The World : ฝ่าวิกฤต พิชิตโลก

    ตอนที่ 23 แผนการ

    เปิดใช้งานการ์ดเสี่ยงโชคระดับทองแดงแวบบวูบๆ
    เพล้งๆๆๆๆๆๆวูบ
    ม่ายยยมันจะโหดร้ายเกินไปแล้ว จำนวนการ์ด 15 ใบกลับเสียไปมากถึง 12 ใบ ทำไมเขาจึงดวงซวยเช่นนี้ กว่าจะได้มันมาก็ต้องลงแรงไปไม่น้อย พอได้มากับเสียไปต่อหน้าต่อหน้าซะงั้น โคตรช้ำใจ!
    เฮ้อการ์ดทั้ง 3 ใบที่เหลือรอดมานั้น สำหรับเขาแล้วมันไม่น่าสนใจเท่าไหร่ โดยใบแรกคือการ์ดทักษะ ที่มีชื่อว่า Speed up เป็นการ์ดเพิ่มระดับความเร็ว 1.5 เท่า เป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยการ์ดใบนี้เป็นการ์ดทักษะระดับ 3 เท่านั้น
    ส่วนการ์ดใบที่ 2 คือการ์ดประเภทอาวุธ ซึ่งอาวุธที่ได้คือ โซ่ เป็นโซ่ 5 เส้นสีเงิน ซึ่งมันมีชื่อว่า การ์ดโซ่เหล็กเงิน ถือเป็นอาวุธระดับทั่วไป
    ใบสุดท้ายที่ได้รับมา แม้คุณสมบัติของการ์ดจะไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่แต่ว่าการ์ดใบนี้กลับเป็นแบบใหม่ที่เขาเพิ่งเคยเห็น เพราะมันคือการ์ดฟื้นฟูฉับพลัน เป็นการ์ดรูปแบบใช้โดยตรง
    การ์ดฟื้นฟูฉับพลัน ระดับ 1สามารถฟื้นฟูสถานะทั้งหมดให้กลับคืนมาได้ 1 ใน 4 ของที่เคยมีแบบทันทีทันใด “ใช้งานได้ครั้งเดียวเท่านั้น!!”
    ระดับ 1 แม้มันจะเป็นตัวเลขที่น่าสลดใจอยู่บ้าง แต่ด้วยคุณสมบัติของมันสำหรับเขาถือว่าใช้ได้จริงๆ เพราะการเพิ่มค่าสถานะทั้งหมดให้กลับคืนมาได้มากถึง 1 ใน 4 นั้น ยามปกติอาจเหมือนไร้ค่าทว่าหากในยามขับขันแล้ว การเพิ่มสถานะเพียงเท่านั้นย่อมทำให้เขามีโอกาสที่จะทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน
    เมื่อเก็บของทุกอย่างที่ได้มาเข้าแหวนจนหมด เขาพลันนึกขึ้นได้ว่าตนเองลืมบางสิ่งไป จนกระทั่งหันมาเห็นการ์ดใบหนึ่งที่ได้รับมาอยู่บนพื้น
    และการ์ดใบนั้นคือการ์ดที่เขาได้รับมาในตอนที่เปิดการ์ดเสี่ยงโชคระดับเพชร มันคือการ์ดความสามารถเรียนรู้ฉับพลัน
    การ์ดความสามารถเรียนรู้ฉับพลัน ขั้นต้นสามารถเรียนรู้สิ่งใดก็ได้เพียงแค่สัมผัส ขอบเขตการเรียนรู้ คือ 3 ครั้ง “การเรียนรู้แต่ละครั้งจะต้องเสียสละพละกำลัง ความเร็ว 30 เท่าและสติปัญญา 50 จุด”
    โหเป็นการ์ดที่โกงโดยแท้ ด้วยการ์ดใบนี้มันทำให้เขาสามารถเรียนรู้ทักษะในรูปของตำราได้อย่างทันทีทันใด แม้การเสียค่าสถานะจะเยอะมาก แต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นการเสียแบบถาวร
    สำหรับเขาจึงไม่มีความกังวล ด้วยเหตุนี้เขาจึงเอาตำราก้าวย่างเมฆนภาออกมาถือไว้ พร้อมกับใช้การ์ดความสามารถเรียนรู้ฉับพลันทันที
