดเบียดริมฝีปากที่หวานซึ้งปนความเสียวซ่าน และเสียงครางกระเส่าแ่เบาที่พอดิบพอดีไร้ความหยาบโลน
ผมตั้งระดับเสียงลำโพงคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม พอที่จะได้ยินอย่างชัดเจนทันทีเมื่อก้าวเดินพ้นประตูห้องเข้ามา และแกล้งแง้มบานประตูไม้ของห้องทำงานทิ้งไว้ครึ่งหนึ่งราวกับบังเอิญรีบร้อนลืมปิดมันสนิท ก่อนจะก้าวขาเดินลงบันไดไปชั้นล่างของบ้านด้วยแววตาเ้าเล่ห์
ออด…
เสียงกริ่งสัญญาณรั้วหน้าบ้านดังขึ้นเบาๆ เป็สัญญาณว่า 'คุณพงษ์' พนักงานนำส่งพัสดุด่วนเดินทางมาถึงเพื่อส่งมอบเอกสารสัญญาสำคัญ ผมเดินดุ่มๆ ออกไปเปิดบานประตูรั้วต้อนรับและรับเอกสารมาตรวจสอบด้วยท่าทางและสีหน้าบึ้งตึงเ็าเฉียบขาดและเป็ทางการตามมาดขรึมปกติ
"เซ็นชื่อรับเอกสารตรงนี้ด้วยครับคุณธันวา"
คุณพงษ์พูดเสียงเกร็งๆ พลางส่งแท็บเล็ตให้
"เรียบร้อยครับ ขอบคุณมาก"
ผมรับมาจรดปลายปากกาเซ็นรับงานอย่างรวดเร็วพลางส่งคืนให้อีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นเฉียบคม ปราศจากรอยยิ้มรอยเป็กันเองใดๆ จนคุณพงษ์รีบขอตัวสตาร์ทมอเตอร์ไซค์บึ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากพนักงานส่งของกลับไปแล้ว ผมจงใจไม่รีบร้อนเดินกลับขึ้นชั้นบน แต่เลือกที่จะเดินเลี่ยงเข้าไปในครัวชั้นล่าง บรรจงตักผงกาแฟดำคั่วบดใส่เครื่องชงอย่างช้าๆ
จงใจถ่วงเวลาชงกาแฟร้อนและสร้างเสียงกระทบกันของจานชามและเครื่องครัวในห้องครัวเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณว่าผมกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมกาแฟอยู่ชั้นล่างอย่างขะมักเขม้น ปล่อย่เวลาและช่องว่างยาวนานเพียงพอให้ข้าวหอมก้าวข้ามกำแพงเตี้ยกั้นรั้วเดินหิ้วถุงขนมหวานเข้ามาหาผมในบ้าน และสามารถสบโอกาสเดินลอบขึ้นบันไดไปยังห้องทำงานชั้นสองของผมได้อย่างง่ายดายไร้อุปสรรคขัดขวาง
ผมยืนพิงขอบเคาน์เตอร์ครัว ยื่นมือยกแก้วกาแฟขึ้นจิบเงียบๆ หูทั้งสองข้างคอยเงี่ยฟังเสียงรอบข้างอย่างใจจดใจจ่อ ทันใดนั้น เสียงแกรกของประตูรั้วกั้นเตี้ยๆ ข้างบ้านก็ดังขึ้นเบาๆ ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเบาๆ แสนซุ่มซ่ามที่ผมจำได้ขึ้นใจว่าคือเสียงเดินของข้าวหอม
น้องก้าวเท้าเดินเข้าบ้านของผม และเริ่มส่งเสียงเรียกหาผมเบาๆ ว่าพี่ธันวาอยู่ไหน แต่เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ น้องก็ค่อยๆ ก้าวเดินขึ้นบันไดไปยังห้องทำงานชั้นบนที่มีเสียงหนัง AV เล่นอยู่เบาๆ
กับดักของพี่ข้างบ้านคนนี้เซตอัพเตรียมการพร้อมใช้งานเสร็จสรรพร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว... ตอนนี้เหลือเพียงแค่รอคอยดูว่าเด็กดื้อจะเดินเข้าไปติดกับดักด้วยความซื่อบื้อปนความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองเต็มๆ เมื่อไหร่เท่านั้นแหละ ข้าวหอมหวังว่าเมื่อเธอเดินขึ้นไปบนห้องทำงานและเห็นหน้าจอคอมพิวเตอร์เข้า... จะยอมรับบทเรียนวิชาแรกที่พี่ชายข้างบ้านคนนี้ตั้งใจจะมอบให้นะครับ เด็กดีของพี่... อย่าทำให้พี่ต้องรอนานนักล่ะ