นักแกะรอยพยักหน้าก่อนจะบอกให้ธันยาล้วงเอาสร้อยจิตปฏิพัทธ์จากกระเป๋าด้านหน้าของเป้ออกมา ธีระลุกขึ้นยื่นสร้อยหินออบซิเดียนเส้นนั้นให้กับมือของพ่อค้าตลาดมืด “สร้อยปลดปล่อยพลังงานไปบางส่วน และโดนพลังจิตสายหนึ่งสกัดไว้ครับ”
พ่อค้าตลาดมืดกล่าวขอบคุณ ก่อนจะหยิบสร้อยเส้นนั้นมาพิจารณาด้วยสายตาพลางไล้นิ้วััราวกับอัญมณีก่อนหนึ่ง พ่อค้าตลาดมืดจมลงในสมาธิจนแม้แต่ธารายังััได้ถึงพลังจิตที่แผ่ออกมาจากตัวเขาอย่างรางๆ
“ฝีมือการใส่พลังจิตเข้าไปในหินหยาบมากครับ อาจจะฟังดูเป็การอวดอ้างตัวเองแต่ผมไม่มีวันทำผลงานไร้มาตรฐานแบบนี้แน่นอน ชื่อเสียงและศักดิ์ศรีในอาชีพค้ำคอผมอยู่ เราเสิร์ฟอาหารภัตตาคาร แต่สร้อยเส้นนี้เป็แค่อาหารแช่แข็ง เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ อัตราการปลดปล่อยพลังจิตจากตัวสร้อยผิดกฎหมายของพวกคุณอย่างแน่นอน ขายไปก็รอพวกคุณสอบปากคำแล้วรับโทษอย่างเดียว ผมมองว่าช่างฝีมือน่าจะเป็พวกลูกครึ่งที่เด่นพลังสายอื่นมากกว่า หรือไม่ก็เป็ช่างฝีมือที่ถนัดด้านสถานที่ แต่หาช่างฝีมือด้านเครื่องรางดีกว่านี้ไม่ได้แล้วเลยจำเป็ต้องทำเอง”
พ่อค้าตลาดมืดเพ่งพิจารณาต่อ คนอื่นๆ ยังคงเงียบรอฟังความเห็น
“แต่ที่น่าสนใจมากคือพลังที่ใส่เข้าไปในนั้น อาจจะเป็พลังของช่างที่ทำสร้อยหรืออาจจะขอพลังจากคนอื่นก็ได้ พลังจิตปฏิพัทธ์ที่เคลือบไว้หยาบๆ เป็แค่เปลือกนอก ข้างในนี่คือเงา โอ้! บอกตามตรงผมไม่เคยเห็นพลังอะไรแบบนี้มาก่อน ฝีมือนักวาดภาพเรียกได้เลยว่า มาสเตอร์พีซ มันดูมืดมน ชั่วร้าย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสวยมากครับ” พ่อค้าตลาดมืดใส่อารมณ์ร่วมในน้ำเสียงอย่างเต็มที่ “สวยจนอยากประมูลภาพต้นฉบับจากนักวาดมาเก็บไว้ในความทรงจำ แต่ดูจากลายเส้นแล้วน่าจะมีพลังหลายสายที่มาเป็ต้นแบบให้นักวาดนะครับ เหมือนทีมศิลปินแนวหน้าร่วมกันสร้างผลงานระดับโลก”
“ซึ่งผลลัพธ์มันระยำอัปรีย์มาก คนนอกกลายเป็ปีศาจบ้าไล่ฆ่าคนอื่น” พี่วิวัฒน์พูดแทรกขึ้นอย่างหมั่นไส้ น้าทอฝันตีแขนพี่วัฒน์แล้วชู่วปากใส่
“โอ้ ขอโทษครับ นิสัยเสียอย่างหนึ่งของช่างฝีมือแหละครับ” พ่อค้าตลาดมืดหัวเราะแห้งๆ แล้วค้อมศีรษะเล็กน้อย “ไม่ว่างานชิ้นไหนเราจะโฟกัสที่ฝีมือการทำก่อนเลย ทั้งๆ ที่พลังของมันชั่วร้ายขนาดนี้ผมดันไปชมซะออกหน้าออกตา เสียมารยาทจริงๆ ขอโทษด้วยครับ”
ธีระกระแอมไอก่อนจะถามขึ้น “คุณว่ารูปแบบงานฝีมือกับงานวาดภาพ พอจะเข้าเค้ากับของใครได้บ้างมั้ยครับ การได้เบาะแสมาอีกสักชื่อก็ช่วยให้เราไปต่อได้ง่ายมากเลย”
“ลายเส้นไร้ที่ติแบบนี้ ในความเห็นของผมคิดว่าคล้ายลายเส้นของนักวาดภาพคนหนึ่ง” พ่อค้าตลาดมืดเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง “นักวาดภาพฉายา เงาปิกัสโซ”