    เรียนรู้...ก้าวย่างเมฆนภาแวบบบ
    เสียพละกำลัง ความเร็ว 30 เท่าและสติปัญญา 50 จุด
    ได้เรียนรู้...ความสามารถใหม่ "ก้าวย่างเมฆนภา ขั้นต้นสำเร็จ"
    แฮกๆการสูญสียสถานะแบบทันทีทันใดและปริมาณมากๆเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อร่างกายของเขาที่ไม่อาจปรับตัวได้ทัน ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยหล้าเป็นอย่างมาก
    แต่ด้วยความสามารถใหม่ที่ได้รับมา ทำให้เขารู้สึกว่ามันคุ้มค่า แม้จะเหนื่อยแต่มันก็คุ้มที่ได้รับวิชาก้าวย่างเมฆนภานี้มาครอบครอง เพราะเพียงข้นต้นเท่านั้น ความซับซ้อนและความสุดยอดของวิชานี้ก็ทำให้เขาอดตกตะลึงไม่ได้
    ก้าวย่างเมฆนภากระบวนท่าเคลื่อนไหว ล่องลอยดั่งปุยเมฆ รวดเร็วดั่งสายลม ใช้ลมปราณเป็นพื้นฐานในการออกกระบวนท่า มี 3 ระดับ คือ1. รวดเร็วดั่งสายลม 2. อิสระดั่งปุยเมฆ3. ไร้ขอบเขตดั่งนภา
    กระบวนท่าทั้ง 3 เขาเพียงเรียนรู้ได้แค่กระบวนท่าแรก ซึ่งยังเป็นเพียงแค่ขั้นต้น แต่ในห้วงความคิดของวิชานี้ที่เขาได้รับมา เพียงแค่กระบวนท่าแรก ระดับขั้นต้นเท่านั้น มันก็ทำให้เขาสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วถึง 60 กิโลเมตร/ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ!!!
    มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นตกใจมาก แม้ระดับลมปราณของเขาจะอยู่ที่ขั้นต้น แต่มันกลับไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ที่สำคัญเมื่อเขาใช้งานมันเขายังมีความเร็วในการเคลื่อนที่ที่ไม่ด้อยไปกว่าม้าด้วยซ้ำ แถมยังวิ่งด้วยความเร็วเท่าเดิมได้เรื่อยๆ จนกว่าลมปราณจะหมด
    ด้วยเหตุนี้ความคิดในเรื่องการฝึกฝนลมปราณจึงเป็นความคิดอันดับแรกๆที่เขากากบาทไว้ว่าจะต้องฝึกฝนให้เร็วที่สุด เพราะนอกจากมันจะเพิ่มปริมาณลมปราณให้มากขึ้นแล้ว มันยังเพิ่มสถานะให้กับเขาอีกด้วย
    สำหรับความสามารถเรียนรู้ฉับพลัน ที่เหลืออีก 2 ครั้ง เขาคิดจะเก็บเอาไว้ก่อน เผื่อสถานการณ์ที่เหมาะสมกว่านี้
    ในส่วนถัดไปที่เขาจะทำคงหนีไม่พ้นแผนการเดิมที่วางไว้ คือการออกตามหาคนรู้จัก ถ้าถามว่าทำไมเขาถึงไม่ไปหาพวกนั้นตั้งแต่วันแรกๆ นั่นก็เพราะวันแรกเขายังเอาตัวไม่รอดเลย และวันต่อๆมาก็แทบไม่ต่างกัน ทั้งล้มลุกคลุกคลาน เฉียดตายมาหลายครั้ง กว่าจะมาถึงจุดที่พร้อมในตอนนี้
    หลังจากทำกิจวัตรเสร็จสิ้นหมดแล้ว เขาจึงล้มตัวลงนอนต่อทันที เนื่องจากเวลานี้เริ่มเข้ากลางคืนแล้ว การจะออกเดินทางในยามนี้แม้เขาจะมั่นใจว่าตนเองจะปลอดภัย ทว่ามันก็ยังมีภัยร้ายบางประการที่เขาก็ไม่กล้าเสี่ยงเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เขาจึงคิดว่าจะเริ่มออกเดินทางในตอนเช้าแทน และลึกๆในใจเขาก็ภาวนาขอให้ทุกๆคนที่เขารู้จัก โดยเฉพาะพ่อแม่และน้องสาวของเขาอยู่รอดปลอดภัยด้วยเถอะ ถึงความหวังจะเลือนลางเนื่องด้วยเวลานี้มันก็ผ่านมาเกือบจะ 10 วันแล้ว
    ดังนั้นโอกาสหรือสิ่งที่เขาขอจึงดูริบรี่จริงๆ ทว่าเขาก็ไม่อาจตัดใจเชื่อว่าทุกคนจะเป็นอะไรไปกันหมดแล้ว นอกจากจะไปเห็นด้วยตาตนเอง



    ………………………………………………………………………………………………………
    ณ มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง
    เวลานี้ภายในรั่วมหาลัยต่างเต็มไปด้วยฝูงมนุษย์กลายพันธุ์และสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์อื่นๆจำนวนไม่ต่ำกว่า 1000 ตนกำลังเดินไปเดินมา ทุกแห่งหนในมหาวิทยาลัยต่างเต็มไปด้วยหยดเลือดและเศษสากชิ้นเนื้อน้อยใหญ่หล่นกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ
    และด้วยระยะเวลาที่ผ่านมาเกือบ 10 วันแล้ว ทำให้ภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้แทบไม่ต่างจากรังของพวกกลายพันธุ์เลยแม้แต่น้อย
    ทว่าภายในมหาวิทยาลัยก็ใช่จะไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์อยู่ เพียงแต่พวกเขาเหล่านั้นต่างพากันหลบซ้อนตัว เพื่อไม่ให้ถูกพบเจอและถูกพวกมันรุมกัดกินเป็นอาหาร
    และหนึ่งในสถานที่หลบภัยที่มีคนหลบซ้อนอยู่เป็นจำนวนมากในตอนนี้ คือ โรงอาหาร! โดยเฉพาะโรงอาหารกลางที่ถูกจัดไว้บริเวณสำนักงานใหญ่ของเหล่าคณาจารย์ กระนั้นก็มีบ้างที่เหล่านักศึกษาจะแวะเวียนมากิน ด้วยคุณภาพและราคาที่ถูกใจ
    โรงอาหารแห่งนี้ประกอบไปด้วย 2 ชั้น ซึ่งชั้นล่างเป็นโซนร้านค้าและโต๊ะเก้าอี้ที่จัดไว้ให้สำหรับมานั่งรับประทานอาหาร ส่วนชั้นที่ 2 เป็นชั้นที่จัดไว้สำหรับพักผ่อน และนั่งชิวๆ เพราะชั้นบนนี้ยังมีร้านกาแฟและร้านเค้กต่างๆมาจัดตั้งไว้ สำหรับให้เหล่าคณาจารย์ชั้นยอดของมหาลัยได้อาศัยมานั่งผ่อนคลาย หรือกระทั่งมานั่งพูดคุยพบปะตามประสาเพื่อนร่วมงาน
    ตอนนี้ภายในโรงอาหารต่างเต็มไปด้วยผู้คนไม่น้อยกว่า 30-40 คนอาศัยอยู่ แต่ละคนต่างดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรง และดูเหน็ดเหนื่อย ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทุกๆคนต่างมีและแสดงออกมาเหมือนๆกันคือ ความหวาดกลัว ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างเด่นชัด โดยเฉพาะกับแววตาที่กระทั่งบางคนโหยหาถึงความตายก็มี