ธารารู้สึกได้ว่าเกิดบรรยากาศชะงักงันไปชั่วขณะ ความหนักอึ้งแสดงออกมาทางสีหน้าของคนอื่นๆ ในทีม ในขณะที่พ่อค้าตลาดมืดยังคงระบายรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าแบบทองไม่รู้ร้อน ธีระกระแอมไออีกครั้งก่อนจะพูดอย่างเครียดๆ ว่า “ถ้าเป็ฝีมือของเงาปิกัสโซจริง คงเป็เื่ใหญ่ระดับเปลี่ยนสมดุลเลย นี่คือการละเมิดข้อตกลงสำคัญระหว่างสองฝ่าย อินทรีขาวจะกลับมาปฏิบัติงานและประกาศาเต็มรูปแบบ”
“อีกฝ่ายไม่น่าจะบุ่มบ่ามขนาดนั้นนะครับ” พี่วิวัฒน์ออกความเห็น “ยกเว้นว่าจะแอบซ้อนแผนอะไรเอาไว้ หรืออาจจะได้นักทะลวงกำแพงพันธุ์แท้มาอยู่ในมือแล้ว”
รอยยิ้มบนใบหน้าพ่อค้าตลาดมืดเหือดหายไปแล้ว “ถึงว่า ทำไมคราวนี้ถึงส่งนักอ่านกับนักแกะรอยฝีมือดีมา นี่ผมกำลังเกี่ยวพันกับคดีใหญ่มากอยู่ใช่มั้ยครับ ทุกครั้งที่ผ่านมาผมเจอแค่ปัญหาหยุมหยิมที่เกิดจากลูกค้าคนนอกใช้เครื่องรางในทางที่ผิด”
“ทางเรายังไม่ได้ประกาศอย่างเป็ทางการครับคุณพ่อค้าตลาดมืด” ธีระพูดด้วยท่าทีเคร่งขรึม “ตอนนี้เราจับมือเป็พันธมิตรกับอีกฝ่ายชั่วคราว นี่ไม่ใช่แค่คดี แต่เป็วิกฤตการณ์ไคโยเต้ครับ”
พ่อค้าตลาดมืดกระแอมไอขึ้นบ้าง ยุกยิกลุกลี้ลุกลนอยู่บนเก้าอี้เล็กน้อย คืนสร้อยให้กับนักแกะรอยก่อนจะพูดขึ้น “ขอบอกก่อนนะครับว่านี่เป็แค่ความเห็นของผมซึ่งอาจจะผิดพลาดได้ คุณไปยืนยันกับนักวาดภาพคนอื่นๆ อีกทีดีกว่าครับ อาจจะมีใครบางคนจงใจเลียนแบบหรือเผอิญมีลายเส้นและฝีมือคล้ายกันกับปิกัสโซ และพลังเงาที่ตกค้างอยู่ในตัวสร้อยก็เป็แค่ส่วนหนึ่ง ย้ำนะครับว่าเป็แค่ความคิดเห็น อย่าเพิ่งยึดถือเป็ข้อสรุปเลยครับ”
“ครับ ยังไงผมต้องตรวจสอบเื่นี้ต่อแน่นอน ขอบคุณสำหรับความเห็นครับ คุณมีชื่อเสียงในการจัดงานประมูลภาพจำ ถือว่าเป็ความเห็นที่มีน้ำหนักอยู่ครับ” ธีระพูดพลางยิ้มอย่างสุภาพ ส่วนพี่วิวัฒน์แอบลอบมองอีกฝ่ายด้วยสายตาไม่พอใจ
“ขอบคุณมากนะครับสำหรับความร่วมมือ” ธีระลุกขึ้นจับมือกับอีกฝ่ายที่ลุกขึ้นเช่นกัน “ไม่ต้องห่วงนะครับ ตอนนี้คุณไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัย แต่จากนี้เราอาจจะมีการมาปรึกษาคุณเป็ระยะ ความเชี่ยวชาญของคุณน่าจะช่วยเราได้มากครับ”
“ยินดีครับ ผมจะช่วยเหลือทุกทางที่ทำได้” พ่อค้าตลาดมืดตอบรับ “ก่อนจากกันช่วยรับน้ำใจจากผมเล็กน้อยๆ ด้วยนะครับ พวกคุณลงสืบสวนภาคสนามในเวลาวิกฤติแบบนี้ควรจะปลอดภัยไว้ก่อน นี่คือกระจกหักเหจิตครับ พลังของนักหลอนประสาทที่จู่โจมเข้ามาจะถูกหักเหให้แฉลบออกไป อาจจะเปราะบางนิดหน่อยรับการโจมตีได้แค่ไม่กี่ครั้ง แต่ก็น่าจะพอให้ทันระวังตัวได้ อยู่บนโต๊ะแล้วครับ รบกวนรับไปด้วยนะครับ”
ไม่มีใครทราบว่าเมื่อไหร่ที่พวงกุญแจน่ารักวางอยู่บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟา ราวกับข้าวของในห้องนี้สามารถเล่นกลเสกของได้ ตัวตุ๊กตาขนาดใหญ่กว่าหัวแม่มือเล็กน้อย จำลองตัวพ่อค้าตลาดมืดในรูปแบบตัวการ์ตูนหัวโตหน้าตาน่ารักแบบการ์ตูนญี่ปุ่น แต่งกายเหมือนที่พ้อค้าตลาดมืดกำลังแต่งอยู่
“เกรงใจจังเลยค่ะ” น้าทอฝันว่า แต่ตาลุกวาวอย่างสนใจ หัวเราะคิกคัก “ออกแบบได้น่ารักเก๋ไก๋ดีนะคะ”
“พอดีลูกค้าส่วนใหญ่ผมเป็คนรุ่นใหม่น่ะครับ เลยติดนิสัยออกแบบอะไรสไตล์นี้ และผมเองก็อายุยังไม่เยอะนะครับ” พ่อค้าตลาดมืดพูดกลั้วหัวเราะ “เมื่อคุณเอามันใส่กระเป๋า มันจะไม่มีวันตกครับ มันจะหายไป จนกระทั่งคุณกำมือแล้วตั้งใจนึกถึงมันมันก็จะออกมา มันจะคอยคุ้มครองคุณตลอดครับ”
ทุกคนกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย ต่างคนต่างหยิบพวงกุญแจคนละหนึ่งอันใส่กระเป๋าตัวเอง แต่ขณะนั้นเองพ่อค้าตลาดมืดมองมายังธาราด้วยสายตาที่เดาความคิดได้ยาก “ขอเสียมารยาทถามนะครับ ทำไมการสอบปากคำผมรอบนี้ถึงมีคนนอกเข้ามาอยู่ด้วยล่ะครับ”
เกิดความเงียบชั่วขณะ ธีระพยายามนึกหาคำอธิบายที่เหมาะสมอยู่ ธันยาออกตัวขึ้นมาแทนแฟนหนุ่ม “เขาเป็พวกเดียวกับเราค่ะ”
“อย่างงั้นเหรอครับ” สายตาพ่อค้าตลาดมืดฉายแววคมปลาบยิ่งขึ้น จ้องมองธาราคล้ายกับกำลังสแกนหาอะไรบางอย่าง นอกจากนักแกะรอยแล้ว ช่างฝีมือนับเป็อีกสายที่ถนัดในการตรวจจับและวิเคราะห์กระแสพลังรองลงมา เด็กหนุ่มไม่แน่ใจว่าควรพูดหรือวางตัวยังไงจึงมองอีกฝ่ายตอบนิ่งๆ พ่อค้าพูดต่อ “แต่จากสายตาของผม เขาเป็ผู้ไม่มีพลังนะครับ”
“เขาเป็พวกเดียวกับเรา ผมรับเขาเข้าทีมเอง” นักแกะรอยช่วยออกตัว
“ไซเรนออกปากยืนยันแล้ว” พี่วิวัฒน์แทรกขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “เกิดอะไรขึ้นก็เป็ปัญหาของทีมเรา ไม่ใช่ธุระของคุณนะครับ”
“นั่นสินะครับ ขออภัยจริงๆ” พ่อค้าตลาดมืดหัวเราะอย่างเก้อๆ “สงสัยพักนี้สายตาผมจะมีปัญหาจริงๆ ผมอาจจะต้องวางมือจากวงการก่อนเวลาอันควร แย่จริง ผมจะกล้าทักท้วงนักแกะรอยชื่อดังอย่างไซเรนได้ยังไงกันครับ อภัยให้ความเสียมารยาทของผมด้วย”
พ่อค้าตลาดมืดมาส่งทีมที่หน้าประตูอย่างยิ้มแย้ม พอประตูปิดหลังจากทุกคนก้าวออกมาจากห้อง สภาพแวดล้อมก็กลับมาเป็ห้องโถงชั้นสองของหอพักราคาถูกสภาพซอมซ่อเช่นเดิม เสียงทุกอย่างที่ถูกตัดขาดไปก่อนหน้านี้กลับมาดังต่อจากเดิม แม้แต่เพลงเชือกวิเศษเพลงเดิมที่ยังบรรเลงยังไม่จบ ด้วยความสงสัยของธาราจึงหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูเวลาขณะเดินตามคนอื่นๆ ลงบันได จำได้ว่าตอนมาถึงหน้าหอพัก นาฬิกาบอกเวลา 17.05 น. จากบทสนทนาและการอ่านความทรงจำเมื่อครู่น่าจะกินเวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง
หน้าจอโทรศัพท์บอกเวลาว่า 17.12 น.