    ผวัะโครม
    "มึงมีก็แบ่งกูบ้างสิวะ" นักศึกษาร่างใหญ่ต่อยหน้ารุ่นน้องนักศึกษาที่ไม่ยอมแบ่งน้ำที่ถืออยู่มาให้แกตนบ้าง แม้ทีแรกจะพูดคุยกันดีๆ แต่ไม่ว่านักศึกษาคนนี้จะพูดยังไง รุ่นน้องคนนั้นก็ไม่ยอมที่จะแบ่งมาให้สักที จนทำให้ตนเองเกิดความรำคาญและทนไม่ไหว จึงบันดารโทสะใส่รุ่นน้องอย่างที่เห็น
    "เห้ย ไอ้กันมึงแบ่งกูบ้างสิ" "เรื่องสิ""มึงอยากดื่มก็ไปหาเอาเองสิวะ" กันตะคอกกลับใส่เพื่อนที่เรียกร้องจะให้ตนเองแบ่งน้ำให้บ้าง
    "นะ นี่ พวกเธอทะทำร้ายรุ่นน้องแบบนี้ได้ยังไง"อาจารย์สาวเมื่อเห็นเหตุการณ์จึงอดไม่ได้ที่จะลุกมาต่อว่า แม้ตนเองจะหิวและหวาดกลัวอยู่บ้างก็ตาม ทว่าด้วยความเป็นอาจารย์จึงทำใจดีสู้เสือและลองเอ่ยตักเตือนนักศึกษาคนนั้นดู ทว่า
    เพี้ยะ"ยุ่งไม่เข้าเรื่อง อีดอก""เห้ย มึงตบอาจารย์เลยหรือวะ" "แล้วไง เวลานี้กูไม่สนหรอกใครเป็นใคร" ด้วยท่าทางที่ก้าวร้าวของกันทำให้อาจารย์สาวที่ถูกตบเกิดอาการสั่นกลัว ยิ่งพอตนเองหันไปสบตาของกันเข้า ยิ่งทำให้เธออดที่จะสะอื้นและหวาดกลัวไม่ได้
    มันเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนในที่แห่งนี้จะเริ่มเปลี่ยนไป ด้วยสภาพแวดล้อมที่กดดันทั้งจากซอมบี้ และอาหารที่หมดลง ย่อมส่งผลให้พวกเขาต่างรู้สึกจนตรอกและไม่คิดหน้าคิดหลังที่จะทำอะไรอีกต่อไป เพราะยังไงก็ตามสุดท้ายพวกเขาก็ต้องตายแน่นอน หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป
    "อาหารก็หมด น้ำก็หมด หนีก็ไม่ได้ โอกาสตายก็มีสูง แล้วทำไมกูจะต้องสนใจใครด้วยวะ หา""ไหนๆก็ต้องตายแล้วงั้นกูขอเอาอีดอกนี่สักครั้งเหอะ ฮาฮา" ไม่ว่าจะด้วยความหิวหรือความกดดัน เวลานี้มันก็ทำให้ผู้คนต่างเปลี่ยนความคิดและเริ่มที่จะกระทำบางสิ่งที่ผิดศีลธรรมอย่างไม่รู้สึกผิด
    "ฮาฮา เยี่ยมกูเอาด้วยวะ" "มะไม่"แคว้กกกยังไม่ทันที่อาจารย์สาวจะขอร้องใดๆ กันพลันกระโจนเข้าใส่พร้อมฉีกกระฉากเสื้อเชิดตัวน้อยที่ถูกสวมทับอยู่บนเรือนร่างอันยั่วยวนของอาจารย์สาว พร้อมกับมืออีกข้างที่พุ่งเขาไปบีบเนินอกอันอวบอิ่ม ทั้งการกระทำและแววตาต่างเต็มไปด้วยความกระหายต่อตัณหา
    สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นแทนที่จะมีคนลุกมาห้าม มันกลับเป็นการปลุกระดมเหล่าชายหนุ่มทั้งหลายให้รู้สึกต้องการมิต่างกันจนเวลานี้ภายในโรงอาหารต่างเต็มไปด้วยเสียงกรี้ดร้อง เสียงต่อสู้และเสียงครวญครางจนแยกแยะไม่ออก



    End