เมื่อพยายามคิดให้เวลาที่ผ่านไปในความรู้สึกให้สอดคล้องกับเวลาในนาฬิกา ธาราก็รู้สึกปวดหัวตุบๆ ขึ้นมาคล้ายไมเกรนกำเริบ
เมื่อทุกคนเดินมาถึงรถที่จอดไว้ น้าทอฝันก็โพล่งขึ้นก่อนใครเพื่อน “เหนื่อยมากเลย ไม่เคยต้องอ่านซ้ำและดูละเอียดขนาดนี้มาก่อน รู้สึกอยากเติมของหวานๆ เย็นๆ เข้ากระแสเืมากๆ เส้นนี้มีร้านบิงซูขึ้นชื่อ ไปกันกินกันดีกว่า”
“ไม่รวดกินข้าวกันก่อนเลยล่ะ” ธีระแย้ง
“มันเร็วไปน่ะเธอ เดี๋ยวหกโมงเย็นฉันต้องไปโยคะต่อ” น้าทอฝันว่า “่นี้ฉันกินข้าวเย็นตอนทุ่มสองทุ่มนู่น เอ… ว่าแต่น้องวัฒน์ ธารา ธันยา หิวกันรึเปล่า ถ้าหิวแล้วน้าเปลี่ยนแผนไปกินข้าวด้วยกันก่อนก็ได้นะ”
“หนูว่าวันนี้ตามใจน้ากันเถอะค่ะ” ธันยาตอบ “วันนี้น้ารับบทเหนื่อยอยู่คนเดียวเลย”
“ธันยา” น้าทอฝันเรียกชื่อด้วยความตื้นตัน ก่อนจะเดินเข้ามากอดจนอีกฝ่ายหัวเราะคิกคัก “หลานรักของน้าา เข้าใจน้าที่สุดเลยย ตอนนี้ปล่อยวางเื่งานกันก่อนดีกว่า น้ามีเื่อยากเมาท์พ่อค้าตลาดมืดจนคันปากไปหมดแล้ว ป่ะ งั้นเดี๋ยวไปลองบิงซูร้านนี้กัน”
“ตลอดเลยเธอน่ะ” นักแกะรอยบ่นอุบ “อ่านความทรงจำทีไร ต้องมีแอบดูเื่ส่วนตัวมาเมาท์ตลอด โดนเบื้องบนตักเตือนไปตั้งหลายรอบแล้วนี่”
“จ้ะๆ คราวหลังไม่เมาท์แล้ว” น้าทอฝันตอบด้วยอาการเหมือนคนถูกขัดใจ “แต่เื่นี้ขอนิดหนึ่ง ไม่เมาท์ไม่ได้จริงๆ เธอไม่ฟังก็ไม่เป็ไร ฉันจะเล่าให้หลานฟัง”
“หนูอยากรู้จะแย่แล้วค่ะ” ธันยาเอามือป้องปากหัวเราะคิกๆ “เนาะธารา เนาะๆ”
ธันยาหันไปคว้าแขนดึงแฟนหนุ่มมาเป็แนวร่วม แฟนหนุ่มคราง “อืมม์” รับคำอย่างเลื่อนลอย แต่ใจยังสับสนกับเื่การเดินของเวลาอยู่
“โอเค งั้นเราปักหมุดไปร้านบิงซูกันต่อ”
น้าทอฝันกับธันยาชูมือร้องเย่ๆ กันแบบเด็กๆ แล้วหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
ในขณะที่พี่วิวัฒน์พูดโพล่งขึ้นด้วยอารมณ์หงุดหงิดว่า “บอกตามตรงนะครับพี่ ผมไม่ไว้ใจไอ้พ่อค้าตลาดมืดนี่เลย”